เกลือ ท้องทะเล ใต้ธรณี ถึงความเค็มในตัวคุณ

ลบ แก้ไข

เรื่อง : วีระศักดิ์ จันทร์ส่งแสง / ภาพ : ประเวช ตันตราภิรมย์
 

งานในนาเกลือ คือการปั้นน้ำเป็นตัวโดยแท้ อาศัยแดดและลมเป็นหัวใจสำคัญ ทำน้ำทะเลให้เข้มข้นขึ้นเป็นลำดับ กระทั่งตกผลึกเป็นเม็ดเกลือ ในภาพเป็นขั้นตอนการรื้อเก็บเกลือของชาวนาเกลือสมุทรสาคร สมัยที่การบริโภคและอุตสาหกรรมยังพึ่งเกลือทะเลเป็นหลัก แถบนี้ถือเป็นแหล่งผลิตเกลือใหญ่ที่สุดในเมืองไทย แต่ในปัจจุบันจำนวนชาวนาเกลือลดลงไปมาก เนื่องจากถูกเกลือสินเธาว์อีสานเข้าครองตลาดแทน

สุภาษิตอังกฤษ-“ไม่มีอะไรใหม่อีกต่อไป ภายใต้ดวงอาทิตย์นี้”

ที่ติดอยู่หน้าพิพิธภัณฑ์ในประเทศอียิปต์ คงไม่จำกัดการนิยามความหมายไว้เฉพาะแต่กับมหาอารยธรรมแห่งลุ่มน้ำไนล์เท่านั้น

กับเรื่องของฝุ่นในดินสินจากน้ำอย่างเกลือ ก็น่าจะอยู่ในคำจำกัดความนั้นได้เช่นกัน

ในวันที่มีการจำแนกแยกแยะได้ว่า ผลึกเกลือรสเค็มสีขาวขุ่นที่คนเรารู้จักมาแต่ก่อนยุคประวัติศาสตร์นั้น ประกอบขึ้นจากการเกาะเกี่ยวกันอยู่ระหว่างโมเลกุลของโซเดียมกับคลอไรด์ ผู้ค้นพบคงปลาบปลื้มกับการสร้างความรู้ใหม่ให้แก่โลก

คนต้มเกลือโบราณอาจไม่รู้ และคงไม่สนใจไยดีถ้อยคำประหลาดไม่คุ้นหูนั้นนัก แต่เขารู้มาก่อนนามนมแล้วว่า ที่สุดของเกลือคือ ความเค็มที่ไม่สูญสลาย

ความจริงนี้กลายมาเป็นคำสั่งสอนลูกหลาน

“จงรักษาความดี เหมือนเกลือรักษาความเค็ม”

ว่าถึงการได้มาของเกลือก็เช่นกัน โรงงานผลิตเกลือสมัยใหม่แค่เอาน้ำเกลือป้อนเข้าเครื่องจักรราคาพันล้าน มันก็พ่นเกลือออกมาเป็นสาย กองถมเป็นภูเขาเลากา แต่นั่นก็ไม่ได้น่าอัศจรรย์ใจไปกว่ากรรมวิธีการต้มเกลือแบบโบราณของชาวบ้านอีสาน ที่ซับซ้อนด้วยรายละเอียดและภูมิปัญญาอย่างน่าฉงน ตั้งแต่ทำฝุ่นดินให้เป็นน้ำเค็มจนถึงการนำไปต้มเป็นเกลือ

แต่โบราณกาลมา เกลือเป็นของมีค่ายิ่ง จะเปรียบว่ามีค่าปานทองคำก็คงเปรียบได้ เพราะชาวยุโรปใช้เกลือแลกทองคำจากคนแอฟริกันได้จริง ๆ และในยุโรปเองก็มีการจ่ายค่าแรงด้วยเกลือ หลักฐานเรื่องนี้ยังปรากฏมาถึงปัจจุบัน ในคำว่า salary ที่แปลว่าเงินเดือนนั้นก็มีรากศัพท์มาจากคำว่า salarium ที่แปลว่าเกลือในภาษาละติน คนโบราณในประเทศเม็กซิโกเทิดทูนเกลือมากถึงขั้นมีการสังเวยหญิงสาวพรหมจรรย์แก่เทพแห่งเกลือทุก ๆ ปี ในจีนมีคนยอมทุ่มเงินจำนวนมากเพื่อซื้อตำแหน่งที่มีอำนาจในการควบคุมการผลิตและค้าขายเกลือ ในฝรั่งเศสการควบคุมและเพิ่มภาษีการทำเกลือจนประชาชนเดือดร้อน เป็นสาเหตุหนึ่งที่นำไปสู่การปฏิวัติในสมัยพระเจ้าหลุยส์ที่ ๑๖ เช่นเดียวกับในอินเดียที่มหาตมะคานธีใช้การเดินเท้าไปยังบ่อเกลือที่ถูกควบคุมโดยชาวอังกฤษ เพื่อแสดงการต่อสู้เรียกร้องเอกราช ในยุโรปก็เคยมีสงครามรุนแรงถึงขั้นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เพราะแย่งกันครอบครองแหล่งผลิตเกลือ

ส่วนในประเทศไทยก็มีประวัติว่า เคยมีการเข้ายึดเมืองเนื่องจากความต้องการครอบครองบ่อเกลือ ดังบันทึกในพงศาวดารเมืองน่าน ที่พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ เจ้าผู้ครองนครน่านให้แต่งไว้ว่า “บ่อเกลือ สาเหตุสำคัญให้พระเจ้าติโลกราช แห่งเมืองเชียงใหม่ ยกทัพมายึดเมืองเมื่อ พ.ศ. ๑๙๙๓“

ในโลกปัจจุบันดูเหมือนว่าแหล่งผลิตเกลือจะลดความสำคัญลง แต่บทบาทของเกลือในชีวิตประจำวันของผู้คนไม่ได้ด้อยความจำเป็นลงไปเลย นอกจากเป็นแร่ธาตุจำเป็นต่อร่างกาย เป็นยารักษาโรค เป็นเครื่องปรุงรส ใช้ถนอมอาหาร อย่างที่เคยเป็นมาแต่ครั้งอดีต จนทุกวันนี้ข้าวของเครื่องอุปโภคบริโภครายรอบตัวเราจำนวนไม่น้อยเกี่ยวข้องอยู่โดยตรงกับเกลือ

ตั้งแต่ของใช้ใกล้ตัว อย่างสบู่ ผงซักฟอก น้ำปลา ผงชูรส น้ำหอม กาว แก้ว กระจก กระดาษ เซรามิก ยาฆ่าแมลง ยาปราบวัชพืช ดีดีที ใช้ในการทำน้ำให้บริสุทธิ์ ทำฝนเทียม ใช้ในเครื่องทำความเย็น ปรับความเป็นกรดเป็นด่างในสระว่ายน้ำ ทำเครื่องสุขภัณฑ์และอุปกรณ์ทำความสะอาด เป็นส่วนประกอบในการฟอกหนัง ฟอกสีกระดาษและสิ่งทอ ทำอะลูมิเนียม พีวีซี ทำน้ำยาล้างหม้อน้ำรถยนต์ น้ำมันหล่อลื่น ใช้ในอุตสาหกรรมเหล็กกล้าและรถยนต์ การถลุงแร่ดีบุกและแทนทาลัม การแต่งแร่ สกัดทองคำ การขุดเจาะและกลั่นน้ำมัน รวมทั้งอุตสาหกรรมการหมักดองอาหาร และทำวัตถุระเบิด

มีคุณประโยชน์มากมายมหาศาลอย่างนี้ ต่อไปถ้ามีใครเหน็บแนมเราว่าเค็มอย่างเกลือ ก็คงไม่ต้องคิดขุ่นเคือง

 
มนุษย์รู้จักเกลือมาตั้งแต่ก่อนยุคประวัติศาสตร์ เรื่อยมาจนถึงสมัยปัจจุบัน เกลือไม่เคยด้อยความสำคัญต่อชีวิตคน นอกจากเป็นแร่ธาตุที่ช่วยรักษาสมดุลในร่างกาย ข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นจำนวนไม่น้อย ต้องใช้เกลือเป็นวัตถุดิบ

ก่อนไขน้ำทะเลเข้ามาตาก ต้องทำท้องนาให้เรียบ แน่น และอมความร้อนไว้มากที่สุด ด้วยการบดอัดด้วยลูกกลิ้ง เดิมงานนี้ต้องใช้แรงคน ๒ คนลากลูกกลิ้งกลับไปกลับมา แต่ปัจจุบันเปลี่ยนมาใช้แรงม้าของเครื่องยนต์
พื้นที่นาเกลือจะถูกปรับให้สามารถระบายน้ำได้ตามต้องการ จากนั้นจะเอาน้ำทะเลเข้ามายังวังขังน้ำ (ซึ่งอยู่ไกลสุดในภาพ) ไขผ่านนาประเทียบ นาตาก นารองเชื้อ นาเชื้อ มาเป็นลำดับ ก่อนจะมาตากเป็นเม็ดเกลือในนาปลง น้ำที่เหลือจากการรื้อเกลือในนาปลงจะถูกดึงขึ้นกลับไปสู่นาตากซึ่งอยู่สูงกว่า โดยไขลงลำประโดงแล้วใช้ระหัดวิด ดังที่เห็นในภาพ
หลังรื้อเกลือลอมเป็นลูก ทิ้งไว้ให้สะเด็ดน้ำคืนหนึ่ง ก็ตักใส่รถเข็นขนขึ้นฉางรอพ่อค้ามารับซื้อ ค่าจ้างขนและราคาขายคิดกันเป็นเกวียน
ได้เกลือมาเก็บไว้เต็มฉางแล้ว ยังต้องลุ้นราคาซึ่งไม่สามารถเอาแน่เอานอนได้ ชาวนาเกลือคนหนึ่งพูดว่า ปัญหาใหญ่คือผู้ผลิตไม่สามารถกำหนดราคาสินค้าของตัวเองได้ ปัจจุบันผลผลิตเกลือสมุทรทั้งประเทศราว ๒-๓ แสนตันต่อปี โดยแหล่งผลิตใหญ่ยังคงอยู่ที่จังหวัดสมุทรสาคร

(ตำนาน) ทำไมน้ำทะเลจึงเค็ม / ที่มาของเกลือสมุทร

นิทานฝรั่งเรื่องทำไมน้ำทะเลจึงเค็ม เล่าที่มาของเกลือไว้อย่างสนุก จนชวนให้จดจำนำมาเล่าต่อ

กาลครั้งนั้น น้ำทะเลที่ไหน ๆ ในโลกยังเป็นน้ำจืดทั้งสิ้น มีชายพเนจรคนหนึ่งเดินทางไปกับม้าคู่ใจ เจอเข้ากับใครคนหนึ่งจูงหมูเดินสวนมา เจ้าของหมูชวนว่าให้แลกสัตว์เลี้ยงกัน ชายพเนจรตกลง จากนั้นเขาก็เดินทางต่อไปกับหมูที่เพิ่งแลกมา ไปได้สักพักเจอคนต้อนห่านสวนทางมา และชวนเขาแลกห่านกับหมู เขาก็ตกลงและพาห่านเดินไปต่อ ไปเจอกับคนอุ้มไก่ ก็ชวนให้เขาแลกอีก และก็เช่นทุกครั้ง ชายพเนจรตอบตกลง

ผู้วิเศษมองเห็นน้ำใจของชายหนุ่มก็นึกนิยม คิดอยากช่วย จึงปรากฏตัวเป็นชายแก่หิวโซมาดักทางอยู่ข้างหน้าชายพเนจร และออกปากขอไก่โดยไม่มีสิ่งแลกเปลี่ยน

ชายหนุ่มยกให้

ชายชราจึงว่า “เจ้ามีน้ำใจกับข้ามาก ข้าขอตอบแทนด้วยของสิ่งนี้”

ว่าแล้วก็ยื่นของสิ่งหนึ่งให้ชายหนุ่ม เป็นกระบอกโม่ มีมือหมุน พร้อมบอกวิธีใช้งาน

“ถ้าเจ้าอยากได้สิ่งใด ก็ให้อธิษฐานแล้วหมุนกระบอกโม่นี้ เจ้าจะได้สิ่งที่ต้องการ”

ชายหนุ่มงง ๆ แต่ก็รับมา และเดินทางต่อไปจนถึงชายทะเล ก็คิดอยากลองของที่ผู้วิเศษให้มา

ความเหนื่อยและหิวจากการเดินทางทำให้ชายหนุ่มนึกถึงอาหาร เขาอธิษฐานแล้วหมุนเครื่องโม่ ข้าวปลาอาหาร (ฝรั่ง-ตามท้องเรื่อง) ไหลออกมาจากปากกระบอก ร่วงลงพื้นทราย ชายหนุ่มตะลึงลาน รีบเอาผ้าปูรองรับอาหารไม่ให้เปื้อนดินทราย

ได้อาหารหวานคาวนานาชนิดกินจนอิ่มแปล้ ชายพเนจรก็นอนหลับอยู่ใต้โคนมะพร้าวริมชายทะเลนั่นเอง

ตื่นขึ้นมาอีกทีก็พบว่าตัวเองถูกมัดและถูกควบคุมตัวอยู่โดยโจรสลัด

“มีทรัพย์สินอะไรมอบให้ข้ามา ไม่อย่างนั้นเจ้าตาย”

หัวหน้าโจรยื่นข้อเสนอที่มิอาจปฏิเสธ

“ข้าไม่มีทรัพย์สินอันใดติดตัวเลย”

“งั้นเจ้าก็ต้องตายสถานเดียว”

“อย่าฆ่าข้าเลย” ชายพเนจรกลัวลนลาน และพลันนึกถึงของวิเศษขึ้นมาได้ “ท่านอยากได้อะไรข้าจะเสกให้”

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า ข้าต้องการเพชรพลอยของมีค่า”

“ได้”

“เจ้าจะหามาจากไหนกัน ?”

“ท่านเตรียมที่เก็บไว้เลย”

โจรสลัดพาเขาขึ้นไปบนเรือ ชายพเนจรอธิษฐานขอสมบัติของมีค่าตามที่โจรต้องการแล้วหมุนกระบอกโม่ ทองคำเพชรนิลจินดาสารพัดรูปแบบก็ไหลตามกันออกมาเป็นสาย เป็นที่ตื่นเต้นตาลุกของพวกขุนโจร

จนได้เต็มลำ กราบเรือเพียบน้ำ หัวหน้าโจรก็โบกมือบอกให้เขาหยุด

“พอ ๆ เดี๋ยวเรือข้าล่มกันพอดี”

แต่แล้วก็เหมือนเขานึกอะไรขึ้นมาได้

“ช้าก่อน กระบอกโม่ของเจ้าขอได้ทุกสิ่งใช่ไหม ? ขอเกลือใส่เรือไว้ให้ข้าหน่อยเถอะ อยู่กลางน้ำหาเกลือยากเหลือเกิน”

ชายพเนจรไม่ขัดข้อง เขาขึ้นไปอยู่บนที่สูงป้องกันละอองเกลือฟุ้งเข้าตา แล้วอธิษฐานหมุนกระบอกโม่โปรยเกลือใส่ลำเรือ จนได้ตามที่ขุนโจรพอใจ

แต่แล้วจะด้วยเหตุที่เครื่องโม่วิเศษทำงานติดต่อกันนานจนเครื่องร้อนหรืออย่างไร มันไม่ยอมหยุดตามคำสั่งของผู้เป็นเจ้าของเสียแล้ว มันยังคงหมุนโปรยเกลือออกมาอย่างต่อเนื่อง จนเรือรับไม่ไหวล่มลงทั้งลำ กระบอกโม่ก็จมสู่ก้นทะเล และยังคงหมุนปล่อยเกลือออกมาตลอด จนน้ำทะเลทั่วทุกมหาสมุทรเค็มด้วยรสเกลือที่ละลายอยู่ในนั้น

ปัจจุบัน ข้อมูลของกรมทรัพยากรธรณีระบุว่า ในน้ำทะเลมีเกลือละลายปนอยู่ร้อยละ ๒.๖ โดยน้ำหนัก หมายถึง ถ้าเอาน้ำทะเล ๑๐๐ กิโลกรัมมาแยกเอาน้ำออก ก็จะได้เกลือ ๒ กิโลกรัมกับอีก ๖ ขีด และนี่คือสิ่งที่ชาวนาเกลือทำกันอยู่ในทุกวันนี้

ปั้นน้ำเป็นตัว--ทำน้ำทะเลให้กลายเป็นเกลือ

ไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนแน่นอนว่ามนุษย์รู้จักเกลือเมื่อใด แต่จากข้อมูลทางโบราณคดีเป็นที่เชื่อได้ว่าตั้งแต่ก่อนยุคประวัติศาสตร์ หรือพูดอีกแบบหนึ่งก็คือ คนเรารู้จักเม็ดเกลือก่อนตัวหนังสือ

สำหรับแถบชายฝั่งทะเลไทยนั้นเชื่อว่ามีการทำนาเกลือกันมาแต่ครั้งสมัยกรุงศรีอยุธยา โดยสันนิษฐานว่าเริ่มต้นที่บางโทรัด เมืองสมุทรสาคร จากร่องรอยของการตั้งหลักแหล่งที่มีมาแต่สมัยนั้น และการทำนาเกลือที่ทำกันอยู่ตามที่ต่าง ๆ ในปัจจุบัน อย่างในจังหวัดสมุทรสงคราม สมุทรปราการ เพชรบุรี ชลบุรี ก็ล้วนได้แบบอย่างมาจากบางโทรัด

เกลือที่ได้จากน้ำทะเลเรียกว่า เกลือสมุทร ซึ่งมีสารไอโอดีนผสมอยู่ด้วยตามธรรมชาติ ต่างจาก เกลือสินเธาว์ ที่ได้จากการนำดินหรือน้ำใต้ดินที่เค็มมาต้มหรือตาก

สมัยก่อน เกลือสมุทรในประเทศไทยเคยผลิตได้ราวปีละ ๓ แสนตัน โดยราว ๗๐ เปอร์เซ็นต์ ได้จากนาเกลือในจังหวัดสมุทรสาคร ปัจจุบันพื้นที่การทำนาเกลือลดลงมาก เฉพาะแถบชายทะเลฝั่งตะวันออกของปากแม่น้ำท่าจีนในตำบลโคกขาม ตำบลพันท้ายนรสิงห์ ที่เคยเป็นแหล่งทำนาเกลือขนาดใหญ่ ยาวต่อเนื่องไปถึงแถบบางขุนเทียน ทุกวันนี้เหลือชาวนาเกลืออยู่แค่ ๓๗ ราย

“วังกุ้งมาแทนที่” เลอพงษ์ จั่นทอง รายงานสภาพการณ์ปัจจุบัน วังกุ้งที่เขาพูดถึงคือบ่อเลี้ยงกุ้ง ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมทำกันบนพื้นที่นาเกลือ

“ก่อนนี้ที่นี่เคยมีคนทำนาเกลืออยู่ถึง ๔๐๐ ราย กรมส่งเสริมสหกรณ์เข้ามาจัดสรรที่ดินเพื่อการครองชีพให้ครอบครัวละ ๔๒ ไร่ เมื่อปี ๒๔๘๑“

เวลานั้นเลอพงษ์ยังไม่เกิด หญิงชาวนาเกลือซึ่งอาวุโสกว่าจึงเป็นคนเล่าต่อ

“สมัยก่อนแถวนี้เป็นป่าแสมทั้งหมด” หญิงชาวนาเกลือที่แนะนำตัวเองว่าชื่อ บุญชิต จันทร์ทอง เป็นคนเล่า ชายทะเลที่จะทำนาเกลือได้ต้องเป็นป่าแสมเท่านั้น ป่าชายเลนชนิดอื่นอย่างป่าโกงกางไม่สามารถทำได้

“นิคมสหกรณ์เข้ามาจัดสรรที่ให้ชาวบ้านบุกเบิกเป็นนาเกลือ ที่เห็นอยู่นี่คนรุ่นพ่อรุ่นแม่ทำมาทั้งนั้น”

พื้นที่นาเกลือทั้งหมื่นกว่าไร่ที่ชายทะเลโคกขาม-พันท้ายนรสิงห์ ผ่านการวางผังมาอย่างเป็นระเบียบ แผ่ผืนยาวไปตามถนนที่ตัดเลียบคลองพิทยาลงกรณ์ แต่ละเจ้ามีเนื้อที่นา ๔๐ ไร่ ด้านกว้างติดถนน ยาวออกไปหาทะเล ที่นาทั้งผืนผ่านการปรับระดับให้สามารถระบายน้ำได้ตามที่ต้องการ และมีคันดินแบ่งพื้นที่ออกเป็นช่อง ๆ ที่เรียกว่า กระทงนา

พื้นที่นาจะถูกแบ่งเป็น ๖ ส่วน ไล่มาจากส่วนนอกสุดด้านติดทะเลเป็นวังขังน้ำ สำหรับขังน้ำที่จะใช้ทำนาเกลือ และในบ่อนี้ยังมีผลพลอยได้จากสัตว์น้ำกุ้งหอยปูปลาที่มากับน้ำด้วย ถัดเข้ามาเป็นส่วนของนาประเทียบ นาตาก นารองเชื้อ นาเชื้อ ซึ่งทำหน้าที่ทำน้ำทะเลปรกติให้มีความเค็มเข้มข้นขึ้นเป็นลำดับ

ก่อนจะมาตกผลึกเป็นเม็ดเกลือในนาปลง


 
ภาคอีสานไม่มีทะเล แต่ก็มีแหล่งเกลืออยู่ทั่วไปซึ่งสามารถนำมาทำเกลือสินเธาว์ แหล่งเกลือถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชุมชน และบางแห่งมีความสำคัญถึงขั้นเคยเป็นศูนย์กลางของอารยธรรมอีสานในยุคหนึ่งด้วย

บริเวณบ่อเกลือหัวแฮด ที่มีตำนานเล่าว่าดินเค็มจนคลุกหัวแรด (แฮด-ในสำเนียงอีสาน) ไว้แล้วไม่เน่า ตลอดหน้าน้ำหลากของทุกปี พื้นที่ป่าทามแถบนี้ทั้งหมดจมอยู่ใต้น้ำ กระทั่งแม่น้ำสงครามลดระดับลง การต้มเกลือจึงได้เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง บ่อเกลือหัวแฮดถือเป็นแหล่งเกลือใหญ่ที่สุดในแถบภาคอีสานตอนบน
 

เมื่อเข้าสู่ฤดูหนาว ตามแหล่งเกลือในภาคอีสานจะเกิด ขี้ทา เป็นคราบขาวโพลนอยู่ตามผิวดิน ให้คนต้มเกลือมาขูดไปทำน้ำเกลือใน สาวเกลือ ซึ่งเป็นหลุมดินหรือรางไม้อย่างที่เห็นอยู่ด้านหลัง

 
การทำน้ำเกลือ เริ่มจากเอาขี้ทาใส่ลงในสาวเกลือ เติมน้ำ หมักทิ้งไว้คืนหนึ่ง แล้วปล่อยน้ำผ่านชั้นกรอง หยดลงถังน้ำเกลือ  

เตาต้มเกลือโบราณ : จากแรงไฟและหยาดเหงื่อ เป็นเกลือเค็ม

คงไม่เป็นที่กังขากันแล้ว ต่อเรื่องที่ว่าที่ราบสูงอีสานเคยเป็นทะเลมาก่อน หลักฐานหนึ่งที่หลงเหลือคือเกลือปริมาณมหาศาล

ใต้ผืนดินอีสานเต็มไปด้วยชั้นเกลือ ซึ่งอยู่ใน ๒ แหล่งใหญ่ที่เรียกว่า แอ่งสกลนคร และแอ่งโคราช แหล่งแรกอยู่ทางตอนเหนือของภาคอีสาน กินคลุมพื้นที่จังหวัดอุดรธานี สกลนคร นครพนม หนองคาย และบางส่วนของประเทศลาวด้านติดกับจังหวัดหนองคาย ส่วนแหล่งล่างหรือแอ่งโคราช เริ่มจากด้านตะวันตกของภาคอีสานในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา ชัยภูมิ ตอนล่างของจังหวัดขอนแก่นและกาฬสินธุ์ จังหวัดมหาสารคาม ร้อยเอ็ด ยโสธร อำนาจเจริญ จนถึงอุบลราชธานี รวมทั้งแถบตอนบนของจังหวัดบุรีรัมย์ สุรินทร์ และศรีสะเกษ

มีการคำนวณออกมาว่ามีปริมาณเกลือสำรองอยู่ถึง ๑๘ ล้านล้านตัน

ตัวเลขนี้อาจเกินจินตนาการของคนพื้นถิ่น แต่พวกเขารู้อยู่โดยตัวเองว่ามันมีอยู่มากราวไม่มีที่สิ้นสุด

พอถึงฤดูแล้ง ฟ้าหมดฝน ตามแหล่งเกลือจะปรากฏคราบเกลือ หรือ ขี้ทา ฉาบทาอยู่บนผิวดินขาวโพลนไปทั่วทั้งแถบ รอให้คนต้มเกลือมาขูดไปทำเกลือ และบริเวณนั้นก็จะกลายเป็นชุมชนชั่วคราวไปจนกว่าฤดูฝนจะเวียนมาถึงอีกครั้ง

ขูดขี้ทาเอามาทำเป็นน้ำต้มเกลือ

ฟังดูง่าย แต่ซับซ้อนยิบย่อยด้วยรายละเอียดและภูมิปัญญาความรู้ที่สืบทอดกันมาหลายชั่วคน เป็นเวลานับพัน ๆ ปี

ในทุกวันนี้ แม้แหล่งเกลือจะไม่หมายถึงเงื่อนไขแห่งอำนาจและศูนย์กลางอารยธรรมอีกต่อไป แต่บนที่ราบสูงอีสานยังคงมีชุมชนคนทำเกลือเหลืออยู่ไม่น้อย บ่อโนนหนองเหล็ก บ่อขางัว (อุดรธานี) บ่อกระถิน (ขอนแก่น) บ่อหนองน้ำใส (สุรินทร์) บ่อพันขัน (ร้อยเอ็ด) บ่อหัวแฮด (หนองคาย) ฯลฯ เหล่านี้เป็นแหล่งต้มเกลือแบบโบราณที่ยังมีลมหายใจอยู่จริงในปัจจุบัน

ถ้าผ่านเข้าไปในแถบถิ่นดังกล่าวในช่วงหน้าหนาวหลังฤดูเก็บเกี่ยวไปจนถึงต้นฤดูฝน ก็จะได้เห็นเพิงพักที่สร้างขึ้นง่าย ๆ กระจายอยู่ริมขอบทุ่ง กับใบหน้าของผู้คนที่กร้านเกรียมแดดและกองไฟที่ร้อนแรง ปล่อยควันลอยฟุ้งไปทั่วทุ่งอยู่ตลอดทั้งวัน

เป็นที่เชื่อว่ามนุษยชาติรู้จักทำเกลือมาตั้งแต่ราว ๑ หมื่นปีก่อนคริสต์ศักราช สำหรับในประเทศไทยนักประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่าที่บ่อพันขัน ซึ่งเป็นบ่อเกลือใหญ่สุดในแถบอีสานใต้ ตั้งอยู่ใจกลางทุ่งกุลา เขตอำเภอสุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด มีการต้มเกลือมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๖ และสมัยหนึ่งที่นี่อาจเคยเป็นศูนย์กลางของอารยธรรมอีสานด้วย เนื่องจากเป็นแหล่งผลิตเกลือขนาดใหญ่

การทำเกลือแบบพื้นบ้าน ครั้งอดีตเคยทำกันมาอย่างไร ปัจจุบันก็ยังคงเป็นเช่นนั้น อาจมีการปรับเปลี่ยนไปบ้างในด้านอุปกรณ์ รายละเอียดเกี่ยวกับพิธีกรรมที่แตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่ แต่โดยกรรมวิธียังคงเป็นแบบเดิม ขูดขี้ทามาทำน้ำเค็มแล้วต้มเอาผลึกเกลือ

ที่บ่อเกลือโนนหนองเหล็ก หมู่บ้านอุ่มจาน กิ่งอำเภอประจักษ์ศิลปาคม จังหวัดอุดรธานี ซึ่งอยู่ไม่ไกลกันกับบ่อขางัว ในอำเภอหนองหานของจังหวัดเดียวกัน บ่อเกลือทั้งสองอยู่ใกล้ขอบหนองหานกุมภวาปี จะเริ่มลงขูดขี้ทามาทำเกลือกันหลังวันเลี้ยงปู่ตาประจำหมู่บ้าน ซึ่งจะทำในวันพุธของเดือน ๓ ผู้นำหมู่บ้านจะเป็นผู้ให้สัญญาณระฆัง แล้วลงขูดพร้อมกันทั้งหมู่บ้าน

ขี้ทา หรือส่าเกลือ จะถูกนำมา เกละน้ำ ภายใน สาวเกลือ ซึ่งอาจเป็นรางไม้ขุดจากแก่นไม้เนื้อแข็งทั้งท่อน หรือขุดหลุมดินรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ก้นสาวมีรูสำหรับให้น้ำเกลือไหลออก

องค์ความรู้ว่าด้วยภูมิปัญญาพื้นบ้านจะถูกนำออกมาใช้ในขั้นต่อจากนี้

ก่อนใช้งานต้องใช้ยางต้นบงผสมทรายละเอียดทาให้ทั่วขอบบ่อ (สาวเกลือ) กันน้ำซึม ใช้ฝอยตอกไม้ไผ่หรือใยบวบวางปิดรูน้ำออก ครอบทับด้วยกะลามะพร้าวหรือถ้วยใบเล็ก แล้วถมแกลบให้ทั่วท้องบ่อ

จากนั้นก็เอาดินขี้ทาใส่ลง เหยียบให้แน่นที่สุด เพราะยิ่งแน่นจะได้น้ำเกลือที่เค็มดี จากนั้นเติมน้ำ แล้วหมักไว้ ๑ คืน

ระหว่างรอก็เตรียมเตากับหม้อต้มเกลือ แต่เดิมเล่ากันมาว่าใช้หม้อดินเผา บางท้องถิ่นใช้วิธีต้มโดยไม่ตัก แต่ใช้วิธีเติมน้ำเกลือลงเรื่อย จนได้เกลือเกาะอยู่เต็มหม้อ เวลาจะใช้ก็ทุบหม้อออก แต่ในปัจจุบันใช้ปี๊บสังกะสีผ่าครึ่งเป็นกระบะต้ม

ถึงเวลาจะกรองเอาน้ำเกลือออกจากสาวเกลือ ก็เหลาไม้ไผ่เล็กเท่าก้านมะพร้าว เสียบเข้ารูปล่อยน้ำออก น้ำเกลือที่ผ่านการกรองจากชั้นแกลบจะค่อย ๆ ซึมผ่านมาทางท่อไม้ไผ่ลงสู่ถังรับน้ำเกลือ รูน้ำออกต้องเล็ก ให้น้ำเกลือค่อย ๆ รินหยดลงมา เพราะถ้าไหลเร็วน้ำเกลือจะไม่เค็มพอที่จะต้มเกลือ ซึ่งจะมีการทดสอบก่อนนำลงหม้อต้ม

วิธีวัดความเค็มของน้ำเกลือของชาวบ้านเป็นอีกเรื่องที่ดูน่าทึ่ง เขาทำโดยใช้ ลูกครั่ง ขนาดผลมะนาวผูกด้ายโยงไว้กับไม้ด้ามจับ ยามใช้งานก็โยนลงถังน้ำเกลือ ถ้าลูกครั่งลอยเติ่งอยู่ผิวน้ำก็เป็นอันใช้ได้ ถ้าลูกครั่งเด้งกระดอนขึ้นแสดงว่าเค็มเกิน ต้องเติมน้ำเพิ่มลงในสาวเกลือ แต่ถ้าลูกครั่งจม น้ำนั้นเค็มน้อยเกิน ใช้ต้มเกลือไม่ได้

คนต้มเกลือให้ข้อมูลจากประสบการณ์จริงว่า ต้มเกลือแต่ละหม้ออาจใช้เวลาครึ่งชั่วโมงหรือเป็นชั่วโมง ตามการเร่งไฟและความร้อนของอากาศ ตักทีหนึ่งได้เกลือราว ๒-๓ กิโลกรัม น้ำเกลือ ๑ สาวเกลือต้มเกลือได้ราว ๓ หมื่น หรือเทียบตามมาตรวัดสากลได้ ๓๖ กิโลกรัม (๑ หมื่น = ๑๒ กิโลกรัม) ถ้าเพียงทำไว้กินเองในครอบครัว ให้ได้สัก ๕-๖ กระสอบ ก็พอกินได้ ๒-๓ ปี หรือหากจะซื้อขายกันก็คิดราคาตามน้ำหนัก หมื่นละ ๑๓๐ บาท

ที่ริมฝั่งแม่น้ำสงครามนอกหมู่บ้านท่าสะอาด อำเภอเซกา จังหวัดหนองคาย ตามตำนานเล่าว่าดินตรงนั้นเค็มมากจนคลุกหัวแรดไว้แล้วไม่เน่า ดังปรากฏอยู่ในเรื่องพื้นบ้านปรัมปราที่เล่าถึงที่มาของชื่อบ่อเกลือหัวแฮดว่า แต่ครั้งกระโน้นเจ้าพ่อคำแดง น้องชายของท้าวผาแดง ตามล่าแฮด (แรด) และมายิงตายตรงนั้น ชำแหละเอาเนื้อแล้วก็ตัดหัวแรดคลุกไว้กับดิน แล้วหัวแรดไม่เน่าจึงได้รู้ว่าดินแถบนั้นเป็นดินเค็มจัด

ทุกวันนี้เมื่อถึงหน้าแล้งน้ำลด ริมฝั่งแม่น้ำสงครามปรากฏส่าเกลือเป็นคราบหนาขาวโพลน แต่คนต้มเกลือที่นี่ไม่จำเป็นต้องขูดขี้ทา เพราะสามารถสูบน้ำเกลือจากบ่อตื้น ๆ ไปใส่หม้อต้มได้เลย ทำให้บ่อเกลือหัวแฮดผลิตเกลือได้มาก เป็นแหล่งต้มเกลือแบบพื้นบ้านที่ใหญ่ที่สุดในแอ่งสกลนคร

หม้อต้มเกลือพื้นบ้านโดยทั่วไปมีขนาดเท่าปี๊บสังกะสีผ่าครึ่ง แต่หม้อต้มเกลือที่หัวแฮดขนาดใหญ่และยาวกว่าขนาดเตียงนอน ทำจากเหล็กแผ่นต่อกันหลาย ๆ แผ่น พับขอบขึ้นด้านละราวครึ่งฟุต เป็นกระบะรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า วางอยู่บนเตาขนาดเดียวกันที่ก่อด้วยอิฐบล็อก ใต้เพิงหลังคาโปร่ง ๆ พอคุ้มแดดคุ้มฝน

โดยปัจจัยและสภาพการณ์ดูเหมือนว่าบ่อหัวแฮดน่าจะต้มเกลือได้ทั้งปี น้ำเกลือมีอยู่ตลอดปี และเตาก็อยู่ในที่ร่ม แต่ในความเป็นจริง แต่ละปีที่นี่ก็มีช่วงเวลาที่ทำเกลือได้เท่า ๆ กับที่อื่น เพราะบริเวณนี้ทั้งหมดอยู่ในเขตป่าทามลุ่มน้ำสงคราม ซึ่งจะจมอยู่ใต้น้ำตลอด ๓-๔ เดือนในหน้าน้ำหลาก

จนเข้าฤดูหนาว น้ำในแม่น้ำสงครามงวดลง คนต้มเกลือก็กลับมาก่อเตา ซ่อมเพิงพัก รื้อทำความสะอาดบ่อน้ำเกลือ แล้วเริ่มต้นงานในฤดูกาลใหม่อีกครั้ง

คนต้มเกลือเจ้าหนึ่งใน ๑๓ รายที่ทำอยู่ในปัจจุบันบอกว่า นับตั้งแต่มีครอบครัวเขาดำเนินชีวิตอยู่ตามวิถีนี้มาโดยตลอด ไม่มีที่ไร่ที่นา เขาเลี้ยงดูลูก ๓ คน ด้วยอาชีพต้มเกลือเพียงอย่างเดียว ทุกวันนี้ลูกเรียนจบ เป็นฝั่งเป็นฝากันแล้ว บางคนได้รับราชการ แต่คนเป็นพ่อยังอยู่กับงานต้มเกลืออย่างที่เคยทำมาร่วม ๓๐ ปี

“ถึงหน้าต้มเกลือมากินนอนอยู่นี่เลย ต้มทั้งกลางวันกลางคืน” วิเชียร รองศรี เขยบ้านท่าสะอาดที่รับอาชีพต้มเกลือต่อมาจากพ่อตาหลังจากแต่งเมีย กระทั่งกลายมาเป็นอาชีพหลักที่ใช้เลี้ยงดูลูกเมีย ปัจจุบันได้ลูกคนกลางมาช่วยทำอยู่ด้วย เด็กหนุ่มไม่รังเกียจงานของพ่อที่ต้องอยู่ข้างเตาไฟร้อนรุ่มและควันคลุ้งแสบลูกตาอย่างร้ายกาจ
วิเชียรเล่าถึงขั้นตอนการต้มเกลือว่า “สูบน้ำจากบ่อมาพักไว้ในบ่อพักข้างเตา ถึงเวลาก็ตักเติมใส่หม้อ ถ้าเร่งไฟให้แรงราว ๕-๖ ชั่วโมงก็ได้โกยเกลือ หม้อหนึ่งได้ราว ๗๐๐ กิโล”

ได้เกลือเก็บไว้ในกระบะข้างเตา รอพ่อค้ามารับซื้อ ตันละราว ๑,๕๐๐ บาท บางส่วนเขาก็แบ่งใส่ถุงเอาไปเร่ขายปลีกด้วยตัวเองแถวนครพนม มุกดาหาร สกลนคร

“เกลือหัวแฮดของเรามันหนัก ถ้าดูปริมาณจะดูว่าแพงกว่าเขา” ชายกลางคนที่เป็นทั้งคนต้มและพ่อค้าเร่ขายเกลือ พูดถึงสินค้ารสเค็มที่เขาได้มาด้วยการลงแรงหลั่งหยาดเหงื่อ “แต่คนก็ซื้อ เพราะทำปลาร้าถ้าใช้เกลือตากจะสู้เกลือต้มไม่ได้ และเกลือต้มบางแห่งเขาก็ใส่สารให้เกลือสวย เกลือหัวแฮดไม่ผสมอะไรเลย ทำปลาร้าดี ทำปลาส้มไม่เน่า”

“เกลือที่นี่ดีที่สุด” คนต้มเกลือหญิงอีกรายสำทับ “จังหวัดรอบ ๆ นี่ใช้เกลือจากหัวแฮดทำปลาร้าปลาส้ม เกิดพ่อค้าเอาเกลือไม่ดีไปขายเขา ปลาร้าเขาเน่า ตัวปลาเละ ไม่แข็ง เขาจะถามเลยว่าเอาเกลือที่ไหนมาให้”

ไม่เฉพาะที่หัวแฮดเท่านั้น คนต้มเกลือในแต่ละพื้นที่ต่างก็มักยืนยันในคุณภาพของเกลือในถิ่นตน และยืนยันว่าต้องเป็นเกลือ (ต้ม) สุก ซึ่งมีกลิ่นหอมดิน มีรสนัว (กลมกล่อม) ไม่ใช่มีแต่รสเค็มจัดอย่างเกลือโรงงาน

คำรับรองสรรพคุณของแต่ละท้องถิ่นนั้น คงไม่หมายถึงการอวดโอ่แข่งข่มกัน แต่เป็นการยืนยันถึงความเลอเลิศในคุณภาพของเกลืออีสาน ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นสินค้าที่ค้าขายไปไกลถึงแถบรอบทะเลสาบเขมรและลุ่มน้ำเจ้าพระยา


 
คนต้มเกลือแต่ละที่ต่างก็มักยืนยันถึงคุณภาพของเกลือในถิ่นตน ทั้งนี้คงไม่หมายถึงการอวดโอ่แข่งข่มกัน แต่คือคำประกาศความเลอเลิศในคุณภาพของเกลืออีสาน ซึ่งในสมัยหนึ่งเคยค้าขายไปไกลถึงแถบรอบทะเลสาบเขมรและลุ่มน้ำเจ้าพระยา

การทดสอบความเค็มของน้ำเกลือ ใช้ลูกครั่งหย่อนลงในถัง น้ำที่จะต้มเป็นเกลือได้ลูกครั่งต้องลอยอยู่ผิวน้ำ ถ้าลูกครั่งจมแสดงว่าน้ำยังไม่เค็มพอ
ถึงหน้าต้มเกลือ ตามแหล่งเกลือจะเป็นที่ชุมนุมของคนในท้องถิ่น งานต้มเกลือต้องอยู่กลางแดดจ้าและความร้อนรุ่มจากเตาไฟตลอดทั้งวัน แต่คนต้มเกลือบอกว่า เป็นความเหน็ดเหนื่อยที่คุ้มค่า เพราะเกลือต้มมีคุณภาพดีที่สุด จะทำปลาร้าปลาส้มก็ดี ไม่เน่า และเป็นเกลือที่มีรสนัว (กลมกล่อม) มีกลิ่นหอมดิน
เตาต้มเกลือพื้นบ้านโดยทั่วไป มีขนาดเท่าปี๊บสังกะสีผ่าครึ่ง หรือใหญ่กว่านั้นไม่มาก แต่เตาต้มเกลือที่บ่อหัวแฮดมีขนาดใหญ่และยาวกว่าขนาดเตียงนอน สูบน้ำเกลือจากบ่อมาใส่ ต้มต่อเนื่องทั้งวันทั้งคืน ตักทีหนึ่งได้เกลือ ๖๐๐-๘๐๐ กิโลกรัม

ปั้นน้ำเป็นเกลือ

พอฟ้าสิ้นฝน นาเกลือที่ถูกทิ้งร้างมาตลอดฤดูฝนก็ถึงคราวตื่นฟื้น ชาวนาเกลือพร้อมด้วย ละเลง และ พลั่วเจื่อน หวนคืนสู่ผืนนาอีกครั้ง เครื่องมือทำนาเกลือทั้งสองชนิดนั้นได้ใช้งานเพียงปีละครั้งตอนปรับปรุงนาก่อนเริ่มต้นตากเกลือในแต่ละปี ละเลง-ใช้ละเลงดินเลนที่ฝนชะลงมาขังออกจากท้องนา และปรับพื้นให้เรียบ แล้วใช้พลั่วเจื่อนเจื่อนดินที่ละเลงไว้ปั้นเป็นคันนา

ขั้นการตากเกลือจะเริ่มจากการเปิดน้ำทะเลเข้ามาสู่วังขังน้ำ

“นาเกลือของเราอยู่ห่างชายทะเลราว ๒ กิโลเมตร ดึงน้ำเข้ามาทางคลองโล่ง” เลอพงษ์ จั่นทอง พูดถึงการทำนาเกลือของชาวโคกขาม-พันท้ายนรสิงห์ จากนั้นก็อธิบายต่อไปเป็นฉาก ๆ อย่างผู้มีความรู้มาจากการปฏิบัติจริง พร้อมทั้งให้ดูไฮโดรมิเตอร์ หรือปรอทวัดความเค็มที่ชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า โบเม่ บอกความเข้มข้นของความเค็มเป็นดีกรี เขาบอกว่าก่อนมีเครื่องมือชนิดนี้ ชาวนาเกลือเคยใช้ข้าวสุกเป็นตัวทดสอบ น้ำที่พร้อมจะตกผลึกเป็นเม็ดเกลือ เมื่อโยนข้าวสุกลงไปเม็ดข้าวต้องลอยเติ่งอยู่บนผิวน้ำ หากเม็ดข้าวจมก็หมายถึงน้ำยังไม่เค็มพอจะตากเป็นเกลือ

น้ำในวังขังน้ำ ความเข้มข้นยังอยู่ในระดับปรกติของน้ำทะเล ครั้นไขเข้ามาสู่นาประเทียบ นาตาก ผ่านการตากแดดลมและวิธีการจัดการในผืนนาแต่ละส่วน ก็ทำให้น้ำมีความเข้มข้นขึ้นเรื่อย จนถึง ๒๐ ดีกรีจึงไขเข้ามาเก็บไว้ในนารองเชื้อ

จากนั้นก็ไขต่อมายังนาเชื้อ ขังทิ้งไว้คืนหนึ่งน้ำจะเข้มข้นขึ้นเป็น ๒๕ ดีกรี ซึ่งเป็นค่าความเค็มที่พร้อมจะตกผลึกเป็นเม็ดเกลือ สีของน้ำจะออกเป็นสีเหลืองอ่อนหรือสีชมพู

นาส่วนที่จะแปรน้ำให้เป็นเม็ดเกลือคือนาปลง ซึ่งจะมีการใช้ลูกกลิ้งบดอัดพื้นให้เรียบแน่นอมความร้อนไว้เต็มที่ พอไขน้ำ ๒๕ ดีกรีจากนาเชื้อเข้ามาเติม แดดจ้าและลมแรงจะทำให้เกลือเริ่มตกผลึก น้ำจะค่อยระเหยแห้งหายไป ซึ่งนาประเทียบ นาตาก นารองเชื้อ นาเชื้อ ต้องผ่านน้ำ ๒๕ ดีกรีเข้ามาเติมให้ทุก ๓ วัน เป็นเวลา ๑๐-๑๕ วัน ก็รื้อนาเก็บเม็ดเกลือได้

“แดดและลมเป็นหัวใจสำคัญของการทำนาเกลือ” เลอพงษ์พูดซ้ำหลายครั้งระหว่างคุยเรื่องนาเกลือ “มีน้ำมาเติม ถ้าไม่มีแสงอาทิตย์ ไม่มีลม เกลือก็ไม่ตก แต่ในช่วงเดือนเมษายนซึ่งแดดแรงจัด เกลือจะตกดีมาก กลางคืนก็ยังตกเลย ทำให้ปลงเกลือได้เต็มที่ เดือนเดียวได้เกลือเกือบ ๑๐๐ เกวียน จากการผลิตของแต่ละเจ้าที่ตกราว ๒๐๐ เกวียนต่อปี”

เขาและเพื่อนชาวนาเกลือชื่อ ประจวบ จันทร์ทอง ช่วยกันให้รายละเอียดต่อไปว่า เกลือเกวียนหนึ่งเท่ากับ ๑,๕๐๐ กิโลกรัม (ต่างจากข้าว ๑ เกวียน เท่ากับ ๑,๐๐๐ กิโลกรัม) ช่วงต้นปีราคาจะตกเกวียนละ ๑,๘๐๐ บาท บางทีก็ขึ้นไปถึง ๒,๐๐๐ บาท ถ้าชาวนาเกลือรายไหนรอได้ก็จะเก็บเกลือไว้ขายในช่วงนี้ ในช่วงเวลาอื่นโดยทั่วไปราคารับซื้อเกลือสมุทรจะอยู่ที่ ๑,๒๐๐-๑,๕๐๐ บาท ซึ่งก็พออยู่ได้

ขอแต่อย่าให้ราคาต่ำกว่า ๑,๐๐๐ บาทต่อเกวียน

เม็ดเกลือที่ได้จากน้ำทะเลมีความบริสุทธิ์ไม่เกินร้อยละ ๘๕ น้อยกว่าเกลือสินเธาว์ แต่จากรายงานการวิจัยในต่างประเทศพบว่า ในน้ำทะเลมีเกลือและแร่ธาตุที่สำคัญ ๘๔ ชนิด ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับน้ำคร่ำที่ห่อหุ้มทารกในครรภ์มารดา ในจำนวนนี้ ๒๔ ชนิดมีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ อาทิ แคลเซียม ฟอสฟอรัส ฟลูออไรด์

รวมทั้งสารไอโอดีนซึ่งไม่มีในเกลือสินเธาว์


 
ในยุโรปเคยมีสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์เพราะแย่งกันครอบครองแหล่งเกลือ ส่วนในประเทศไทย บ่อเกลือน่านก็เคยเป็นสาเหตุให้เจ้าเมืองเชียงใหม่ยกทัพเข้ายึดเมือง ดังที่มีบันทึกในพงศาวดารเมืองน่าน

บ่อเกลือบ่อหลวง อยู่ในหุบเขาทางตอนเหนือของจังหวัดน่าน เป็นแหล่งผลิตเกลือที่สำคัญของล้านนาตะวันออกมาแต่โบราณ
ตักน้ำเกลือใส่กระทะ ต้มบนเตารูปโดมที่ถูกออกแบบให้ประหยัดพลังงานมากที่สุด กระจายไฟให้ ๒ กระทะได้ในเวลาเดียวกัน แต่ถึงอย่างนั้นเรื่องเชื้อเพลิงก็ยังเป็นปัญหาหลักที่ทำให้จำนวนคนต้มเกลือลดลงไปมากในปัจจุบัน เนื่องจากฟืนหาได้ยากและมีราคาแพง
เกลือที่ได้จากการต้ม ตักค้างไว้ในตะกร้าให้สะเด็ดน้ำ ก่อนแบ่งใส่ถุงขายกันภายในท้องถิ่น

ในหุบเขามีบ่อเกลือ

ในครั้งอดีตบ่อเกลือบ่อหลวงเคยผลิตเกลือได้ราว ๘๕๐ ตันต่อปี ซึ่งสันนิษฐานกันว่าสามารถเลี้ยงชุมชนในแถบล้านนาตะวันออกได้อย่างเพียงพอ และในจำนวนนี้ต้องส่งให้เจ้าผู้ครองนครน่านปีละ ๗-๘ ตัน โดยขนกันไปเป็นกองคาราวานใหญ่ ใช้วัวต่างกว่า ๒๐๐ ตัว เดินทางรอนแรมข้ามเขาไปเป็น ๔-๕ วันกว่าจะถึง

บ่อเกลือบ่อหลวง จังหวัดน่าน นับเป็นแหล่งเกลือในเขตภูเขาแห่งเดียวของประเทศไทย และในอดีตบ่อเกลือแห่งนี้เองที่ว่ากันว่าเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้พระเจ้าติโลกราช เจ้าเมืองเชียงใหม่ ยกทัพมายึดเมืองน่าน

ปัจจุบันความสำคัญของเกลือในฐานะสินค้ายุทธปัจจัยคลายความสำคัญลง แต่บ่อเกลือน่านก็ยังคงมีการต้มเกลือกันอยู่อย่างที่เคยทำมาแต่ไหนแต่ไร

“ที่ดินนิดเดียว ถ้าซื้อขายกันก็ ๓ หมื่นขึ้นไปนะ” คนต้มเกลือเจ้าหนึ่งพูดถึงพื้นที่ตั้งเตา ใกล้บ่อน้ำเกลือบ้านบ่อหลวง อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน

บริเวณนั้นเป็นที่ราบแคบ ๆ ริมฝั่งลำน้ำมาง มีกระท่อมปลูกติดพื้นหลังเล็ก ๆ ราว ๒๐ หลังเรียงรายอยู่รอบบ่อเกลือ ในนั้นเป็นที่ตั้งเตา คอกสำหรับเก็บเกลือ พร้อมเตียงที่หลับนอน เพราะงานต้มเกลือทำกันตลอดทั้งวันทั้งคืน

ก็ทำนองเดียวกับการทำเกลือสมุทร การทำเกลือสินเธาว์ภูเขาที่น่านจะเริ่มต้นหลังสิ้นฝน โดยถือเอาวาระหลังออกพรรษาเป็นการตั้งต้น ผ่านเดือน ๑๑ ไปแล้ว เตาต้มเกลือที่อ้างว้างมาตลอดช่วงพรรษาก็ถึงเวลาได้รับการซ่อมแซม เตรียมพร้อมสำหรับการใช้งานยาวนานหลายเดือนข้างหน้า

และก็เช่นเดียวกับเกลือทะเลที่เป็นการเอาน้ำเค็มมาแยกเอาเกลือ เพียงแต่เกลือสินเธาว์บ่อหลวงใช้วิธีการต้ม ขณะที่เกลือทะเลใช้การตาก

แหล่งน้ำเกลือในหุบเขาจังหวัดน่าน อยู่ในบ่อเล็ก ๆ ริมสายห้วยน้ำจืด

หลังสิ้นพรรษา คนต้มเกลือจะนัดแนะกันมารื้อบ่อเกลือ เอาน้ำฝนที่ขังเต็มบ่อออกให้เกลี้ยง น้ำเกลือจะอยู่ข้างล่าง ช่วงราว ๒ เมตรขึ้นมาจากก้นบ่อ แต่เมื่อถูกตักออกจะมีน้ำเกลือไหลหลั่งออกมาทดแทนไม่ขาดสาย เพียงพอให้คนต้มเกลือตักมาต้มได้ตลอดเวลา

เตาต้มเกลือบ่อหลวงมีรูปแบบเฉพาะ ตัวเตาปั้นด้วยดินเหนียวเป็นรูปโดม ทางใส่ฟืนช่องเดียว กระจายไฟให้กระทะ ๒ ใบได้พร้อมกัน

น้ำเกลือที่ตักขึ้นมาจากบ่อด้วยแรงคนจะถูกเทให้ไหลมาตามท่อสู่บ่อพักในเพิงของแต่ละเจ้า ตั้งไว้ให้ตกตะกอนสิ่งปนเปื้อน แล้วตักใส่กระทะสุมไฟให้แรง ๔-๖ ชั่วโมง น้ำก็แห้งได้ตักเกลือใส่ตะกร้าให้สะเด็ดน้ำ เอาน้ำใหม่เติมใส่กระทะ สุมไฟต่อ เกลือจะเริ่มลอยขึ้นจับกันอยู่ผิวน้ำ แล้วจมถมรวมกันอยู่ก้นกระทะรอให้ตักต่อไป

เตาหนึ่งมี ๒ กระทะ ตักเกลือได้คราวละราว ๓๐ กิโลกรัม วันหนึ่งตักได้ ๓ ครั้ง เกลือที่ได้จะแบ่งใส่ถุงขายภายในท้องถิ่น ขายถุงละ ๒๐ บาท ชาวบ่อเกลือยังกินยังใช้เกลือบ่อหลวงกันทั้งนั้น

ทุกวันนี้ยังมีคนต้มเกลืออยู่ราว ๒๕ ราย เป็นสัดส่วนราว ๑ ใน ๓ จากที่เคยทำอยู่ทั้งหมด ปัญหาใหญ่ที่ทำให้คนทำอาชีพต้มเกลือห่างหายไป เนื่องจากฟืนที่ใช้เป็นเชื้อเพลิงหายากขึ้น พื้นที่รายรอบชุมชนเพิ่งถูกประกาศเป็นเขตอนุรักษ์ เมื่อต้องซื้อฟืนจากที่อื่นก็ราคาสูงจนแทบไม่คุ้มทุน เคยมีการทดลองเปลี่ยนไปใช้น้ำมัน แต่ก็สร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านข้างเคียงเพราะมีควันมาก

จึงไม่มีใครรู้ว่าอาชีพต้มเกลือภูเขาที่น่านจะอยู่ต่อไปได้อีกนานแค่ไหน เช่นเดียวกับที่พวกเขาไม่เคยรู้ว่าการต้มเกลือที่นี่เริ่มต้นมาแต่เมื่อใด


 
มีการคำนวณว่าใต้แผ่นดินอีสานมีปริมาณเกลือสำรองอยู่ถึง ๑๘ ล้านล้านตัน ใน ๒ แหล่งใหญ่คือ แอ่งสกลนคร และแอ่งโคราช ปัจจุบันมีการนำน้ำเกลือใต้ดินขึ้นมาผลิตเกลือ ทั้งในนาตากและในโรงงานที่ใช้เทคโนโลยีทันสมัย

เมื่อนาเกลือมาอยู่บนที่ราบสูงอีสาน ผลกระทบร้ายแรงที่เกิดตามมาคือปัญหาการแพร่กระจายของน้ำเค็มจากนาเกลือไปสู่ไร่นาแหล่งกสิกรรมของชาวบ้าน รวมทั้งแหล่งน้ำกินน้ำใช้ ทั้งแหล่งน้ำใต้ดินและบนผิวดิน
ในหลายพื้นที่ ความกว้างใหญ่ของนาเกลือสินเธาว์แลเวิ้งว้างไม่ต่างจากนาเกลือสมุทรแถบชายทะเล และปัจจุบันนาเกลือตากในภาคอีสานมีปริมาณการผลิตต่อปีสูงกว่านาเกลือทะเลแล้ว
แผ่นดินทรุดริมนาเกลือบ้านโนนสะแบง อำเภอนาม่วง จังหวัดสกลนคร เชื่อกันว่าเป็นผลจากการสูบน้ำเค็มใต้ดินขึ้นมาตากเกลือ

เศรษฐศาสตร์ในนาเกลือ / และเมื่อนาเกลือมาอยู่บนแผ่นดินอีสาน

งานรื้อเกลือเริ่มต้นตั้งแต่เช้าตรู่ เกลือที่ตกผลึกติดกันเป็นแผ่นหนาเต็มนาจะถูกแซะให้แตกจากกันโดย อีรุน ส่วนเกลือที่ตากมากกว่า ๑๐ แดด (วัน) ที่เป็นแผ่นหนามากจะใช้ พลั่วซอย

เกลือแตกจากกันแล้ว ชักเข้ามารวมกันเป็นแถวยาวโดยใช้ คทาชัก ต่อจากนั้นใช้ คทาลอม ลอมเกลือเข้ามากองเป็นลูกรูปกรวยคว่ำยอดแหลม แล้วไขน้ำออกลงลำประโดง ให้กังหันลมฉุดระหัดวิดขึ้นไปเก็บในนาตากซึ่งอยู่สูงกว่านาปลง เดิมงานนี้ต้องใช้แรงคนถีบปั่นระหัดวิดน้ำ ซึ่งถือเป็นขั้นตอนที่เหนื่อยหนักมากในการทำนาเกลือสมัยก่อน

งานรื้อเกลือจะเสร็จสิ้นในเวลาไม่นานนัก กองเกลือขนาดจอมปลวกย่อม ๆ เรียงแถวขาวโพลนเต็มนา จะถูกปล่อยตากฟ้าไว้คืนหนึ่งเพื่อให้สะเด็ดน้ำ

เช้าวันต่อมาก็ได้เวลาเก็บเกลือเข้ายุ้ง ซึ่งเป็นงานที่ต้องระดมคนงานมาช่วยทำ

“ค่าขนเกวียนละ ๑๐๐ บาท” หญิงเจ้าของนาเกลือให้ข้อมูล

แต่คนงานจำนวนมากมาทำงานร่วมกันและขนเกลือไปรวมในฉางเดียวกัน นางจึงเล่าต่อไปถึงวิธีการแบ่งงานและการจ่ายเงินค่าแรงที่ซับซ้อนชวนลับสมอง

เกลือในแต่ละกระทงนาจะมี ๔ แถว และคนงานก็จะแบ่งเป็น ๔ กลุ่ม จับฉลากกันขนกลุ่มละแถว แต่ก่อนใช้การหาบ ซึ่งเล่ากันว่าน้ำหนักของเกลือทำเอาคนหาบบ่าแตกเลือดติดไม้คานก็เคยมี ในช่วงหลังมานี้เปลี่ยนเป็นใช้รถเข็น ปูกระดานแผ่นยาวเรียงต่อไปกลางท้องนา เป็นทางสำหรับรองรับล้อรถเข็นซึ่งหนักอึ้งด้วยเกลือที่บรรทุกไปสู่ฉาง

ในนั้นกองเกลือจะถูกแต่งเป็นรูปสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ กว้าง ๕ ศอก สูง ๒ ศอก ทุกความยาว ๑ วาจะหมายถึงปริมาณเกลือ ๑ เกวียน

ค่าแรงคนงานคำนวณจากกองเกลือแล้วจ่ายเกวียนละ ๑๐๐ บาท

โดยทั่วไปแต่ละกระทงนาจะได้เกลือราว ๖ เกวียน ค่าแรง ๖๐๐ บาท จากเกลือ ๔ แถว ซึ่งคนงานจะนำไปแบ่งกันตกแถวละ ๑๕๐ บาท แต่ถ้านาได้เกลือมากกว่านั้น ค่าแรงก็จะเพิ่มตามไปด้วย

เสร็จงานคนงานก็รับเงินค่าแรงกลับบ้านได้ทันที ส่วนเจ้าของนายังมีงานที่ต้องทำต่อ

พอเก็บเกลือออกสิ้นแล้ว ก็เปิดหูนาไขน้ำดีกรีอ่อนเข้ามาล้างท้องนา ขังน้ำไว้คืนหนึ่ง น้ำความเข้มข้น ๑๐ ดีกรีจะกินเม็ดเกลือที่ตกค้างอยู่ในนา กลายเป็นน้ำแก่ ๒๐ ดีกรี ไขลงลำประโดง ผันไปเก็บในนารองเชื้อและนาเชื้อตามลำดับ น้ำนั้นก็พร้อมให้ไขเข้านาปลง ไปตากเป็นเกลือได้อีกครั้ง

งานในนาเกลือวนเวียนอยู่เช่นนี้ไปจนกว่าจะเข้าฤดูฝน

สมัยก่อนเกลือในฉางจะถูกลำเลียงออกไปขายโดยทางเรือ ผ่านคลองพิทยาลงกรณ์ที่อยู่ด้านหลังหมู่บ้าน ไปออกพระประแดง ทวนแม่น้ำเจ้าพระยาขึ้นไปยังคลองโอ่งอ่าง ตีนสะพานพระพุทธยอดฟ้า จากที่นั่นเกลือจะถูกกระจายไปสู่การใช้งาน หมักดองผัก ทำกะปิ น้ำปลา ปลาเค็ม รวมทั้งเป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมกระจก กระดาษ โซดาไฟ

เมื่อปี ๒๕๑๔ เกิดเหตุการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ โกดังเก็บเกลือในกรุงเทพฯ ถูกน้ำท่วมเสียหาย เกลือขาดตลาด ราคาแพงขึ้นเป็นสิบเท่าตัว ทำให้เกิดการเสาะหาแหล่งใหม่ขึ้นทดแทน

เป็นที่รู้กันมาแต่ครั้งที่กรมทรัพยากรธรณีมาเจาะบ่อบาดาลแก้ปัญหาภัยแล้งในภาคอีสานนั่นแล้ว น้ำใต้ดินบางแห่งที่สูบขึ้นมารสเค็มจัด มีคนเอาไปทดลองต้มก็ได้เกลือเช่นเดียวกับที่ขูดขี้ทาเอามาทำ แต่ยังไม่มีใครคิดทำเกลือจากน้ำใต้ดินอย่างจริงจัง

กระทั่งนายทุนผู้ผลิตเกลือมาเจอกับแหล่งน้ำเค็มในแถบต้นน้ำเสียว อำเภอบรบือ (มหาสารคาม) แต่นั้นมานาเกลือเพื่ออุตสาหกรรมก็ย้ายฐานการผลิตมาสู่แผ่นดินอีสาน

ที่ราบลุ่มนาข้าวถูกเปลี่ยนเป็นนาเกลือ สูบน้ำใต้ดินใส่นาแล้วตากแดดตากลมเช่นเดียวกับการทำนาเกลือทะเล และก็ได้เกลือที่คล้ายคลึงกัน ซ้ำยังมีค่าความบริสุทธิ์ของโซเดียมคลอไรด์ที่สูงกว่า ปรกติเกลือทะเลจะมีความบริสุทธิ์ไม่เกินร้อยละ ๘๐-๘๕ เกลือตากอีสานมีความบริสุทธิ์ถึงร้อยละ ๙๐ ขึ้นไป แต่การสูบน้ำเค็มใต้ดินขึ้นมาตากก็ได้ก่อปัญหาใหญ่หลวงในพื้นที่

ผู้ผลิตนับพันรายที่ทำนาเกลืออยู่บริเวณรอบอ่างเก็บน้ำหนองบ่อ ต้นลำน้ำเสียว ได้ทำให้เกิดปัญหาน้ำและดินเค็มไปตลอดลำน้ำ สัตว์น้ำตาย ความอุดมสมบูรณ์ที่เคยมีก็ถดถอยลง ทำให้เกิดการเรียกร้องต่อต้านการทำนาเกลือจากผู้คนในท้องถิ่น กระทั่งรัฐบาลมีคำสั่งปิดการทำนาเกลือสินเธาว์ในเขตลุ่มน้ำเสียวทั้งหมด ตั้งแต่วันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๕๒๓

แต่คำสั่งดังกล่าวทำให้การทำนาเกลือที่บรบือชะงักไปเพียงช่วงสั้น ๆ ในปี ๒๕๒๖ ก็เริ่มมีการลักลอบทำนาเกลือบริเวณรอบอ่างเก็บน้ำหนองบ่อเกิดขึ้นอีก ทำให้พื้นที่ตลอดลำน้ำเสียวไปจนถึงปากน้ำที่บรรจบกับแม่น้ำมูน ที่อำเภอราษีไศล (ศรีสะเกษ) เกิดวิกฤตอย่างหนัก น้ำในหนองบ่อและในลำน้ำเสียวเค็มกว่าน้ำทะเลในอ่าวไทย ๒ เท่า นาข้าวเสียหายเนื่องจากน้ำเค็มทะลักเข้าที่นา วัวควายล้มตายเพราะขาดน้ำ

นำไปสู่การเคลื่อนไหวใหญ่ของชาวบ้านอีกครั้ง จนเกิดเหตุการณ์สลายการชุมนุมด้วยความรุนแรงในปี ๒๕๓๓ แต่ก็ส่งผลให้การทำนาเกลือในลุ่มน้ำเสียวยุติลงนับแต่นั้น

แต่นายทุนก็ได้ย้ายไปหาแหล่งผลิตที่ใหม่ มีการสูบน้ำเค็มใต้ดินขึ้นมาทำนาเกลือกันในปริมาณที่มากยิ่งกว่าที่เคยทำในลุ่มน้ำเสียว

จนปัจจุบันนาเกลือได้ระบาดไปทั่วภาคอีสาน ในจังหวัดนครราชสีมา ชัยภูมิ อุดรธานี สกลนคร ฯลฯ รวมพื้นที่นาตากเกลือทั้งสิ้นราว ๑๕,๐๐๐ ไร่

“ทีแรกเข้าใจว่าสูบน้ำขึ้นมาตาก แล้วก็ได้เงิน” พีรญา วัฒนกูล เล่าความเข้าใจแรกของเธอ เมื่อตอนที่มีคนชักชวนให้ซื้อที่ดินที่บ้านดุงทำนาเกลือ

ทุกวันนี้อำเภอบ้านดุง (อุดรธานี) เป็นแหล่งนาเกลือที่รู้จักกันทั่วอีสาน เพราะถือเป็นแหล่งผลิตเกลือสินเธาว์แบบนาตากขนาดใหญ่ มีชาวนาเกลืออยู่ราว ๑๒๐ รายใน ๔ ตำบล คือ ตำบลบ้านดุง ตำบลศรีสุทโธ ตำบลบ้านชัย ตำบลโนนสูง รวมเนื้อที่ราว ๕,๐๐๐ ไร่ มองผิวเผินดูไม่ต่างจากผืนนาเกลือสมุทรแถบชายทะเล ต่างกันแต่นาเกลือสินเธาว์ใช้น้ำเค็มที่สูบขึ้นมาจากใต้ดิน

พีรญามาซื้อที่ราว ๑๐๐ ไร่ในตำบลบ้านดุง และเริ่มต้นชีวิตชาวนาเกลือในปี ๒๕๒๕ ซึ่งทำให้เธอได้พบว่างานปั้นน้ำเป็นเกลือไม่ง่ายอย่างที่คิด นอกจากอุปสรรคโดยธรรมชาติในเรื่องฟ้าฝน การทำนาเกลือยังต้องเรียนรู้ในเรื่องวิธีการ และสิ้นเปลืองเครื่องไม้เครื่องมือที่เป็นโลหะรวมทั้งเครื่องจักรกลเป็นอย่างยิ่ง

งานของชาวนาเกลือจะเริ่มต้นในราวเดือนตุลาคม พอฝนหายก็ปล่อยน้ำที่แช่ขังออกจากนา จนแน่ใจว่าสิ้นฝนจึงเริ่มกวาดเลนออก บดอัดท้องนาให้แน่นด้วยลูกกลิ้งเช่นเดียวกับการทำนาเกลือสมุทร แล้วสูบน้ำเกลือใส่

ครั้งแรกเติมเต็มนา เมื่อเกลือตกผลึก น้ำแห้งลงครึ่งหนึ่งก็คอยเติมให้เต็มอยู่ในระดับเดิม จนราว ๑๕ วันก็เก็บเกลือได้เหมือนนาเกลือทะเล

แต่งานเก็บกวาดและขนเกลือสินเธาว์ การคิดค่าแรงไม่ซับซ้อนอย่างนาเกลือสมุทร

“คิดถุงละ ๓ บาท” คนเก็บเกลือที่บ้านศณีสมบัติ ตำบลศรีสุทโธ ให้ข้อมูล ถุงที่เขาพูดถึงคือกระสอบปุ๋ย (ถ้าเป็นเข่ง ๔ บาท)

รื้อเกลือจากพื้นนา ตักใส่ถุง วางเรียงรอให้คนงานขนเข้าฉางเกลือ

“เถ้าแก่ต้องจ่ายให้เราถุงละ ๓ บาท ก็เหมือนซื้อเกลือของตัวเองนั่นแหละนะ” คนเก็บเกลือพูดเป็นทีเล่น อย่างไม่ได้หมายความจริงจังตามที่พูด “เราใส่น้อยเขาก็บ่น แต่ถ้าใส่จนล้นเกิน คนขนก็บ่นอีก”

เจ้าของนาต้องจ่ายให้คนงานขนเกลืออีกถุงละ ๓ บาท เกลือจึงจะเดินทางไปถึงฉาง รอคนมาซื้อ

“ตอนนี้ราคาอยู่ที่ตันละ ๓๐๐-๔๐๐ บาท” เถ้าแก่เจ้าของนาบอก “อย่าให้ต่ำกว่าตันละ ๒๕๐ บาทก็พออยู่ได้ ถ้าต่ำกว่า ๑๘๐ บาทนี่จะแย่ แต่อย่างปีหนึ่งราคาขึ้นไปถึง ๑,๒๐๐ บาท คราวนั้นได้กำไรเป็นล้านบาท จนราวปี ๒๕๔๕ หรือ ๒๕๔๖ เกิดน้ำท่วมเกลือในโกดังของผมเสียหายไปราว ๓ แสนบาท”

นาเกลือสินเธาว์ทั้งหมดที่บ้านดุงผลิตเกลือได้ราว ๒ แสนตันต่อปี รวมกับนาเกลือประเภทเดียวกันทั่วภาคอีสาน กำลังการผลิตทั้งสิ้นราว ๔-๕ แสนตันต่อปี จากอัตราการผลิตเกลือทุกประเภทในประเทศไทยประมาณ ๒ ล้านตันต่อปี

ซึ่งเป็นปริมาณที่พอดีกับความต้องการใช้ภายในประเทศ ณ ปัจจุบัน

แต่อย่างไรก็ตาม เป็นความจริงว่าแหล่งนาเกลือสินเธาว์แทบทุกแห่งมักสร้างผลกระทบต่อนาข้าวและแหล่งน้ำทั้งบนพื้นดินและใต้ดิน ดังที่มีการร้องเรียนของคนในพื้นที่อยู่เป็นระยะ ถึงความเดือดร้อนจากการถูกน้ำเกลือหลากลงนาข้าว ความเค็มปนเปื้อนแหล่งน้ำกินน้ำใช้ และปัญหาดินทรุด !

ที่บ้านโนนสะแบง อำเภอบ้านม่วง จังหวัดสกลนคร ซึ่งเป็นแหล่งทำนาเกลือสินเธาว์ขนาดใหญ่อีกแห่งหนึ่ง เกิดหลุมยุบจนบ้านบางหลังในหมู่บ้านต้องย้ายหนี

ชาวบ้านที่อยู่ใกล้ที่เกิดเหตุเล่าว่า ตอนแผ่นดินยุบเกิดเสียงดังสนั่นเหมือนฟ้าผ่า จากนั้นเวลาฝนตกน้ำหลาก กระแสน้ำจะไหลวนหายลงไปในหลุมยุบอย่างไม่รู้จักเต็ม

และการทรุดตัวของแผ่นดินก็ยังมีต่อไปตามแนวสายน้ำใต้ดิน

ปัญหายังไม่ได้รับการใส่ใจแก้ไขอย่างจริงจัง การสูบเอาน้ำเกลือปริมาณมหาศาลขึ้นมาจากใต้ดินก็ยังคงดำเนินไป ความวิบัติของสิ่งแวดล้อมจึงยังคงปรากฏผลออกมาอย่างต่อเนื่อง


ภาพภายในโกดังเกลือของเหมืองเกลือพิมาย ซึ่งเป็นแหล่งผลิตเกลือใหญ่ที่สุดของประเทศไทยในปัจจุบัน และเป็นเกลือสินเธาว์ที่มีความบริสุทธิ์สูงถึงร้อนละ ๙๙.๙

เหมืองพิมาย ศูนย์กลาง “เกลือ” ของเมืองไทย (ปัจจุบัน)

เมื่อจะทำเหมืองเกลือที่จังหวัดนครราชสีมา บริษัทเกลือพิมาย จำกัด ลงทุนซื้อเทคโนโลยีการทำเหมืองละลายเกลือจากยุโรป มูลค่านับพันล้านบาท มาทำเหมืองเกลือที่ทันสมัยที่สุดในเมืองไทย

“เราทำเหมืองอย่างไม่ให้ชาวบ้านเขาต่อต้านได้ว่า เราทำลายสิ่งแวดล้อม” อรุณ อินเจริญศักดิ์ ผู้อำนวยการโรงงาน พูดถึงความตั้งใจอย่างหนึ่งของทางบริษัท

เหมืองเกลือพิมายตั้งอยู่ริมถนนสายพิมาย-ตลาดแค บนพื้นที่ไม่ใหญ่โตกว้างขวางนัก ปัจจุบันโรงงานของเหมืองผลิตเกลือสินเธาว์ได้ถึงปีละ ๑.๕ ล้านตัน ราวร้อยละ ๘๐ ถูกนำไปเป็นวัตถุดิบในภาคอุตสาหกรรม ส่วนที่เหลือเติมสารไอโอดีนบรรจุถุงจำหน่ายเป็นเกลือบริโภคในครัวเรือน

“เป็นการผลิตแบบเหมืองละลาย หรือที่เรียกว่า Solution Mining” ผอ. โรงงาน เกริ่นนำ ก่อนฉายวิดีโอแนะนำโรงงานให้ชม

เนื้อความในวิดีโอจำลองภาพให้เห็นการนำเกลือขึ้นมาจากใต้ดินด้วยการอัดน้ำจืดลงไปละลายเกลือหินในชั้นเกลือที่ความลึกประมาณ ๒๗๐ เมตร แล้วใช้แรงดันน้ำเกลือที่เกิดจากการละลายขึ้นมาบนดิน การละลายเกลือหินใต้ดินจะมีการวางแผนคำนวณล่วงหน้า บ่อละลายเกลือแต่ละบ่อมีเส้นผ่าศูนย์กลาง ๘๐ เมตร เมื่อเกลือถูกละลายเอาออกมา โพรงจะขยายใหญ่ออกจนถึงขนาดที่ออกแบบไว้ในเวลาราว ๕ ปี ก็จะย้ายการละลายไปยังบ่อใหม่เพื่อป้องกันดินทรุด เกลือหินในแต่ละบ่อจะถูกละลายออกมาเพียงร้อยละ ๑๔ ของที่มีอยู่ ผลิตเกลือได้ราว ๒-๓ แสนตันต่อบ่อ

ต่อจากนั้นผู้อำนวยการโรงงานก็มอบหมายให้ผู้จัดการแผนกผลิตนำไปดูของจริง

“เราจ้างบริษัทขุดเจาะน้ำมันมาเจาะให้” ประเวช แสนรังค์ ผู้จัดการแผนกผลิต ชี้ให้ดูหลุมเจาะน้ำเกลือ ลักษณะคล้ายบ่อบาดาล เป็นท่อเหล็กกลวง ๓ ขนาด สอดซ้อนลดหลั่นอยู่ในแท่งเดียวกัน สำหรับเป็นทางปล่อยน้ำลงใต้ดิน ท่อน้ำมันดีเซล และท่อลำเลียงน้ำเกลือ

น้ำเกลือดิบจากใต้ดินมีแร่ธาตุจำพวกแคลเซียม แมกนีเซียม และกรวดทรายติดมาด้วย ต้องทำการกำจัดออกโดยนำขึ้นมาพักไว้ในถังพักให้กรวดทรายตกตะกอน และเติมสารเคมีลงในถังปฏิกิริยาเพื่อเอาแร่ธาตุที่ไม่ต้องการออก

“น้ำเกลือบริสุทธิ์จะถูกปั๊มเข้าสู่หม้อต้ม ความร้อน ๑๒๐-๑๒๕ องศาเซลเซียส” ประเวชนำไปดูขั้นตอนการเคี่ยวเกลือ

เมื่อได้รับความร้อนน้ำเกลือจะเดือดและระเหย เม็ดเกลือตกผลึกลงก้นหม้อต้ม ผ่านไปสู่เครื่องสะบัดแห้ง แล้วไหลสู่สายพานลำเลียงเกลือไปสู่โกดัง เป็นเกลือที่มีความบริสุทธิ์สูงสุดกว่าเกลือจากแหล่งอื่น คือมีโซเดียมคลอไรด์ถึงร้อยละ ๙๙.๙

ขั้นตอนทั้งหมดถูกควบคุมผ่านระบบคอมพิวเตอร์

“สังเกตดูภายในโรงงานของเราจะไม่มีคนงานเดินเพ่นพ่าน ระบบควบคุมการปฏิบัติการทำผ่านจอคอมพิวเตอร์ ได้เห็นเกลือตอนที่มันไหลออกมาแล้ว” ประเวชพามาถึงขั้นที่น้ำได้ถูกเปลี่ยนเป็นเกลือ

ในโกดังขนาดใหญ่หลังคาสูง มีปากปล่องที่เป็นทางออกของเกลืออยู่ ๒ ท่อ เม็ดเกลือโปรยออกมาตลอดเวลาไม่ขาดสาย ถ้าสมมุติว่าปลายปล่องนี้ถูกปล่อยลงสู่ทะเลที่ยังเป็นน้ำจืด ก็ดูน่าเชื่อว่ามันจะกลายเป็นมหาสมุทรน้ำเค็มได้จริง


 
ตั้งแต่ขั้นการละลายเกลือหินจากใต้ดิน ตลอดถึงทุกขั้นตอนการผลิตของเหมืองเกลือพิมาย ควบคุมปฏิบัติการผ่านระบบคอมพิวเตอร์ทั้งหมด ได้เห็นเกลือก็ตอนที่มันไหลออกมาในตอนท้ายสุด
แผนผังแสดงชั้นดินและแร่ และจำลองให้เห็นภาพเหมืองแร่ใต้ดินที่จะทำในจังหวัดอุดรธานี ที่ตั้งโครงการและโรงแต่งแร่ตั้งอยู่บนพื้นดิน ที่โนนหมากโม ตำบลหนองไผ่ อำเภอเมือง (อุดรธานี) เนื้อที่ ๑,๒๕๐ ไร่ แต่ตัวเหมืองจะอยู่ใต้ดินที่ความลึกกว่า ๓๐๐ เมตร โดยจะเจาะอุโมงค์แฝดเป็นทางยาวเกือบ ๓ กิโลเมตร ลงไปสู่ชั้นแร่ที่มีความหนา ๓-๔ เมตร จากนั้นจะทำการขุดเอาแร่ชอนไชไปใต้พื้นดินกินเนื้อที่ ๒ หมื่นกว่าไร่ แล้วนำขึ้นมาสู่โรงแต่งแร่โดยทางสายพานลำเลียงในอุโมงค์
(ภาพ : บริษัท เอเซีย แปซิฟิค โปแตซ คอร์ปอเรชั่น จำกัด)
ใต้แผ่นดินที่พวกเขายืนอยู่ เต็มไปด้วยเกลือ แต่ภายใต้ พ.ร.บ. เหมืองแร่ ฉบับแก้ไขปี ๒๕๔๕ เจ้าของพื้นที่ไม่มีสิทธิ์ในที่ดินที่ลึกเกิน ๑๐๐ เมตรจากผิวดิน และโครงการเหมืองแร่ใต้ดินขนาดใหญ่อันดับ ๓ ของโลกก็อาศัยเงื่อนไขดังกล่าวในการจะเข้ามาอยู่ร่วมชุมชน ซึ่งถูกต่อต้านอย่างหนักหน่วงจากคนในพื้นที่ ความขัดแย้งครั้งนี้อาจกลายเป็นสงครามเกลือครั้งใหม่

กรรมที่มีเกลืออยู่ใต้ถุงบ้าน ? : (เหมืองแร่ใต้ดินเมืองอุดร)

ปัจจุบันสัดส่วนระหว่างปริมาณการผลิตกับความต้องการใช้เกลือภายในประเทศอยู่ในระดับสมดุล คือปีละประมาณ ๒ ล้านกว่าตัน โดยเป็นเกลือสินเธาว์จากเหมืองพิมาย ๑.๕ ล้านตัน เกลือสินเธาว์ต้มและตากในภาคอีสาน ๔-๕ แสนตัน และเกลือทะเล ๒-๓ แสนตัน

แต่ความสมดุลนี้อาจถึงคราวต้องสั่นคลอนในชั่วเวลาอีกไม่นาน อัน เนื่องมาจากโครงการเหมืองแร่โพแทชในหลายจังหวัดภาคอีสาน นครราชสีมา ชัยภูมิ ขอนแก่น มหาสารคาม สกลนคร อุดรธานี พื้นที่บางส่วนของจังหวัดเหล่านี้กำลังถูกขีดวงเป็นพื้นที่เหมือง ซึ่งกำลังอยู่ในขั้นตอนยื่นขอสำรวจและผลิตแร่โพแทชโดยบริษัทเอกชน รวมเนื้อที่ถึง ๖ แสนกว่าไร่ ในจำนวนนี้อยู่ในเขตจังหวัดอุดรธานี ๗ หมื่นกว่าไร่ ใน ๒ พื้นที่ ที่เรียกว่า แหล่งอุดรเหนือ และแหล่งอุดรใต้ ซึ่งกำลังเป็นประเด็นที่ก่อความขัดแย้งคุกรุ่นมานานกว่า ๕ ปีแล้ว ตั้งแต่ภายในชุมชนจนถึงระดับประเทศ

เหมืองแร่โพแทชนับว่าเป็นเรื่องใหม่ในเมืองไทย หากจะลงรายละเอียดเพื่อให้เห็นภาพของโครงการอย่างถ่องแท้ก็คงเป็นเรื่องไม่เสียเปล่า

โครงการเหมืองแร่โพแทช จังหวัดอุดรธานี เป็นการทำเหมืองใต้ดิน มีที่ตั้งโครงการและโรงแต่งแร่ตั้งอยู่บนดินพื้นที่ ๑,๒๕๐ ไร่ แต่การขุดแร่จะทำใต้ดินที่ความลึก ๓๐๐-๔๐๐ เมตร ชอนไชไปในพื้นที่กว่า ๒ หมื่นไร่ ใช้เงินลงทุนในโครงการ ๒.๖ ล้านบาท

หากโครงการปรากฏเป็นจริงจะเป็นเหมืองใต้ดินที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย และใหญ่เป็นอันดับ ๓ ของโลก

การทำเหมืองจะเจาะอุโมงค์ขนาด ๔๎๖ เมตร เป็นแนวลาดยาวร่วม ๓ กิโลเมตร ลงไปสู่ใต้พื้นดินที่ความลึก ๓๐๐-๔๐๐ เมตรจากผิวดิน สำหรับเป็นทางลำเลียงแร่และระบายอากาศ จากนั้นจะขุดอุโมงค์ต่อไปตามสายแร่ในแนวราบ ใช้รถขุดเจาะชั้นแร่ที่มีความหนา ๓-๔ เมตร ขนขึ้นมายังโรงแต่งแร่บนพื้นดินโดยสายพานลำเลียง การขุดเจาะและขนแร่ทำโดยใช้พลังงานไฟฟ้าทั้งหมด

รายละเอียดในโครงการระบุว่า การขุดแร่จะทำโดยเจาะเป็นช่องสลับกับการเว้นเสา เอาแร่ออกมาราวร้อยละ ๖๐-๗๐ จากที่มีอยู่ โดยเว้นส่วนที่เหลือไว้เป็นเสาค้ำยัน

โพแทสเซียมในธรรมชาติส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปของสารประกอบคลอไรด์ที่มีการนำมาใช้ประโยชน์ ได้แก่ คาร์นัลไลต์ ซึ่งเป็นโพแทสเซียมคุณภาพต่ำ และ ซิลไวต์ ที่เป็นโพแทสเซียมที่ดีที่สุด และเป็นชนิดที่พบที่จังหวัดอุดรธานี

แร่ที่ขุดได้จะถูกนำมาสกัดเอาสิ่งปนเปื้อนออกโดยวิธีการลอยแร่ ตกตะกอน แยกแร่ และอบแห้ง กระทั่งได้โพแทสเซียมบริสุทธิ์ ตามแผนการจะทำการผลิต ๒ ล้านตันต่อปี หรือราววันละ ๖,๐๐๐ ตัน ผลผลิตส่วนใหญ่ราวร้อยละ ๙๐ จะถูกนำไปเป็นวัตถุดิบในการผลิตปุ๋ยเคมี

ส่วนกากเกลือ หรือหางแร่ที่เหลือจากการแยกแร่ ปีละอย่างน้อย ๒ ล้านตัน ไปจนถึงช่วงปีที่มากสุด ๑๐ ล้านตัน จะถูกกองไว้มุมหนึ่งในที่ตั้งโครงการ บนพื้นที่ ๑๔๑ ไร่ กองสูง ๔๐ เมตร

คำชี้แจงล่าสุดจากเจ้าของโครงการระบุว่ากากเกลือเหล่านี้จะถูกถมกลับลงใต้ดินทั้งหมด แต่ก็ยังเป็นที่เคลือบแคลงไม่วางใจของหลายฝ่าย

เจ้าของนาเกลือตากที่อำเภอบ้านดุงบอกตรงไปตรงมาว่า เธอไม่เชื่อว่าเหมืองจะทำอย่างนั้น โดยเปรียบเปรยให้เห็นง่าย ๆ ว่า การเอาเกลือลงถมกลับต้องใช้ต้นทุน สมมุติว่าตอนเอาเกลือขึ้นมามีค่าใช้จ่าย ๑ บาท เอาลงกลับต้องจ่ายอีก ๕๐ สตางค์ แต่ถ้านำออกขายได้เงินเพิ่ม ๑ บาท ต่อให้ถามเด็กอมมือก็คงตอบได้ว่าจะเลือกทางไหน

ในหนังสือรายงานการวิจัยเรื่อง เกลืออีสาน จากวิถีชีวิตชุมชนสู่อุตสาหกรรม ของ เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ นักวิชาการกลุ่มนิเวศวัฒนธรรมศึกษา ก็ระบุว่าสาเหตุของการผลักดันโครงการเหมืองแร่โพแทช ไม่ใช่เพียงเพื่อประโยชน์ที่จะได้จากแร่โพแทช แต่เป็นการตอบสนองต่อยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมให้มีการผลิตและใช้เกลือที่ได้จากเหมืองแร่โพแทช ให้มีการเพิ่มมูลค่าของเกลือจากเหมืองโพแทชเป็นเกลืออุตสาหกรรม

ปริมาณเกลือที่ได้จะมากถึง ๗-๑๐ ล้านตันต่อปี เกินความต้องการใช้ภายในประเทศไป ๓-๕ เท่าตัว

ซึ่งนักวิจัยจากกลุ่มนิเวศวัฒนธรรมศึกษาเห็นว่า การนำเกลือออกมาเกินความจำเป็น จะสร้างภาวะตึงเครียดต่อสิ่งแวดล้อมที่ต้องแบกรับความเสื่อมโทรมและผลกระทบจากการแพร่กระจายของเกลือ

แต่ชาวบ้านในพื้นที่ตั้งโครงการมองเห็นปัญหาอีกหลากหลายที่จะมาพร้อมกับการมาของเหมือง

ชาวบ้านโนนสมบูรณ์เล่าว่า ตั้งแต่การสำรวจหาแร่เมื่อนับสิบปีก่อน คนท้องถิ่นไม่เคยรู้ความจริง ตอนบริษัทเข้ามากว้านซื้อรวบรวมที่ดินเพื่อทำที่ตั้งโครงการก็ยังลวงชาวบ้านว่าจะสร้างหมู่บ้านจัดสรร จนถึงขั้นการทำรังวัดปักหมุดขอบเขตเหมืองในที่ดินกรรมสิทธิ์ของชาวบ้าน ก็เป็นการทำโดยพลการ

เมื่อรู้ว่าเหมืองแร่โพแทชขนาดยักษ์จะมาตั้งอยู่ท้ายหมู่บ้าน ชาวบ้านตื่นตระหนกเพราะเคยเห็นตัวอย่างพิษภัยของมันมาบ้างแล้ว จากกองดินที่ผู้สำรวจหาแร่นำไปกองทิ้งไว้ในวัดวังขอนกว้าง ขี้ดินจากการขุดสำรวจแร่โพแทชเพียงไม่กี่คันรถสำแดงฤทธิ์เดชของมันอย่างรุนแรงและยาวนานมาจนปัจจุบัน รายรอบจุดที่ทิ้งดินยังไม่มีต้นไม้ต้นหญ้างอกขึ้นมาได้สักต้น สิ่งปลูกสร้างและข้าวของที่อยู่ในรัศมีที่ไอเค็มฟุ้งกระจายไปถึงผุพังลงอย่างรวดเร็ว หลังคาอาคารที่เป็นสังกะสีชำรุดทรุดโทรมเร็วอย่างเห็นได้ชัด น้ำในหนองที่รับน้ำจากบริเวณที่ทิ้งดินเป็นสีหมองช้ำอย่างน่ากลัว และไม่มีสัตว์น้ำอาศัยอยู่ได้

ข้อมูลจากเอกสารเผยแพร่ของโครงการเหมืองโพแทช จังหวัดอุดรธานี ระบุจะใช้โนนหมากโม โคกเนินที่อยู่ระหว่างหมู่บ้านหนองนาเจริญกับบ้านหนองตะไก้ ตำบลหนองไผ่ อำเภอเมือง เป็นที่ตั้งเหมืองบนดิน และใช้เป็นที่กองเก็บหางแร่ ซึ่งล่างลงไปจากบริเวณนั้นคือไร่นาและแปลงพืชผักของชาวบ้าน ที่ราบลุ่มรอบโนนหมากโมเป็นแหล่งทำมาหากินอันอุดมสมบูรณ์ของคนในแถบนั้นมาแต่ดึกดำบรรพ์ นอกจากนี้โนนหมากโมยังเป็นต้นน้ำของลำห้วยหลวง สาขาของแม่น้ำโขง และเป็นต้นน้ำของห้วยธารอีกหลายสายที่ไหลลงสู่หนองหานกุมภวาปี ซึ่งอยู่ห่างลงไปเพียงไม่กี่กิโลเมตร

สายตาของชาวบ้านจึงเห็นไปแล้วว่าตัวอย่างของหายนภัยที่เกิดขึ้นในวัดวังขอนกว้างนั้น จะขยายกลายเป็นมหาภัยพิบัติในระดับลุ่มน้ำ หากโครงการเหมืองแร่โพแทชเกิดขึ้นจริง !

ใต้พื้นดินที่จะมีการทำเหมืองแร่ในแหล่งอุดรใต้นั้น กินคลุมพื้นที่ ๔ ตำบลในอำเภอเมือง (ตำบลหนองไผ่ ตำบลโนนสูง) กับกิ่งอำเภอประจักษ์ศิลปาคม (ตำบลห้วยสามพาด ตำบลนาม่วง) เป็นที่ตั้งของหมู่บ้านรวมกว่า ๖๐ แห่ง ประชากรนับหมื่น ๆ คน

สิ่งที่ชาวบ้านรู้สึกว่าเป็นเรื่องไม่ชอบธรรมอีกเรื่องหนึ่งก็คือเหมืองอาจจะมาชอนไชทำอะไรก็ได้ที่ใต้ถุนบ้านของเขา เพราะพระราชบัญญัติเหมืองแร่ ฉบับแก้ไขปี ๒๕๔๕ ให้อภิสิทธิ์แก่ผู้ทำเหมืองแร่ใต้ดินสามารถยื่นเรื่องต่อรัฐบาลในการขุดแร่ใต้ดินที่ความลึกเกิน ๑๐๐ เมตรลงไป โดยไม่ต้องขออนุญาตเจ้าของกรรมสิทธิ์

นอกจากนี้ยังมีตัวอย่างให้เห็นอยู่ว่า แค่การสูบน้ำเกลือใต้ดินขึ้นมาตากในนาเกลือ ก็เกิดปัญหาแผ่นดินยุบเป็นหลุมบ่อขนาดใหญ่กระจายไปตามสายน้ำใต้ดินในแถบอำเภอนาม่วง (สกลนคร) จนต้องย้ายหมู่บ้าน แล้วการขุดขนแร่ที่มีอยู่ถึง ๓๐๐ ล้านตัน ในช่วง ๒๒ ปีของการทำเหมือง ชาวบ้านก็เป็นกังวลว่าอาจทำให้บ้านเกิดเมืองนอนของเขายุบหายไปทั้งเมืองก็เป็นได้ และความกังวลนี้ไม่ใช่เรื่องเลื่อนลอยไร้ที่มาที่ไป เพราะมีนักวิชาการชาวต่างชาติเคยเสนอบทวิเคราะห์ว่า หนองหาร สกลนคร ก็เกิดจากการยุบตัวของแผ่นดิน !

หลังถูกต่อต้านอย่างหนักจากชาวบ้านในพื้นที่ เจ้าของโครงการได้ปรับท่าทีเน้นการประชาสัมพันธ์เข้าหามวลชนมากขึ้น และมีการปรับตัวโครงการหวังให้ชุมชนยอมรับได้ แต่ชาวบ้านมองว่านั่นเป็นเรื่องผิวเผินเพียงเปลือกนอก เพราะเนื้อแท้ในรายละเอียดของโครงการก็ยังระบุชัดว่า เรื่องแผ่นดินทรุด-เป็นเรื่องเป็นไปได้ !

สาระสำคัญข้อหนึ่งในสัญญายังระบุด้วยว่า หากเกิดปัญหามีข้อพิพาทกัน ให้มีการตั้งอนุญาโตตุลาการขึ้นมาตัดสิน โดยให้แต่ละฝ่ายแต่งตั้งตัวแทนของตนขึ้นมาฝ่ายละคน “แล้วให้มีคนกลางที่ไม่ใช่คนไทย แต่จะต้องพูดภาษาอังกฤษเป็นภาษาท้องถิ่น เป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาด” ซึ่งเป็นเรื่องที่ฟังดูซับซ้อน ยุ่งยาก และสุ่มเสี่ยง

แล้วทำไมชาวบ้านที่มีชีวิตอยู่กันอย่างปรกติสุข สงบ กินอยู่เรียบง่าย อยู่ดีกันอยู่แล้ว จะต้องยอมเอามาตุภูมิเป็นเดิมพันในเกมแห่งความลวงและความโลภด้วยเล่า ?



ความเค็มในตัวคน

อาจเป็นอย่างทฤษฎีทางชีววิทยาที่บอกว่า สัตว์บกสืบเชื้อสายมาจากสิ่งมีชีวิตในทะเล ของเหลวในร่างกายคนเราจึงมีองค์ประกอบเหมือนน้ำทะเล--มีเกลือผสมอยู่ด้วย และเกลือก็เป็นสิ่งจำเป็นต่อชีวิตที่ขาดไม่ได้ เพราะช่วยในการรักษาสมดุลของเหลวในร่างกาย ระบบประสาท และกล้ามเนื้อ

แต่การรับเกลือเข้าสู่ร่างกายมากเกินไปก็เป็นสาเหตุของโรคร้าย เช่น โรคไต โรคความดัน โรคหัวใจ

การกินเกลือมากจะทำให้ไตซึ่งทำหน้าที่กรองเกลือแร่และของเสียในร่างกายต้องทำงานหนักขึ้น และทำให้ความดันโลหิตสูง ซึ่งนำไปสู่โรคหลอดเลือดหัวใจ

แน่นอนว่าอาหารและสภาพสังคมปัจจุบันที่มีการกระตุ้นให้เกิดการบริโภคอย่างรุนแรง คงมีความเกี่ยวข้องอย่างปฏิเสธไม่ได้กับภาวะการเพิ่มขึ้นของการเจ็บป่วย รายงานการวิเคราะห์วิจัยทั้งโดยหน่วยงานราชการและเอกชนยืนยันถึงความจริงนี้

มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคให้ข้อมูลว่า ในบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ๑ ซอง มีปริมาณเกลือเท่ากับที่ร่างกายต้องการใน ๑ วัน หากรับประทานมากเกินจะส่งผลกระทบต่อไต

ขณะที่กรมวิทยาศาสตร์บริการรายงานผลการวิเคราะห์เครื่องดื่มเกลือแร่ที่วางขายอยู่ในท้องตลาด พบว่า เครื่องดื่มเกลือแร่มีผลให้ไต หัวใจ ทำงานหนัก และส่งผลให้เกิดโรคได้ภายหลัง

การรับน้ำเกลือเข้าสู่ร่างกาย ไม่ว่าโดยทางการกินหรือเข้าทางเส้นเลือด จะเกิดประโยชน์ก็ต่อเมื่อเป็นการชดเชยส่วนที่ขาด ในภาวะปรกติคนเรามักได้รับเกลือในปริมาณที่เพียงพออยู่แล้วจากอาหารที่กินประจำวัน

และก็ไม่แน่ว่า การที่เกลือสินเธาว์ความบริสุทธิ์สูง (กว่าร้อยละ ๙๙ ขึ้นไป) รสเค็มจัด ที่ถูกนำมาใช้เป็นเกลือบริโภคหลักในท้องตลาดที่เรากินกันอยู่ในทุกวันนี้ จะเป็นสาเหตุของโรคภัยที่เกิดจากเกลือด้วยหรือไม่ ? เพราะเกลือสมุทรที่นิยมใช้บริโภคกันมาแต่เดิมนั้นมีความบริสุทธิ์ (ของความเค็ม) ไม่เกินร้อยละ ๘๕

ร่างกายคนเราต้องการเกลือเพียงวันละ ๕-๑๐ กรัม

แต่ตามสถิติโดยเฉลี่ยคนไทยปัจจุบันบริโภคเกลือถึงคนละ ๒๗ กิโลกรัมต่อปี (รวมการบริโภคผ่านกระบวนการอุตสาหกรรมด้วย) ขณะที่สังคมบริโภคนิยมสุดขั้วอย่างอเมริกา มีค่าเฉลี่ยการใช้เกลือรายหัวต่อปีสูงถึงคนละ ๒๑๔ กิโลกรัม

ต่อร่างกาย--เกลือเป็นสิ่งมีคุณที่ขาดไม่ได้ ทว่าหากมากไปก็ก่อโทษมหันต์ถึงชีวิต

กับโลกก็คงทำนองเดียวกัน

ท้องทะเลและใต้ผืนธรณีมีเกลืออยู่มากมายเหลือประมาณ แต่ถ้านำขึ้นมาถลุงใช้กันจนเกินพอดี ก็คงเกิดมหันตภัยร้ายแรงอย่างประมาณไม่ได้


อ้างอิง
นคร สำเภาทิพย์, “เกลือสมุทรที่สมุทรสาคร", เมืองโบราณ ปีที่ ๑๘ ฉบับที่ ๑ มกราคม-มีนาคม ๒๕๓๕
บำเพ็ญ ไชยรักษ์, “เกลือพื้นบ้าน : วิถีชีวิตในฤดูแล้ง กรณีศึกษาการทำเกลือพื้นบ้านรอบหนองหานกุมภวาปี”, อุตสาหกรรมเหมืองแร่โพแทชกับการพัฒนาอีสาน บนเส้นทางเศรษฐกิจพอเพียง, ๒๕๔๙
ปราณี กล่ำส้ม, “เกลือ : ทรัพยากรในแผ่นดินอีสาน”, เมืองโบราณ ปีที่ ๑๘ ฉบับที่ ๑ มกราคม-มีนาคม ๒๕๓๕
ภัสน์วจี ศรีสุวรรณ์, “เกลือ...ความเค็มต้องพอดี”, สารคดี ปีที่ ๒๑ ฉบับที่ ๒๕๐ ธันวาคม ๒๕๔๘
ล้อม เพ็งแก้ว, “นาเกลือ ฤาถึงกาลเหลือเพียงตำนาน”, สารคดี ปีที่ ๑๔ ฉบับที่ ๑๖๒ สิงหาคม ๒๕๔๑
เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์, เกลืออีสาน จากวิถีชีวิตชุมชนสู่อุตสาหกรรม, ๒๕๔๙
วลัยลักษณ์ ทรงศิริ, “บ่อเกลือเมืองน่านที่บ้านบ่อหลวง”, เมืองโบราณ ปีที่ ๑๘ ฉบับที่ ๑ มกราคม-มีนาคม ๒๕๓๕
ศรีศักร วัลลิโภดม, “เกลืออีสาน”, เมืองโบราณ ปีที่ ๑๘ ฉบับที่ ๑ มกราคม-มีนาคม ๒๕๓๕
สมพร เพ็งค่ำ, “โครงการเหมืองแร่โพแทช จังหวัดอุดรธานี”, อุตสาหกรรมเหมืองแร่โพแทชกับการพัฒนาอีสาน บนเส้นทางเศรษฐกิจพอเพียง, ๒๕๔๙
สว่าง เลิศฤทธิ์, “การทำเกลือและการค้าเกลือในคาบสมุทรภาคใต้ของประเทศไทย”, เมืองโบราณ ปีที่ ๑๘ ฉบับที่ ๑ มกราคม-มีนาคม ๒๕๓๕
สำเริง เลิกบางพลัด และ ศิวพร ฉิมจินดา, เอกสาร “การศึกษาภูมิปัญญาท้องถิ่นอาชีพการทำนาเกลือ หมู่ที่ ๓ ตำบลโคกขาม อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร”, กันยายน ๒๕๔๙
เอกสาร “ข้อมูลสำหรับการลงพื้นที่เพื่อให้ความรู้แก่ประชาชน โครงการเหมืองแร่โพแทช จังหวัดอุดรธานี”

ขอขอบคุณ
แม่ทองคำ ดาวเรือง แม่จันทา สัตยาวัน แม่ตอง คำหล้า แม่ละเอียด อ่อนสะอาด พ่อกันหา คำลาภ พ่อถาวร มโนศิลป์ แม่มัจฉา กองอ่อนศรี พ่อวิเชียร รองศรี
คุณเลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ คุณสุวิทย์ กุหลาบวงศ์ คุณไอดา อรุณวงศ์ คุณนันทพร เตชะประเสริฐสกุล
คุณอรุณ อินเจริญ คุณประเวช แสนรังค์ คุณวรนาถ สุพันธนันท์
คุณเลอพงษ์ จั่นทอง คุณประจวบ จันทร์ทอง คุณบุญชิต จันทร์ทอง
คุณสมบัติ แก้วทิตย์ คุณจันทร์ นันทะเสน

ขอบคุณพิเศษ
รุ่งโรจน์ จุกมงคล บำเพ็ญ ไชยรักษ์
 




โดย pisanu ดูบทความของฉันทั้งหมดที่นี่
วันที่ 12 พ.ย. 50 15:10 น.
เนื้อหานี้เปิดอ่านแล้ว 24,188 ครั้ง


ความคิดเห็นทั้งหมด (เปิดดู 24,188 ครั้ง ตอบ 1 ครั้ง)

ลบ แจ้งลบ
โดย พรเทวา
IP : 118.175.78.***
อยากรู้มาเพิ่มขึ้นมากกว่าน้น่าจะดีขึ้นนะ

แสดงความคิดเห็นของท่านที่นี่


เรื่องที่เกี่ยวข้อง

คำฮิต
โรงเรียน7 วิชาสามัญ , enn gat pat 57 , open house ,Asean , twitter , เด็ก กยศ , กสพท , เกมคณิตศาสตร์ , เกมคิดเลข , อาเซียน , เกมส์คิดเลข , ขยายเวลา , ข่าวการศึกษาต่างประเทศ , ม.ต้น ,ข่าวอาเซียน , ค้นหาตัวเอง , ค่าย , คำขวัญวันเด็ก , เคล็ดลับเรียนเก่ง , ของเล่นเคลียริ่งเฮ้าส์ , โควตา , จุฬาฯ , วันสันติภาพไทยทุนการศึกษา , แท๊บเล็ต , เทศกาลกินเจ , คาถาชินบัญชร ประชาคมอาเซียน , ประโยชน์ของอินเตอร์เน็ต , ประวัติวันแม่ , เฟสบุ๊ค , ม.ทักษิณ , อาเซียน 10 ประเทศ , ม.รังสิต 57 , มมส 57 มศว. , มหาวิทยาลัยนเรศวร , มหาวิทยาลัยพะเยา , รับตรง เกษตรศาสตร์ 57 , รับตรง มข 57 , ประกาศผลสอบ Admissions 57 ประถมศึกษารับตรงศิลปากร , เรียนต่อ , เรียนฟรี , ลาดกระบังฯ , เก็งคะแนน Admission 57 ,  เลื่อนเปิดเทอม ,อนุบาลวันตรุษจีน , สทศ , สมัคร clearing house , สอบตรง , อ.วิริยะ , เว็บโรงเรียนตัวอย่างงานวิจัย,ความคิดสร้างสรรค์ , เว็บสำเร็จรูป , เว็บหน่วยงาน , ทำเว็บฟรี , เว็บไซต์หน่วยงานราชการ , รายชื่อโรงเรียนทั่วประเทศ , โครงงานวิทยาศาสตร์ , สารสนเทศโทษของอินเตอร์เน็ต , GAT , PAT  , วันช้างไทย , วันสตรีสากล ณเดชน์ , เครื่องบินตก , SocialFeed , วันสงกรานต์GAT/PAT ครั้งที่ 2/2557 , Ice Bucket Challenge , บัตรสอบ , เอเชียศึกษา , ไวรัสอีโบลา , บันทึกความดี , แฟ้มสะสมผลงาน , วันจักรี , วันรพี , Portfolio , ประกาศผล GAT/PAT 57 , วันอาสาฬหบูชาสทศ.Admission 57 , วันภาษาไทยแห่งชาติ , มุดพกความดี , วันแม่ , วันวิสาขบูชา , รับน้อง , เขียน Blog ที่ไหนดี ? ประกาศผลรับตรงโควตา ม.ศิลปากร ประกาศผลรับตรง ม.ธรรมศาสตร์ , U-NET , ประกาศผลธรรมศาสตร์ , ประกาศผลจุฬา , ประกาศผลศิลปากร โควตา 28 จังหวัด , Variety , เลิกบุหรี่ , ยืนยันสิทธิ์ , วันสุนทรภู่ , หย่า , วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ , วันปิยมหาราช

คำค้นหา
สอบตรง , อาเซียน , มหาวิทยาลัย ,โรงเรียน , ศึกษาต่อ , asean , ศึกษาต่อต่างประเทศ , ทุนการศึกษา , เรียนต่อ , ประชาคมอาเซียน, ข่าวบันเทิง, คำราชาศัพท์, สพฐ, กยศ, ความรู้ ประถมศึกษา , ข่าวอาเซียน วิชาการ, portfolio แฟ้มผลงาน , ความรู้ มัธยมปลาย , โครงงานวิทย์ , ประวัติอาเซียน , ความรู้ , วิชาการ , อาจารย์วิริยะ , สาขาแห่งอนาคต , ดูหนัง หนังใหม่ ดูหนังออนไลน์ movie , เหรียญ 10ฟังเพลง เพลงใหม่ ฟังเพลงออนไลน์ เพลงฮิต , ดูทีวีย้อนหลัง ดูทีวี ดูทีวีออนไลน์ , ดูดวง ดวง ทำนายฝัน ดูดวงรายวัน , วันสันติภาพไทยรถยนต์มือสอง เครื่องเสียงรถยนต์ รถยนต์ , การ์ตูน รูปการ์ตูน ภาพการ์ตูน คลิปการ์ตูน , ข่าวบันเทิง ข่าวกีฬา ข่าวไทยรัฐ , ทวิสเตอร์ twitter วิธีเล่น twitter , เฟสบุ๊ค facebook คือ facebook วิธีเล่น facebook , ร้านอาหาร ร้านอาหารในกรุงเทพ ร้านอาหารแนะนำ ร้านอาหารเกาหลี , การ์ตูน , ซุปซิป ดารา , ผลบอล, ข่าว IT, หาเพื่อน , ข่าว, AEC, รถ, แบบทดสอบ, รูปภาพ , เกมส์รถแข่ง, เกมส์แต่งตัว หนังสือพิมพ์ , ข่าวประชาสัมพันธ์, วาเลนไทน์ , wallpaper , wallpaper น่ารัก , รับทำเว็บไซต์ , Hosting , รถมือสอง , รูปดารา , ประเมินโอกาสติดแอดมิชชัน , ภาพเคลื่อนไหว , ดูดวง , นิยาย , เกม , หางาน , เขียน Blog ที่ไหนดี? , แม่เหล็ก , เกมส์, สถานที่ท่องเที่ยว , สถานที่ท่องเที่ยวในประเทศไทย , Thailand Travel โหลดเพลง , งานราชการ , งาน , เกมส์จับคู่ Ice Bucket Challenge , เกมส์จับคู่ผลไม้ , เกมส์ปลูกผัก , เกมขุดทอง , อุ้มบุญเกมส์แข่งรถ , เกมส์ทำอาหาร , ประกาศผลสอบ Admissions 57 , เว็บไซต์โรงเรียน,ความคิดสร้างสรรค์ , เว็บไซต์หน่วยงานราชการ , เก็งคะแนน Admission 57 ,  สารสนเทศ , วันวาเลนไทน์ , นิทาน , กสพท , วันศิลปินแห่งชาติ , รับตรง ม.เกษตร 57 , Varietyโทษของอินเตอร์เน็ต , GAT , PAT , วันแม่ , แฟ้มสะสมผลงาน , อุเทนถวาย , เครื่องบินตก , ประกาศผล O-NET ม.6 , โค้ชเช , วันสงกรานต์ , วันรพี , บัตรสอบ , GAT/PAT ครั้งที่ 2/2557 , เคลียริ่งเฮาส์เอเชียศึกษา , ไวรัสอีโบลา , อักษร ศิลปากร , วันโกหก , บันทึกความดี , Portfolioสมุดพกความดี , บริจาคโลหิตSocialFeed , โปรแกรมสร้างแฟ้มสะสมผลงาน , วันอาสาฬหบูชา , ประกาศผล GAT/PAT 57 , สทศ. , Admission 57 , วันภาษาไทยแห่งชาติ ,  , วันแม่แห่งชาติ , วันวิสาขบูชา , วันงดสูบบุหรี่โลก , ประกาศผลรับตรงโควตา 28 จังหวัด ม.ศิลปากรประกาศผลรับตรง ม.ธรรมศาสตร์ ,  U-NET , ประกาศผลจุฬา , กฏอัยการศึก , รัฐประหาร , วาไรตี้ , ประกาศผล , เลิกบุหรี่ , ยืนยันสิทธิ์ , เคลียริ่งเฮ้าส์ , วันสุนทรภู่ , หย่า , รับน้อง , วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติณเดชน์ , เทศกาลกินเจ , วันปิยมหาราช