“ ตำนานเมืองนครศรีธรรมราช ประวัติศาสตร์ในสายหมอก “

ลบ แก้ไข

 
 
 

 “ ตำนานเมืองนครศรีธรรมราช ประวัติศาสตร์ในสายหมอก “

เมืองประวัติศาสตร์ พระธาตุทองคำ ชุ่มฉ่ำธรรมชาติ แร่ธาตุอุดม เครื่องถมสามกษัตริย์ มากวัดมากศิลป์ ครบสิ้นกุ้งปู

ชาวจังหวัดนครศรีธรรมราชส่วนใหญ่จะทราบดีว่า นี่คือคำขวัญเมืองนครศรีธรรมราช จากคำขวัญที่ว่าเมืองประวัติศาสตร์นั้น นครศรีธรรมราชมีอะไรบ้างที่แสดงถึงความเป็นเมืองประวัติศาสตร์ เรามีพระธาตุทองคำอยู่หนึ่งองค์ มีกำแพงเมืองเหลืออยู่นิดหนึ่ง นอกนั้นมีโบราณสถานและโบราณวัตถุกระจายอยู่ตามส่วนต่างๆของจังหวัด ซึ่งบางแห่งอยู่ไกลจากสายตาของแขกผู้มาเยือน ทำให้มองอดีตของนครศรีธรรมราชได้ไม่ชัดเจนนัก หลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรแทบจะไม่มีเหลืออยู่เพื่อให้อนุชนรุ่นหลังพอที่จะค้นควาได้เลยขอแสดงความชื่นชมพี่น้องชาวจังหวัดสงขลาและจังหวัดพัทลุง ที่ยังมีจวนเจ้าเมืองไว้อวดแขกผู้มาเยือน ทั้งๆที่เมืองเหล่านี้คือเมืองที่อยู่ในความปกครองของเมืองนครศรีธรรมราช แต่นครศรีธรรมราชไม่มีสิ่งนี้ อาจจะเป็นเพราะชาวนครศรีธรรมราชเองได้ช่วยกันทำลายอดีตของตนเอง โดยร่วมมือกับผู้มีอำนาจบางคนเพราะความไม่รู้ตัวจึงเกิดเหตุการณ์อย่างนี้ และเนื่องด้วยประวัติศาสตร์นครศรีธรรมราชเป็นประวัติศาสตร์ท้องถิ่น จึงขาดผู้สนใจที่จะร่วมกันจัดทำ ไม่เหมือนกับประวัติศาสตร์ระดับชาติที่มีผู้สนใจ ร่วมกันจัดทำอย่างมากมายนครศรีธรรมราชเป็นเมืองเก่าแก่ (นานไปจะเป็นเมืองเก่าเก็บถ้าไม่มีการศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม )ที่สุดเมืองหนึ่งในคาบสมุทรมลายู หลักฐานที่พอจะสืบค้นถึงอดีตของเมืองนี้ได้มาจาก ตำนาจาก จดหมายเหตุของชนต่างชาติ จากศิลาจารึก จากคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา และจากประวัติศาสตร์ของชาติไทยบางยุคบางสมัย จึงทำให้ประวัติศาสตร์ของนครศรีธรรมราช ขาดตอนเป็นห้วงๆตามหลักฐานที่ปรากฏ ไม่ต่อเนื่องเป็นโยงใยอย่างสายน้ำ เนื้อหาบางตอนจึงดูเหมือนกระโดดไปกระโดดมาชวนให้เกิดข้อกังขาไม่น้อย กษัตริย์ที่ครองนครศรีธรรมราชในตำนานนี้ก็หาได้เรียงลำดับอย่างถูกต้องแต่อย่างใดก็หาไม่ และกษัตริย์บางพระองค์ก็เหมือนกับมีชีวิตอยู่ในนิยาย และก็เช่นเดียวกันเกี่ยวกับศักราชและปี พ.ศ.ต่างๆที่ปรากฏในตำนานนี้ ขออย่าได้ถือเป็นสรณะ ขอเพียงแต่เป็นเค้าเงื่อนในการสืบค้นเท่านั้น สำหรับความจริงและความเชื่อถือเกี่ยวกับตำนานเล่มนี้ ผู้เรียบเรียงไม่รับรองเพราะเป็นการค้นคว้าอดีตของนครศรีธรรมราชมาเสนอเท่านั้น ส่วนท่านผู้อ่านจะคิดอย่างไร ขอให้อยู่ในดุลยพินิจของท่านเอง ผู้เรียบเรียงจึงตั้งชื่อหนังสือเล่มนี้ว่า “ ตำนานเมืองนครศรีธรรมราช ประวัติศาสตร์ในสายหมอก “

ขอขอบคุณทุกท่านที่ได้อ่านประวัติศาสตร์ใสสายหมอกเล่มนี่จนจบ หากท่านมีข้อท้วงติง เสนอแนะในทางสร้างสรรค์ ผู้เรียบเรียงขอน้อมรับไว้ด้วยความเคารพ และต้องขอขอบคุณต่อท่านผู้มีพระคุณทุกท่านที่ผู้เรียบเรียง ได้อ้างอิงเอาข้อคิดข้อเขียนของท่านมาเรียบเรียงเป็นหนังสือเล่มนี้ สำหรับจุดประสงค์ในการเรียบเรียงหนังสือเล่มนี้ขึ้นมิใช่เพื่องานทางวิชาการแต่อย่างใด แต่เพียงเพื่อแจกจ่ายในงานฌาปนกิจศพของข้าพเจ้าเท่านั้น หากท่านผู้อ่านมีข้อสงสัยที่จะถกเถียง ข้าพเจ้าขอบอกว่า ข้าพเจ้าไม่มีเวลาสำหรับเรื่องนี้ให้กับท่าน เพราะบัดนี้ข้าพเจ้าได้ลาโลกนี้ไปแล้ว

สุนทร ธานีรัตน์

ผู้เรียบเรียง มกราคม ๒๕๔๖
สุวรรณภูมิในอดีต

ในสมัยกึ่งประวัติศาสตร์

นครศรีธรรมราชและสุวรรณภูมิได้มีชื่อปรากฏเป็นหลักฐานขึ้นในระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๗–๑๐ เริ่มต้นจากปรากฏเนื้อความกล่าวพาดพิงถึงดินแดนแห่งนี้ ในเอกสารโบราณของอินเดียในคัมภีร์มหานิเทศ ชึ่งแต่งในราวพุทธศตวรรษที่๗ ได้กล่าวถึงเมืองชายทะเลที่สำคัญแห่งหนึ่งมีความตอนหนึ่งว่า “……เมื่อแสวงหาโภคทรัพย์ ย่อมแล่นเรือไปในมหาสมุทร ไปคุมพะ(ติคุมพะ) ไปตักโกละ ไปตักศิลา ไปกาลมุข ไปมรณปาระ ไปเวสุงคะ ไปเวรบถ ไปชวา ไปกะมะลิง ไปวังกะ (วังคะ) ไปเวฬวัททนะ (เวฬุพันธนะ) ไปสุวรรณกูฎ ไปสุวัณณภูมิ ไปตัมพปาณนิ ……”

ในบรรดาเมืองเหล่านี้ ปรากฏว่ามีชื่อเมืองที่เกี่ยวข้องในดินแดนสุวรรณภูมิอยู่ ๓ เมืองคือ

๑. เมืองตักโกละ (เมืองตะกั่วป่า) นับเป็นเมืองชายทะเลที่เปิดทำการค้าขายกับชนต่างชาติ มานานในอดีต ชาวโรมันในสมัยราชวงศ์ปโตเลมีแห่งอาณาจักรอเล็กชานเดรียในอิยิปต์ เคยแล่นเรือมาทำการค้าขายกับเมืองนี้ ได้เรียกชื่อเมืองนี้เพี้ยนไปเป็น ตักโกละ (Takola) ซึ่งในราวพุทธศตวรรษที่ ๘๐๐ ชาวโรมันได้เคยแล่นเรือมาทำการค้าขายในดินแดนแถบนี้ โดยได้พบซากหัวเรือ โลหะโบราณและตะเกียงชาวโรมันในลำน้ำสายหนึ่ง ซึ่งเชื่อมโยงมาจากเมืองตะกั่วป่า ทำให้พออนุมานได้ว่า เมืองตะกั่วป่าเป็นเมืองท่าที่สำคัญที่เปิดประตูไปสู่สุวรรณภูมิในอดีต

๒. กะมะลิง (ตะมะลิง) เป็นชื่ออีกชื่อหนึ่งที่ชาวอินเดียรู้จักในามของเมืองนครศรีธรรมราชท่านศาสตราจารย์ ปรณะวิตานะ(Paranavitana) นักปราชญ์ชาวลังกามีความเห็นว่า คำว่า ตมะลิ(Tamali) บวกกับคำว่า คัม(Gam) เป็นคำว่า ตมลิงคัม(Tamalingam) หรือ ตมลิงคม(Tamlingama) ซึ่งเป็นคำในภาษาสิงหล ตรงกับคำว่า ตามพรลิงค์ในภาษาสันสกฤต อันเป็นชื่อของเมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นเมืองท่าที่มีความสำคัญในอดีต โดยเฉพาะเป็นการเรียกชื่อของชาวอินเดีย 3. สุวัณณภูมิ คำว่าสุวรรณภูมิเป็นชื่อดินแดนที่เป็นที่รู้จักดีของชาวอินเดียในอดีต ซึ่งเดินเรือมาทำการค้าขาย กล่าวกันว่าเป็นดินแดนแห่งทองคำ คงจะเป็นดินแดนที่มีความอุดมสมบูรณ์ ทำมาหากินคล่องหาทรัพย์สมบัติได้ง่าย เลยเรียกว่าสุวรรณภูมิ ในหนังสือชินกาลมาลินีซึ่งแต่งโดยพระรัตนปัญญาเถระชาวเชียงราย ได้กล่าวถึงเมืองสุวรรณภูมิซึ่งมีชาวอินเดียแล่นเรือมาแสวงหาทองคำเหมือนกัน ในหนังสือทศชาติตอนพระมหาชนกได้กล่าวถึงเมืองสุวรรณภูมิใจความว่าได้นำเรือไปทำการค้าขายที่สุวรรณภูมิเช่นกัน แต่เรือได้อับปางกลางทะเลเสียก่อนมีพระมหาชนกองค์เดียวที่รอดชีวิต ซึ่งดินแดนสุวรรณภูมินี้ทำให้พอทราบเค้าเงื่อนได้ว่า ชนชาวอินเดียนิยมแล่นเรือมาทำการค้าขายแสวงหาโชคลาภมานานแล้วแห่งหนึ่งในหลายๆแห่ง เมื่อราว พ.ศ.๖๐๐ มาก่อนแล้วปัญหาต่อไปอยากทราบว่าชนชาวสุวรรณภูมิที่แท้จริงเป็นเจ้าของดินแดนแห่งนี้คือใคร ตามข้อสันนิษฐานทางประวัติศาสตร์หลายๆฝ่ายเห็นพ้องต้องกันว่า ชนชาวไทย (แต่ไม่ได้เรียกตนเองว่าไทยและได้ใช้ภาษาพูดอย่างที่พูดอยู่ในปัจจุบันนี้) และละว้าได้อาศัยอยู่ในดินแดนแถบนี้มานานแล้ว สมัยก่อนพุทธกาลร่วม ๕๐๐๐–๖๐๐๐ ปี โดยได้อาศัยกันอยู่เป็นเผ่าๆหลายๆเผ่าเป็นอิสระไม่ขึ้นต่อกัน และใช้ภาษาพูดอย่างที่พูดกันในปัจจุบันนี้แหละเป็นภาษาที่ใช้พูดกัน และได้ตั้งอาณาจักรของตนเองขึ้น เช่นอาณาจักรแถน ตั้งอย่แถบทะเลสาปหนองแส อาณาจักรจุลนีในเขตประเทศเวียตนาม ต่อมามีอาณาจักรโยนก(เป็นที่ตั้งจังหวัดเชียงแสนปัจจุบัน) อยู่ต่อมามีคนไทยกลุ่มหนึ่งได้อพยบไปทำมาหากินทางเหนือจนถึงประเทศจีน ต่อมาถูกจีนรุกรานจนต้องถอยกลับมาอย่ที่เก่าเป็นสายไทยใหญ่และไทยน้อย ซึ่งชนชาวไทยยุคนั้นนับถือผีเป็นสรณะ ยุคต่อมาพระพุทธศาสนาได้อุบัติขึ้นในอินเดีย พระพุทธศาสนาได้แผ่ขยายตัวมายังดินแดนสุวรรณภูมิแห่งนี้ตั้งแต่ครั้งพุทธกาลโน้นแล้ว และพระพุทธองค์เองได้เสด็จมายังสุวรรณภูมิหลายครั้งเพื่อเผยแพร่พระพุทธศาสนา ซึ่งมีอยู่ครั้งหนึ่งที่พระพุทธองค์ได้เสด็จมาโปรดฉัพพรรณฤาษีณสุวรรณบรรพตโดยเฉพาะ และก่อนที่พระพุทธองค์เสด็จกลับ ฉัพพรรณฤาษีได้ทูลขอสิ่งที่เป็นตัวแทนพระพุทธองค์เพี่อไว้เป็นที่สักการะ พระพุทธองค์จึงได้อธิษฐานรอยพระบาทไว้ที่ภูเขาลูกนั้น และในปัจจุบันนี้คิอรอยพระพุทธบาทที่จังหวัดสระบุรี แต่พระพุทธบาทองค์จริงรองรับอยู่ข้างล่าง ถูกพระพุทธบาทจำลองสร้างทับไว้ด้านบนเพี่อกันพระพุทธบาทองค์จริงถูกทำลาย พระภิกษุที่พระพุทธองค์ส่งมาเผยแพร่พระพุทธศาสนามายังสุวรรณภูมิในยุคนั้น ส่งมารวม ๕ สายด้วยกันดังนี้.

สายที่ ๑. เป็นสายที่พระมหากัสสปะเป็นหันหน้า คณะ ควบคุมการเผยแพร่พระศาสนาในเขตประเทศจีน และพระมหากัสสปะองค์นี้ได้เป็นประธานในการสร้างพระธาตุพนมในประเทศไทย ตามตำนานพื้นเมืองอีสานตอนหนึ่งกล่าวไว้ว่า “…..พระธาตุพนมซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดนครพนมนั้น พระมหากัสสปะเถระเจ้าพร้อมด้วยพระอรหันต์ ๕๐๐ รูป เป็นประธานได้สร้างขึ้นเมื่อวันเพ็ญเดือน ๑๒ พุทธศักราชล่วงไปได้ ๗ ปี ๗ เดือน….” และได้อัญเชิญพระอุรังคธาตุมาบรรจุที่ฐานพระเจดีย์ซึ่งกว้าง ๑๗ วา สูง ๒๕ วา ๒ ศอก ๘ นิ้ว ซึ่งจังหวัดนครพนมปัจจุบันในยุคนั้นคือ อาณาจักรโคตรบูรณ์ โดยมีนครเรณูเป็นราชธานี ยุคนั้นเป็นยุคที่ละว้า ต่อมาเมื่อพวกขอมเป็นใหญ่ เลยเปลี่ยนเป็นนครพนมมาจนทุกวันนี้

ในการสร้างพระธาตุพนมในครั้งนั้น มีพระราชา ๕ นครเป็นผู้อุปถัมภ์ในการสร้างคือ

๑. นครโคตรบูรณ์ หรืออำเภอเรณูในจังหวัดนครพนมในปัจจุบัน

๒. นครจุลนี นครนี้สร้างในราว พ.ศ. ๒๕๐ ต่อมาได้ถูกพวกเวียตนามทำลาย และได้ตั้งชื่อใหม่ว่า ตังเกี๋ยอันมีฮานอยเป็นเมืองหลวง

๓. นครสังขปุระ ต่อมาในราว พ.ศ. ๑๔๓๒ พระเจ้ายโสวรมันได้เปลี่ยนเป็นกัมพูปุระ หรือยโสธรปุระ ต่อมาในราว พ.ศ. ๑๔๘๗ พระเจ้าราเชนทร์วรมันที่ ๒ ได้เปลี่ยนชื่อเป็นนครทม ถัดมาในราว พ.ศ.๑๖๕๕–๑๗๐๕ ในสมัยของพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ (พระเจ้าปทุมสุริยวงศ์)นครวัดได้สร้างขึ้นในราว พ.ศ. ๑๖๒๘ หรืออีกนัยหนึ่งเรียกว่านครอินทปัตถ์ ( ชื่อนี้พบในตำนานเมืองนครศรีธรรมราช )

๔. นครหนองหารหลวง คือจังหวัดสกลนครในปัจจุบัน

๕. นครหนองหารน้อย ปัจจุบันคือตำบลน้ำฆ้องในเขตอำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดร

ในครั้งที่พระมหากัสสปเถระ มาเป็นประธานในการสร้างพระธาตุนครพนมนั้น เป็นยุคของพวกละว้าและไทยเป็นใหญ่มาก่อนขอม และมีอาณาจักรใหญ่อยู่ ๔ อาณาจักรคือ

๑. อาณาจักรโคตรบูรณ์ คืออำเภอเรณูในปัจจุบัน

๒. อาณาจักรสยัมภูปุระ หรือสยามมีนครชะเลียงหรือสวรรคโลกเป็นราชธานี

๓. อาณาจักรทวาราวดี คือนครปฐมในปัจจุบัน

๔, อาณาจักรโยนก -เชียงแสน (ยางคปุระ)มีนครเงินยางหรือนครเชียงลาวเป็นราชธานี และอาณาจักรนี้เป็นต้นเค้าของอาณาจักรเชียงแสน

สายที่ ๒. เป็นสายที่มีพระโมคคัลลานเถระเป็นหัวหน้าคณะ ควบคุมการเผยแพร่พระศาสนาในเขตทางภาคเหนือของประเทศไทยไปจนจดเมืองเชียงตุง

สายที่ ๓. เป็นสายที่มีพระมหากัจจายนะกับพระอนุรุทธเถระเป็นหัวหน้าคณะ ควบคุมการเผยแพร่พระศาสนาตั้งแต่เขตสุพรรณบุรี มานครปฐม ราชบุรีมาจนถึงประจวบคีรีขันธ์

สายที่ ๔. เป็นสายที่มีพระโสณกัณณะเป็นหัวหน้าคณะ ควบคุมการเผยแพร่พระศาสนาตั้งแต่เขตชุมพรถึงสุราษฎรธานี

สายที่ ๕. เป็นสายที่อยู่ในความรับผิดชอบของพระลูกศิษย์ผู้เป็นหัวหน้าสายทั้ง ๔ สายที่ได้กล่าวมาแล้ว ควบคุมการเผยการเผยแพร่การแพร่พระศาสนาตั้งแต่เขตนครศรีธรรมราชไปถึงเขตมลายูส่วนการเผยแพร่พระพุ ทธศาสนาในสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราช โดยทำตามคำเสนอแนะของพระโมคคัลลีบุตรเถระ ให้ส่งสมณะเป็นฑูตไปเผยแพร่พระศาสนายังประเทศต่างๆ โดยอาศัยพระบรมราชูปถัมภ์จากพระเจ้าอโศกมหาราช ซึ่งย่อมทำได้ง่ายและสะดวกด้วยอาศัยอนุภาพแห่งพระองค์ สำหรับสายสุวรรณภูมิซึ่งนำโดยพระอุตตระเถระและพระโสณะเถระนั้นทำได้ง่ายและสะดวก เพราะมีพระและมีวัดวาอารามอยู่เป็นปึกแผ่นแล้วก่อนหน้านี้ร่วม ๒๐๐ ปี ในการเผยแพร่ในครั้งนี้เป็นการนำเอาพระไตรปิฏกมายืนยันในหลักคำสอนของพระพุทธองค์ให้แก่ชาวพุทธในดินแดนแถบนี้ทราบ ทำให้เกิดศรัทธาแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และใช้เป็นหลักในการปฏิบัติที่เป็นแบบแผนที่ถูกต้องต่อไป

ต่อมามีชนชาวอินเดียได้อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานมากขึ้นเรื่อยๆมากันหลายครั้งหลายคราทำให้มีอิทธิพลเหนือชาวท้องถิ่นที่อาศัยอยู่เดิม จากศิลาจารึกและจากการสันนิษฐานจากศิลปวัตถุที่หลงเหลืออยู่ ทำให้สันนิษฐานได้ว่า ทั้งขอมและมอญโบราณแห่งอาณาจักรทวาราวดีเป็นชนชาติอินเดียเชื้อสายมิลักขะ(DRAVIDIAN) ซึ่งอพยพมามาจากทางตอนใต้ของอินเดีย ซึ่งในปัจจุบันนี้ยังมีชนชาตินี้เป็นเชื้อสายเดียวกันกับพวกขอมที่เหลืออยู่ในอินเดีย คือพวกโกลและพวกมูณฑ์ซึ่งใช้ภาษาเดียวกันคืออักษรมอญโบราณใช้อักษรคฤนถ์ ส่วยอักษรขอมโบราณใช้อักษรเทวนาครี ทั้งสองภาษานี้มีรากเง่ามาจากภาษาเดียวกันนักประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่า ชนชาติอินเดียพวกนี้ได้อพยพมาจากแคว้นกลิงคราษฎร์(โอริสสา)และแคว้นต่างๆในเบงกอล เข้ามาสู่สุวรรณภูมิด้วยกันหลายวาระ สำหรับวาระแรกน่าจะอพยพมาจากกลิงคราษฎร์ในราว พ.ศ.๒๐๐ - ๓๐๐ เมื่ออโศกมหาราชได้แผ่แสนยานุภาพไปทั่วอินเดีย และพวกนี้ได้ตั้งอาณาจักรขึ้นเป็นปึกแผ่นในราว พ.ศ.๖๔๐–๑๐๙๐ คืออาณาจักรฟูนันหรือฟูนาน อาณาจักรนี้มีอาณาเขตตั้งแต่บริเวณทางทิศใต้ของประเทศจีนไปจนจดเขตการปกครองของอาณาจักรศรีวิชัย และทางทิศตะวันออกจากทะเลจีนไปจนจดมหาสมุทรอินเดีย อาณาจักรนี้มีราชวงศ์ขอมปกครองอยู่ถึง ๑๗ ราชวงศ์และมีกษัตริย์ขอมปกครองอยู่ไม่น้อยกว่า ๓๒ พระองค์เป็นระยะเวลานานถึงเกือบ ๑๐๐๐ ปี ซึ่งปรากฏในจดหมายเหตุของหลวงจีนอี้จิงซึ่งได้จาริกมาในราว พุทธศตวรรษที่ ๑๓ ว่า “ ……แต่ก่อนฟูนันรุ่งเรืองแต่เดี๋ยวนี้ถูกทำลายโดยพวกเจนละ……” ในราว พ.ศ. ๑๐๙๐–๑๑๐๐

ส่วนอาณาจักรอีกอาณาจักรหนึ่งคืออาณาจักรทวาราวดีก็เป็นการตั้งอาณาจักรของชนชาวอินเดียที่ได้อพยพมาในระยะแรกๆเช่นกันอาณาจักรรุ่งเรืองอยู่ที่นครปฐมในราว พ.ศ.๖๖๓–๑๒๐๐ อินเดียพวกนี้ได้ผสมเชื้อชาตกับชาวสุวรรณภูมิ จนทำให้ พบหลักฐานบางอย่างทำให้เข้าใจว่าอาณาจักรทวาราวดีเป็นของไทย ซึ่งชาวอินเดียแหล่งอื่นมักเรียกคนที่อยู่ในแถบนี้ว่าเป็นคนสุวรรณภูมิหรือพูดภาษาสุวรรณภูมิ ส่วนชาวอินเดียที่อพยพมาในระยะที่ ๒ นั้นมาจากแคว้นปัลละวะและได้ขึ้นฝั่งตั้งรกรากที่ตะกั่วป่าก่อนในราว พ.ศ.๑๑๐๐ ต่อมามีชาวอินเดียอพยพมาตั้งรกรากมากขึ้น จึงได้ขยายตัวไปตั้งถิ่นฐานใหม่ที่เมืองครหิ(ไชยา) และได้ขยายตัวเป็นอาณาจักรใหญ่โตเป็นอาณาจักรศรีวิชัย โดยมีพระเจ้าไศเลนทรเป็นกษัตริย์ต้นราชวงศ์ อาณาจักรนี้ต่อมาได้แผ่ขยายไปตลอดแหลมมลายูและเลยไปจนถึงชวา แม้นครศรีธรรมราชเองก็ตกอยู่ในอำนาจของอาณาจักรนี้ในนามของเมืองตามพรลิงค์ ในระยะแรกๆอาณาจักรนี้รุ่งเรืองมาก มีชนชาติต่างๆมาทำการติดต่อค้าขายมากมาย แม้นพวกอาหรับ เปอร์เซียก็มาทำการติดต่อค้าขาย และกล่าวกันว่ากลาสีซินแบดซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวเผชิญโชคทางทะเลก็เคยเข้าเฝ้ากษัตริย์ในราชวงศ์ไศเลนทรด้วยเช่นกัน

เป็นที่น่าเชื่อถือได้ว่าดินแดนในแถบนี้เป็นที่อยู่ของชนชาติไทยและละว้ามาก่อน มีอาณาจักรโบราณเป็นของตนเอง เช่นอาณาจักรแถน อาณาจักรจุลนีและต่อมามีอาณาจักรใหม่เกิดขึ้นตามมาอีก เช่นอาณาจักรโยนก อาณาจักรศรีสัชนาลัย-สุโขทัย อาณาจักรอโยธยา อาณาจักรล้านนา แต่อาณาจักรดังกล่าวนี้ถูกบดบังด้วยอนุภาพของขอม จึงไม่เด่นในหน้าประวัติศาสตร์ ชนชาติขอมนั้นมีอารยธรรมสูงเพราะอพยพมาจากอินเดีย จึงได้สร้างทั้งอาณาจักรและศาสนาจักร โดยอาศัยเอาศาสนาทั้งพราหมณ์-ฮินดูและพุทธมาเป็นเครื่องมือทางการเมือง อ้างเอาความศรัทธาและความภักดีในศาสนา จึงสามารถโน้มน้าวจิตใจชาวพื้นเมืองได้ง่ายจนต้องอยู่ในอำนาจของขอม ในระหว่างที่ขอมมีอิทธิพลในช่วงนั้นได้บังคับคนไทยหลายอย่าง เช่นให้นุ่งผ้าโจงกระเบน และเป็นไปได้หรือไม่ว่าในการสร้างปราสาทหินต่างๆ ขอมได้บังคับเอาชนชาวพื้นเมืองไปเป็นแรงงานในการสร้าง นั่นแสดงว่าปราสาทหินต่างๆที่ปรากฏอยู่ใขณะนี้ส่วนหนึ่งเป็นฝีมือการสร้างของคนไทยและละว้า ซึ่งเป็นเจ้าของถิ่นเดิมถูกบังคับให้ทำงานเยี่ยงทาษโดยมีขอมเป็นวิศวกรเมื่อถูกบังคับมากเข้าคนไทยเจ้าของถิ่นเดิมเริ่มคิดกู้อิสระภาพให้แก่ตนเอง ดังปรากฏในศิลาจารึกว่าขอมเคยถูกคนไทยได้ทำการยึดอำนาจหลายครั้งเช่นที่ลพบุรี ทำให้ขอมเริ่มเกรงกลัวคนไทยและประจบไทยมากขึ้นโดยการแต่งตั้งให้คนไทยดำรงตำแหน่งกมรเต็งอันผาเมือง ซึ่งเป็นตำแหน่งหนึ่งของขอมโดยตรง และยังยกพระธิดาให้เป็นคู่ครองให้แก่ผู้ที่ดำรงตำแหน่งนี้ด้วย ซึ่งนโยบายนี้ในตอนแรกทำให้คนไทยแตกแยกกันเอง คือมีทั้งพวกประจบสอพลอขอมและพวกไม่ยอมเป็นทาสขอม โดยเฉพาะคนไทยในแถบล้านนา แถบภาคกลางของสุวรรณภูมิไม่ยินดีกับสิ่งเหล่านี้ จึงได้รวมตัวกันกอบกู้เอกราชพร้อมกันทั้ง ๓ อาณาจักร คืออาณาจักรล้านนา อาณาจักรศรีสัชนาลัย-สุโขทัยและอาณาจักรอู่ทองเพราะทนต่อการกดขี่จากพวกขอมไม่ไหว ดังปรากฏความในหนังสือของเจียวต้ากวน ซึ่งได้ไปเที่ยวนครธมในปี พ.ศ.๑๘๔๐ ได้บรรยายสภาพของขอมที่แท้จริงว่า”…..ชนชั้นผู้ดีเช่นขุนนางและเศรษฐีนั้น มีข้าทาสใช้สอยเป็นเรือนร้อย ขนาดชนชั้นกลางยังมีทาสได้ตั้งแต่ ๑๐–๒๐ คนขึ้นไป ทาสเหล่านี้เป็นคนพื้นเมือง…..”

ชนพื้นเมืองเหล่านี้คือส่วนหนึ่งเป็นคนไทยในยุคนั้น และส่วนหนึ่งเป็นชาวป่าชาวเขาที่เคยอยู่กับคนไทย เช่นพวกเงาะสายนีกรอยซึ่งมีอยู่ทั่วไป พวกขอมได้จับเอามาทำทาสและบางพวกยังพูดภาษามนุษย์ไม่ได้เลยก็มี วีรกรรมกู้ชาติของไทยก็เริ่มขึ้นโดยพ่อขุนบางกลางหาวเป็นเจ้าเมืองบางยาง และพ่อขุนผาเมืองเป็นเจ้าเมืองราด ได้รวมกำลังกันเข้ายึดอำนาจขอมได้สำเร็จ โดยโขลญลำพงผู้กล้าหาญของขอมได้ต่อสู้จนเสียเมืองสุโขทัยและตายในที่รบ พ่อขุนผาเมืองยกทัพเข้าเมืองได้ก่อนแล้วมอบเมืองให้พ่อขุนบางกลางหาว แต่พ่อขุนบางกลางหาวไม่ยอมเข้าไปในเมือง แสดงว่าแม้ว่าร่วมใจกันกู้เอกราชก็จริงแต่เมื่อรบชนะแล้วยังไม่ไว้ใจกันเท่าไรนัก ต้องรอให้พ่อขุนผาเมืองยกทัพออกมานอกเมืองจนหมดสิ้นเสียก่อน พ่อขุนบางกลางหาวจึงยอมเข้าเมือง และได้รับ การแต่งตั้ง โดยสหายได้มอบตำแหน่ง” กมรเต็งอันผาเมือง “ เป็นตำแหน่งที่ขอมตั้งให้พร้อมมอบพระขรรค์ไชยศรี จากนั้นพ่อขุนผาเมืองก็ไปครองเมืองศรีสัชนาลัย ส่วนพ่อขุนบางกลางหาวก็ครองเมืองสุโขทัย อาณาจักรใหม่แห่งนี้จึงได้ชื่อว่าอาณาจักรศรีสัชนาลัย-สุโขทัย

จากการกู้อิสระภาพจากขอมจนได้ชัยชนะอย่างเด็ดขาดในราวพ.ศ.๑๘๐๐ในครั้งนี้ เป็นที่ชื่นชมยินดีแก่ชาวไทยโดยทั่วไป จนบางเมืองก็พยายามกอบกู้เอกราชขึ้นบ้าง แต่บางเมืองก็ไม่พอใจด้วยเกรงว่าเมืองที่มีเอกราชแล้วจะแผ่อำนาจไปรุกรานตนดังนั้นพ่อขุนสามชนเจ้าเมืองฉอดซึ่งมีความระแวงต่อสุโขทัยว่าจะไปรุกรานตน จึงได้ยกทัพมาประชิดสุโขทัยจนทำให้เกิดสงครามยุทธหัตถีขึ้นที่จังหวัดตาก กองทัพของศรีสัชนาลัย-สุโขทัยชนะ ในการสงครามครั้งนี้ทำให้เกิดวีรบุรุษขึ้น คือพ่อขุนรามคำแหง หลังจากนั้นไม่นานพ่อขุนเม็งรายซึ่งครองเมืองเชียงแสนก็เอาใจออกห่างจากขอมด้วย โดยได้มาสร้างเมืองเชียงใหม่ขึ้นอีกเมืองหนึ่ง โดยได้เชิญพ่อขุนรามคำแหงและพ่อขุนผาเมืองมาร่วมกันวางผังเมืองโดยขอมทำอะไรไม่ได้เลย ส่วนอาณาจักรไทยทางตอนใต้ก็เริ่มสร้างเมืองขึ้นมาใหม่ โดยพระเจ้าอู่ทองได้แยกเมืองจากที่แห่งเดิมมาสร้างกรุงเทพทวาราวดีศรีอยุธยาเมื่อปี พ.ศ. ๑๘๙๓ ทำให้ขอมอ่อนอำนาจลงทุกทีจนทำให้เกิดสงครามใหญ่ระหว่างไทยกับขอมเมื่อปี พ.ศ.๑๙๑๖ โดยขุนหลวงพะงั่วแห่งอาณาจักรทวาราวดีศรีอยุธยาเป็นผู้พิชิตจนขอมยอมขึ้นติ่อไทย แต่ต่อมาไม่นานนักขอมก็กู้อิสระภาพได้อีก เจ้าสามพระยากษัตริย์องค์ต่อมาก็ยกทัพไปปราบขอมอีกในปี พ.ศ.๑๙๗๔ ชนิดทำลายขอมจนสิ้นชาติ ได้กวาดต้อนชนชาติขอมออกจากกัมพูชาจนหมดสิ้น และได้มอบหมายให้คนไทยที่เคยรับราชการอยู่กับขอมให้ทำการปกครองแทน ส่วนทรัพย์สมบัติต่างๆของขอมได้ขนมาไว้ที่กรุงเทพทวาราวดีศรีอยุธยาจนหมดสิ้น สงครามครั้งนี้ทำให้ขอมสูญชาติพันธุ์ต่างหนีกระจัดกระจายเอาตัวรอดไม่สามารถรวมตัวกันเพื่อทำการกู้ชาติได้อีกเลย แม้ในปัจจุบัน พ.ศ.๒๕๔๖ ทีนครศรีธรรมราชยังสามารถสืบหาลูกหลานเผ่าพันธุ์ขอมที่หนีรอดตายมาได้ในครั้งนั้นได้อีกด้วย





ภูมิหลังของนครศรีธรรมราช

อาจารย์ประทุม ชุ่มเพ็งพันธ์ ได้เสนอความเห็นเกี่ยวกับเมีองนครศรีธรรมราช หรือเมืองตามพรลิงค์ในอดีตไว้ว่า นับถึงปัจจุบันยังมีเรื่องราวที่สับสนและไม่กระจ่างอยู่เป็นอันมาก ทั้งนี้อาจจะเป็นด้วยเหตุผล ๒ ประการคือ

๑. ข้อมูลอันเป็นหลักฐานที่สำคัญมีน้อย และนักวิชาการทางโบราณคดีที่สนใจที่จะค้นคว้าเกี่ยวกับเรื่องทางภาคใต้มีน้อยมาก

๒. นักวิชาการและนักโบราณคดีเองในหมู่นักวิชาการระดับชาติ ก็ยังเกิดความเข้าใจในบางเรื่องบางประการ ที่พากันคิดไปว่า เรื่องไดถ้าไม่ใช่เรื่องของสุโขทัย ศรีอยุธยา กรุงธนบุรี และกรุงเทพฯแล้ว ถือเป็นเรื่องของประวัติศาสตร์ท้องถิ่นหมด (ไม่ใช่ประวัติศาสตร์ของชาติไทย) ซึ่งเป็นเรื่องที่แบ่งแยกที่ง่ายเกินไปอาจารย์ประทุม ชุ่มเพ็งพันธ์ ยังได้เสนอความเห็นเกี่ยวกับเมืองนครศรีธรรมราช หรืออดีตคือตามพรลิงค์ไว้ดังนี้

ที่ตั้งเมืองตามพรลิงค์

๑. เมืองหลวง เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการชาวไทยและชาวต่างประเทศว่า เมืองหลวงของอาณาจักรตามพรลิงค์ ตั้งอยู่ในบริเวณอันเป็นที่ตั้งของจังหวัดนครศรีธรรมราชปัจจุบันนี้ ตั้งอยู่ที่ เส้นลองติจูดที่ ๙๙ องศา ๕๘ ลิปดา ๑๗.๕ ฟิลิปดาตะวันออกและเส้นละติจูดที่ ๘ องศา ๒๕ ลิปดา ๑๒.๕ ฟิลิปดา เหนือ ตัวเมืองตั้งอยู่บนหาดทรายชายทะเลซึ่งเรียกว่าหาดทรายแก้ว และหาดทรายแก้วแห่งนี้มีลักษณะเป็นสันดอนทรายที่เกิดขึ้นทางฝั่งทะเลด้านอ่าวไทย เป็นแนวยาวขนานกันไปกับทะเลคล้ายเป็นกำแพงธรรมชาติ ซึ่งมีความยาวเท่าที่ปรากฏในปัจจุบันประมาณกว่า ๑๐๐ กิโลเมตรโดยเริ่มจากอำเภอสิชล ไล่มาทางอำเภอท่าศาลา อำเภอเมือง อำเภอเชียรใหญ่ และสันทรายนี้จะไปสิ้นสุดที่เกือบจะถึงคลองการะเกด ในเขตอำเภอเชียรใหญ่ บางตอนมีสันทรายแยกกันถึง ๒-๓ แนว มีลักณะคล้ายลูกคลื่นสันทราย เฉพาะบริเวณตำบลท่าเรือและสันทรายแนวหลังค่ายวชิราวุธ สันทรายมีขนาดใหญ่พอๆกันกับสันทรายอันเป็นที่ตั้งของเมืองนครศรีธรรมราชในปัจจุบัน

ที่ตั้งของตัวเมืองหลวงของอาณาจักรตามพรลิงค์ มีการโยกย้ายหลายครั้ง จากหลักฐานทางโบราณคดีแสดงให้เห็นลักษณะการตั้งเมืองดังนี้

๑.๑ เมืองบ้านท่าเรือ เป็นที่ตั้งเมืองในยุคแรก(ไม่นับในสมัยที่บ้านเมืองเดิมตั้งอยู่ที่สูงในเขตอำเภอลานสกา) เมืองบ้านท่าเรือตั้งอยู่ในทำเลที่เหมาะต่อการติดต่อค้าขายทางทะเล มีลำน้ำออกสู่ทะเลได้สะดวก เรือเดินทะเลขนาดเล็กสามารถเดินเข้ามาถึงตัวเมืองบ้านท่าเรือได้โดยสะดวก

๑.๒ เมืองพระเวียง เป็นเมืองหลวงยุคที่ ๒ มีขนาดใหญ่กว่าเมืองในยุคแรก ลักษณะของเมืองมีกำแพงใหญ่แข็งแรงล้อมรอบ มีที่ทำการเพาะปลูกมากกว่าเมืองในยุคแรกที่สำคัญคือ อยู่ในชัยภูมิที่สามารถป้องกันเมืองจากศัตรู หรือโจรสลัดทางทะเลได้ดีกว่าเมืองในยุคแรก โบราณวัตถุที่พบในเมืองพระเวียง มีอายุอยู่ในสมัยของอาณาจักรศรีวิชัยตอนกลางหรือตอนปลาย และมีโบราณวัตถุถัดต่อมาในสมัยอยุธยาตอนต้นด้วย

๑.๓ เมืองนครศรีธรรมราช เป็นที่ตั้งเมืองยุคที่ ๓ คือบริเวณศาลากลางจังหวัดในปัจจุบันนี้ เป็นเมืองที่มีขนาดใหญ่ที่สุดมากกว่าเมืองในยุคแรกๆ คงสร้างขึ้นในสมัยสุโขทัย หรืออยุธยาตอนต้นๆ เหตุที่ย้ายจากเมืองพระเวียงเพราะถูกพวกมลายูรุกรานเข้ามาทำลายเมือง อีกประการหนึ่งข้าศึกทางทะเลมารุกรานอยู่เสมอ และเส้นทางที่ออกทะเลของเมืองใหม่นี้ก็สะดวก โดยใช้คลองท่าซัก และยังสามารถติดต่อกับชุมชนที่ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของเมือง ซึ่งสะดวกต่อการปกครอง เช่นเมืองสิชล เมืองเทพราช โบราณวัตถุที่ขุดพบในเมืองนครยุคนี้มีอายุตั้งแต่สมัยสุโขทัยจนถึงสมัยอยุธยาชุมชนโบราณที่สำคัญมีอยู่หลายแห่ง เช่นชุมชนวัดเจดีย์หลวง วัดใน ในอำเภอขนอม และมีชุมชนวัดนาขอม วัดเบิก วัดท่าควาย วัดใหม่ ในเขตอำเภอสิชล โดยเฉพาะในอำเภอสิชลมีทรากเทวาลัยอยู่บนภูเขาในบ้านเขาคา นับเป็นเทวาลัยแห่งเดียวที่พบในจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งอยู่ตลอดสันเขา บริเวณแห่งนี้นับเป็นชุมชนใหญ่และสำคัญในอดีต คงจะก่อสร้างในยุคแรกๆ หรืออาจะก่อนตั้งเมืองท่าเรือก็ได้ นอกจากนั้นยังมีชุมชนวัดนางตรา วัดโมคลานในท้องที่อำเภอท่าศาลาอีกด้วย

๒. เมืองรอง เมืองรองหรือเมืองลูกหลวงของตามพรลิงค์มี ๒ เมืองคือ

๒.๑. เมืองไชยา ในยุคต้นๆจากจดหมายเหตุของจีนพบว่า เมืองไชยากับตามพรลิงค์เป็นอิสระแก่กัน มีฐานะเป็นเมืองพี่เมืองน้อง ต่อมาในยุดหลังจากหลักฐานในศิลาจารึกพบว่า เมืองไชยาขึ้นกับตามพรลิงค์ในฐานะเมืองอุปราช เป็นหัวเมืองชั้นนอกในยุคกลางในสมัยที่อาณาจักรตามพรลิงค์อยู่ในอำนาจของอาณาจักรทะเลใต้ เมืองไชยาก็อาจจะเป็นศูนย์กลางอำนวยการในการปกครองของราชวงศ์ไศเลนทรก็เป็นได้ แต่อาณาจักรตามพรลิงค์ยังคงอยู่และพร้อมที่จะตั้งตนเป็นอิสระหลักฐานทางโบราณคดีแสดงให้เห็นว่า เมืองไชยาและตามพรลิงค์มีวัฒนธรรมอย่างเดียวกันมาแต่โบราณ ศิลปวัตถุโบราณบางอย่างที่ขุดพบในเมืองนครศรีธรรมราช มีอายุเก่าแก่กว่าที่ขุดพบในเมืองไชยา เช่น เทวรูปรุ่นเก่าอิทธิพลศิลปปัลลวะ มีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๐–๑๑ เป็นต้น

๒.๒ เมืองสทิงพระ ชุมชนโบราณที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งในภาคใต้แถบฝั่งทะเลตะวันออก คือบริเวณโดยรอบทะเลสาปสงขลา ซึ่งทุกวันนี้ได้แก่ท้องที่ของจังหวัดพัทลุง(วัดตะเขียนบางแก้วเป็นชุมชนสำคัญ) กับอำเภอระโนต(วัดเจดีย์งาม วัดสทิงพระเป็นชุมชนสำคัญ) เดิมบริเวณนี้ทั้งหมดรวมเป็นเมืองเดียวกัน เมืองสทิงพระเดิมคือเมืองพัทลุงโบราณนั่นเองและตรงกับชื่อในจดหมายเหตุของจีน เรียกว่า Jih-Lo-Ting จึงนับว่าชุมชนแห่งนี้ได้ขยายตัวกลายเป็นเมืองสำคัญในที่สุด

๓. เมืองบริวาร ในบรรดาเมืองบริวารของนครศรีธรรมราช ซึ่งได้แก่เมือง ๑๒ นักษัตรตามที่ปรากฏในตำนานเมืองนครศรีธรรมราช เมืองทางด้านทิศเหนือได้แก่ เมืองกระ ชุมพร บางตะพาน เวียงสระ เมืองทางด้านทิศตะวันตกได้แก่ เมืองตะกั่วป่า เมืองถลาง ตรัง คลองท่อม เมืองทางด้านทิศใต้ได้แก่ ปะเหลียน สายบุรี สงขลา และยังมีเมืองบางเมือง ที่ไม่ทราบว่าเป็นเมืองอะไรในปัจจุบัน คือเมืองบันไทยสมอ เมืองญีหน

๔. เมืองขึ้น เมืองขึ้นของนครศรีธรรมราช ในอดีต ได้แก่หัวเมืองมลายู คือเมืองไทรบุรี กลันตัน ตรังกานู ปลิศ ปัตตานี เป็นต้น ซึ่งหัวเมืองเหล่านี้ต้องส่งต้นไม้เงินต้นไม้ทองมาให้ เมืองนครศรีธรรมราชทุกปี นอกจากเมืองขึ้นดังกล่าวแล้วตามตำนานเมืองนครศรีธรรมราชกล่าวไว้ว่านครศรีธรรมราชยังได้แผ่อาณาเขตไปคลุมแหลมมลายูไว้เกือบทั้งหมด

. ชื่อเมืองนครศรีธรรมราชในอดีต ชื่อเมืองนครศรีธรรมราชในอดีตมีหลายชื่อดังนี้

๑. เมืองตามพรลิงค์ ชื่อนี้เป็นชื่อที่รู้จักกันเป็นอย่างดีในหมู่ชนต่างชาติในอดีต ไม่ว่าจะเป็นจีน อินเดีย และหมู่เกาะทะเลใต้ ซึ่งแล่นเรือมาทำการค้าขายกับตามพรลิงค์อยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะชาวอินเดีย ซึ่งเมื่อผ่านมาทางตามพรลิงค์แล้วจะเลยไปจีน ญี่ปุ่น เส้นทางนี้เรียกว่าเส้นทางเครื่องเทศมีหลักฐานในคัมภีร์มหานิเทศชื่อ “ ติสสเมตเตยยสูตร “ ได้เรียกเมืองตามพรลิงค์ว่า “ ตมพลิงคม “ เข้าใจว่าเป็นชื่อที่ชาวอินเดียใช้เรียกเมื่อประมาณราว พ.ศ. ๑๔๐๐–๑๕๐๐ มาแล้วเป็นผู้ตั้งตามความเชื่อถือของตนตามหลักในศาสนาพราหมณ์ ซึ่งชื่อนี้แปลว่า ลิงค์ทองแดง ชนชาวอินเดียพวกนี้คงอยู่ทางตอนใต้ในแคว้นกลิงคราษฎร์ อพยพมาขึ้นบกที่เมืองตะกั่วป่าไปตามแม่น้ำคีรีรัฐ ขึ้นไปตั้งเมืองตรงอ่าวไทยเรียกว่า เมืองครหิ(ไชยา) จนเป็นปึกแผ่น และอีกพวกหนี่งย้อนลงมาทางใต้แยกไปตามลำน้ำหลวง(แม่น้ำตาปี) ไปตั้งเมืองที่หาดทรายแก้วและเรียกเมืองนี้ว่า ตามพรลิงค์ตามพรลิงค์ เป็นชื่อในภาษาสันสกฤตที่ใช้อยู่ในอินเดียโบราณ นอกจากนี้คำตามพรลิงค์ยังปรากฏอยู่ในศิลาจารึกกาลาสันในราว พ.ศ. ๑๓๓๒ ศิลาจารึกได้กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า “….. อาณาจักร ศรีวิชัยมีประเทศราชตั้งอยู่บนฝั่งของแหลมมลายูหลายประเทศ คือปาหัง ตรังกานู กลันตัน ครหิ ตามพรลิงค์ ลังกาสุกะ เกดะ กราตักโกละ ปับผาละ…..” ซึ่งแสดงว่าชื่อตามพรลิงค์นี่เป็นที่รู้จักกันมานานแล้ว ในเอกสารของลังกาเรียกอาณาจักรนี้ว่า “ตามลิงคัม” ส่วนฉบับแปลครั้งแรกเมื่อพุทธศตวรรษที่ ๒๐ ในรัชสมัยของพระเจ้าปรากรมพาหุที่ ๒ เรียกว่า ตามลิงโคม ท่านศาสตราจารย์เอสปรณริตานะผู้แต่งหนังสือลังกาอธิบายคำว่า “ตามพรรัฐ”น่าจะเป็นคำย่อของคำว่า “ตามพรลิงครัฐ” ท่านศาสตราจารย์ยอร์ชเซเดส์ลงความเห็นว่า เมืองหลวงของอาณาจักรตามพรลิงค์อยู่ที่นครศรีธรรมราช โดยอ้างศิลาจารึกวัดหัวเวียง อำเภอไชยามีความ ตอนหนึ่งวา”….พระเจ้าผู้ปกครองเมืองตามพรลิงค์เป็นหัวหน้าของราชวงศ์……ทรงพระนามศรีธรรมราช…”

เมืองตามพรลิงค์ตามที่ปรากฏในเอกสารของจีน

เนื่องจากเมืองตามพรลิงค์เป็นเมืองท่าค้าขายที่สำคัญซึ่งพ่อค้าจีนผ่านไปมาอยู่เสมอ จึงเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่พ่อค้าทั้งหลาย แต่ทว่าได้มีชื่อเพี้ยนไปหลายชื่ออาทิ ในหนังสือ Chu-Fan-Chin เรียกเมืองนี้ว่า Teng-Liv-Mei ในงานของเจาจูกัว ใน พ.ศ. ๑๗๖๘เรียกว่า Tan-Ma-Ling หรือ Wang-Ta-Yuan ก็เรียกเหมือนกัน ในคราวที่เมืองตามพรลิงค์ส่งฑูตไปเมืองจีนเมื่อ พ.ศ. ๑๕๔๔ เรียกว่า Tan-Mei-Liv ส่วนงานของ ม้าตอนหลิน เรียกว่าChou-Mei-Liv ซึ่งชื่อทั้งหมดนี้ ศาสตราจารย์วอลเตอร์ผู้เชี่ยวชาญในภาษาจีนได้ให้ความเห็นว่าชื่อที่ถูกต้องคือ Tan-Liv-Mei และเป็นชื่อเดียวกันกับ Tan-Ma-Ling ซึ่งศาสตราจารย์ยอร์ชเซเดส์ ลงความเห็นตรงกับคำว่า ตามพรลิงค์นั่นเอง ในหนังสือ Sung-Shin กล่าวว่าอาณาจักรตามพรลิงค์ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของกัมพูชา โดยมีเมืองละโว้(Lo-Hu) และเมืองกวางตุ้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ และมีเมืองจันทรบูรณ์อยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ตามบันทึกของ”เจาจูกัว” กล่าวว่าเมืองตามพรลิงค์เป็นประเทศเพื่อนบ้านของกัมพูชา เป็นเมืองท่าที่มีผลิตผลทีสำคัญที่สุด และมีผู้ปกครองของตนเอง

อย่างไรก็ตามเมืองตามพรลิงค์ตั้งตรงศูนย์กลางภูมิภาคที่ภายหลังเรียกกันว่า ลิกอร์มีเมืองหลวงตั้งอยู่บนฝั่งทะเลด้านตะวันออกระหว่างเมืองไชยาทางด้านทิศเหนือกับเมืองกับปัตตานีทางทิศใต้ ตามคัมภีร์มหานิเทศเรียกว่า ตามพลิงคัม ซึ่งแสดงให้เห็นว่าอาณาจักรแห่งนี้มีอยู่เป็นที่เรียบร้อยแล้วตั้งแต่ศตวรรษที่ ๘ ก่อนที่อาณาจักรทะเลใต้จะแผ่อำนาจมาครอบครองแหลมมลายูและแหลมมลายูตอนบน(อาณาจักรตามพรลิงค์)ตกอยู่ในอิทธิพลของอาณาจักรฟูนัน แห่งลุ่มน้ำโขงอยู่ก่อนแล้ว ขณะเดียวกันภายหลังที่อิทธิพลฟูนันเสื่อมลง อิทธิพลของอาณาจักรทวาราวดีแห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยาก็แผ่อิทธิพลลงมาด้วย

ตามบันทึกของจีนในหนังสือชื่อ Sung-Hiv-Ya-Kao กล่าวว่า ในปี พ.ศ.๑๕๑๔ เมืองตามพรลิงค์พร้อมด้วยเมืองศูนย์กลางทางการค้าที่สำคัญอื่นๆในเอเซียตะวันออเฉียงใต้ได้ติดต่อค้าขายกับจีน เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในทันทีภายหลังที่ราชวงศ์ซ้อง ได้ครอบครองเมืองท่ากวางตุ้ง และได้ควบคุมทางการค้าตามเมืองท่าโพ้นทะเลให้เข้าสู่สภาพเช่นเดิม รายการสินค้าที่รัฐต่างๆในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ได้นำไปค้าขายกับจีนที่สำคัญคือ งาช้าง ไม้ฝาง เป็นต้นในจดหมายเหตุของจีนได้กล่าวถึงเรื่องของอาณาจักรตามพรลิงค์ไว้ไม่มากนัก และบางแห่งได้ให้รายละเอียดแตกต่างกันไปบ้าง ตามบันทึกในหนังสือ Sung-Shin ได้กล่าวไว้ว่า ตามพรลิงค์เป็นเมืองที่มีผู้ปกครองเรียกว่า “เสียงกุง” ( Hsing-Kung )โดยรอบเมืองเต็มไปด้วยป่าไม้ตัวเมืองมีกำแพงเสาพะเนียดโดยรอบหนาประมาณ ๖-๗ ฟุต สูงกว่า ๒๐ ฟุต ใช้ในการรบพุ่งได้ ประชาชนชาวเมืองขี่ควาย เกล้าผมทำหมวดเป็นจุกไว้ข้างหลัง แต่งกายด้วยผ้าโสร่งฝ้ายสีดำ ใส่เสื้อสีขาว เวลาแต่งงานแต่งกายด้วยผ้าซาดิน ผ้าทอยกดอก บ้านของเจ้านายข้าราชการสร้างด้วยไม้ ในขณะที่บ้านของสามัญชนพื้นเมืองสร้างด้วยไม้ไผ่กั้นฝาด้วยไม้ไผ่เช่นกัน คนชาวพื้นเมืองต้มน้ำทะเลเพื่อเอาเกลือมาใช้ นับถือผีบรรพบุรุษ ผลผลิตพื้นเมืองมีหลายอย่าง เช่นขี้ผึ้ง ไม้ฝาง ไม้จันทน์ งาช้าง เขาสัตว์ หนังสัตว์เป็นต้น สินค้าที่ชาวต่างประเทศส่งมาขายในเมืองมีหลายอย่าง เช่น ร่ม ใหม เหล้า ข้าว เกลือ น้ำตาลภาชนะดินเผาต่างๆ ภาชนะเครื่องเคลือบ เครื่องลายคราม เครื่องถ้วยชาม รวมทั้งภาชนเงินและทองนำเข้ามาขายตามหลักฐานที่บันทึกไว้ในหนังสือ Sung-Shin ได้ระบุว่าเจ้าเมืองตามพรลิงค์ได้ส่งคณะฑูตไปเจริญทางพระราชไมตรีกับจีนพร้อมเครื่องราชบรรณาการ ซึ่งประกอบด้วย ไม้ฝางถึง ๑๐,๐๐๐ ชั่ง เมื่อปี พ.ศ.๑๕๔๔ ซึ่งนับว่าเป็นจำนวนที่สูงมาก เมื่อเทียบกับปี พ.ศ. ๑๕๓๕ ซึ่งคณะฑูตได้นำไม้ฝางไปเป็นเครื่องบรรณาการเพียง ๔,๔๒๓ ชั่ง คณะฑูตามพรลิงค์ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีจากจีน และในปีเดียวกันนี้ทางกัมพูชาโดยพระเจ้าสุริยวรมันที่๑ได้ส่งราชฑูตไปเชื่อมสัมพันธไมตรีกับพระเจ้ากรุงจีนด้วย ทั้ง ๒ เมืองได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดี โดยเฉพาะทางตามพรลิงค์ได้รับพระราชสาส์นจากจีนมาถวายเจ้าผู้ครองนครตามตามพรลิงค์ด้วย (ฑูตของขอมและตามพรลิงค์คงไม่ไปพร้อมกัน)

อะไรเป็นเหตุให้อาณาจักรตามพรลิงค์ ส่งคณะฑูตไปเจริญทางพระราชไมตรีกับจีนในปี พ.ศ. ๑๕๔๔ ท่านศาสตราจารย์ยอร์ชเซเดส์ ได้ให้ความเห็นว่าเวลานั้นกำลังเกิดวิกฤติทางการเมือง คือตามพรลิงค์กำลังขยายอำนาจ และขณะนั้น(พ.ศ.๑๕๔๔)พระเจ้าอุทัยทิตย์วรมันที่ ๑ได้ครองกำพูชาอยู่และพระเจ้าสุริยวรมันที่๑กำลังต้องการความเป็นใหญ่ซึ่งในที่สุดพระเจ้าสุริยวรมันที่๑ก็สามารถแย่งราชสมบัติได้สมประสงค์และได้สถาปนาพระองค์เองขึ้นเป็นกษัตริย์ครองกัมพูชาได้สำเร็จในปีถัดไป ดังนั้นอาจจะวิเคราะห์ได้ว่า พระองค์กำลังต้องการความเป็นใหญ่ ซึ่งในที่สุดก็สามารถแย่งราชสมบัติได้ และได้สถาปนาพระองค์ขึ้นเป็นกษัตริย์ครองกัมพูชาได้สำเร็จในปีถัดไป คณะฑูตจากตามพรลิงค์และฑูตจากพระเจ้าสุริยวรมันที๑จากกัมพูชา ส่งฑูตไปเจริญพระราชไมตรีกับจีนนั้น มีวัตถุประสงค์ดังนี้

๑. เป็นความพยายามที่หวังจะได้รับความพึงพอใจและได้รับการสนับสนุนจากจีน เพื่อพระองค์ครองกัมพูชาได้สมประสงค์และครองได้นานๆ และก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ช่วยอธิบายว่า ทำไมรัฐต่างๆในแถบเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ จึงต้องส่งฑูตไปบรรณาการกับจีน

๒. อีกความเห็นหนึ่งจาก Dr.Bosch ได้กล่าวว่า ในช่วงที่พระเจ้าสุริยวรมันที่๑ กำลังขับไล่พระเจ้าอุทัยทิตย์ที่๑ ในพ.ศ.๑๕๔๔นั้นมีเรื่องทางชวาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยคือก่อนหน้านั้น พวกชวาได้ยกทัพมาตีกัมพูชา พระเจ้าสุริยวรมันที่๑จึงเห็นสมควรส่งฑูตไปจีนเป็นการล่วงหน้า ด้วยเกรงว่าชวากำลังมีอำนาจเหนือศรีวิชัยมากขึ้นทุกที จะทำการขัดขวางในการขึ้นครองราชย์ของพระองค์ในกัมพูชา เพราะฉะนั้นพระองค์จึงต้องการมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับตามพรลิงค์และศรีวิชัย โดยทั้ง ๓ อาณาจักรตกลงร่วมมือกันในการค้าทางทะเล ซึ่งกองทัพเรือของตามพรลิงค์จะมีบทบาทมากขึ้น จากศิลาจารึกที่ตันซอร์ได้กล่าวถึงตามพรลิงค์ว่า กองทัพเรือของตามพรลิงค์มีความเข้มแข็งและสามารถในการสงครามเป็นอย่างยิ่ง ฉะนั้นพวกโจฬะจึงถือว่า ศรีวิชัย ตามพรลิงค์ และกัมพูชาเป็นพวกเดียวกัน สัมพันธมิตรของโจฬะคงมีแต่ชวาตะวันออกเท่านั้น

๓. เมื่อเป็นเช่นนี้การส่งฑูตไปเมืองจีนของทั้งตามพรลิงค์และกัมพูชา ในปี พ.ศ.๑๕๔๔ ก็เพื่อจะไม่ต้องไม่กังวลว่าจะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นในระยะเวลาต่อมา และอาจจะพิจารณาได้ว่าเหตุการณ์ในช่วงปี พ.ศ.๑๕๕๙ ตามพรลิงค์ยังคงเป็นเอกราชอยู่(ภายใต้อิทธิพลของกัมพูชา) และอาจได้รับสิทธิพิเศษจากกัมพูชาให้ปกครองตนเองเทียบเท่ากษัตริย์ ต่อมาในปี พ.ศ.๑๕๖๘ อาณาจักรโจฬะโดยพระเจ้าราเชนทร์ที่๑ ได้ยกทัพมาตีตามพรลิงค์จนแตก ในขณะที่กัมพูชายังคุ้มครองตามพรลิงค์อยู่ ซึ่งสงครามในครั้งนี้พวกโจฬะต้องการทำลายศรีวิชัย แต่ทำไมต้องมาโจมตีตามพรลิงค์ด้วย เหตุผลนี่โจฬะต้องการทำลายเมืองท่าของคู่แข่งขันทางเศรษฐกิจทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นใคร เพื่อทำลายอิทธิพลของศรีวิชัยลงให้ได้ อีกประการหนีงตามพรลิงค์ก็เคยตกอยู่ในอิทธิพลของศรีวิชัยมาก่อน และอิทธิพลของศรีวิชัยก็ใช่ว่าจะหมดสิ้นไปเลยเสียทีเดียว ดังนั้นการโจมตีของโจฬะจึงไม่ผิดเป้าหมายไปมากนัก และการยึดครองตามพรลิงค์ของโจฬะ ก็เป็นเพียงชั่วคราวเท่านั้น คือเมื่อตีแล้วก็ทิ้งจากไปเพราะไม่สามารถตั้งกองกำลังไว้ป้องกันตลอดไปได้ ดังนั้นตามพรลิงค์จึงกลับมีเอกราชดังเดิมได้อีก และตามปรากฏในหลักศิลาจารึกที่วัดเวียงหลักที่ ๒๔ พ.ศ. ๑๗๗๓ ได้แสดงให้เห็นว่า อาณาจักรตามพรลิงค์ได้เป็นเอกราชโดยสมบูรณ์ และก่อนหน้านี้เพียงเล็กน้อย ยังมีศิลาจารึกอีกหลักหนึ่งคือหลักที่ ๒๕ ที่ฐานพระพุทธรูปนาคปรก( พระพุทธรูปแห่งครหิ) ที่ แสดงให้เห็นว่า ตามพรลิงค์ก่อนหน้านี้อยู่ภายใต้อิทธิพลของอาณาจักรทะเลใต้ หรือภายใต้อำนาจของขอมอีกในระหว่าง พ.ศ.๑๗๒๖–๑๗๖๘ เกี่ยวกับเอกราชของตามพรลิงค์นี้ Briggs and Dupont กล่าวว่าอาณาจักร์ตามพรลิงค์เป็นอิสระจากการควบคุมของอาณาจักรทะเลใต้ ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๗ และยังมีบางท่านได้ให้ความเห็นว่า ชัยชนะของพระเจ้าสุชิต(จะกล่าวในโอกาสต่อไป)ที่ยกไปทำศึก ๓ เส้าและสามารถยึดเมืองละโว้ไว้ได้นั้น แสดงว่าตามพรลิงค์ได้เอกราชแล้วครึ่งหนึ่ง ก่อนที่จะเป็นเอกราชโดยสมบูรณ์ในเวลาต่อมา

อาณาจักรตามพรลิงค์ยุคสุดท้าย

นับตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๗ เป็นต้นมาหลักฐานต่างๆเกี่ยวกับตามพรลิงค์มีน้อยมาก เนื่องจากตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของกัมพูชา แต่ยังคงเป็นรัฐที่ทำการค้าขายเป็นสำคัญ เมื่อพวกโจฬะโจมตีแล้วจากไป ไม่ปรากฏว่าได้มีการส่งฑูตไปเมืองจีนอีกแต่อย่างใดจนกระทั่งถึง พ.ศ.๑๖๑๓ ในระหว่าง พ.ศ ๑๕๙๓ เป็นช่วงปีที่พระเจ้าสุริยวรมันที่ ๑ สวรรคตและในปี พ.ศ.๑๖๐๙ อันเป็นปีที่โอรสของพระเจ้าอุทัยทิตย์วรมันที่ ๒ สวรรคต อาณาจักรกัมพูชาก็เกิดกบฎไม่มีความสงบ และก่อนหน้านี้ในพ.ศ.๑๖๐๘ ก็มีผู้แข็งเมืองก่อกบฏขึ้นทางตะวันตกเฉียงเหนือและทางทิศตะวันออกของอาณาจักรกัมพูชา อุปราชเมืองตามพรลิงค์ได้ตระหนักว่าถึงเวลาแล้วที่ควรจะตัดความสัมพันธ์กัมพูชาเสียทีความจริงข้อนี้เกี่ยวเนื่องกันว่า ทำไมใน พ.ศ.๑๖๑๓ จึงมีการส่งฑูตไปเมืองจีนก็เป็นได้ แต่ตามความเห็นของนักวิชาการส่วนมากเชื่อว่าอาณาจักรตามพรลิงค์กลับไปอยู่ภายใต้อำนาจของพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ พ.ศ.๑๖๕๖–๑๖๙๓ แห่งกรุงกัมพูชาอีกครั้งหนึ่งนับจนถึงปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๘ บทบาททางการเมืองระหว่างจีนกับรัฐต่างๆในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้เริ่มเปลี่ยไป จดหมายเหตุจีนแทบไม่ได้กล่าวถึงตามพรลิงค์อีกเลย คณะฑูตที่ไปเยือนจีนยุคสุดท้ายก็ไปจากจัมปา และชวาในปี พ.ศ ๑๗๑๑ เหตุผลการสิ้นสูญการส่งฑูตไปยังเมืองจีนเป็นเรื่องที่น่าศึกษามาก เพราะไม่มีหลักฐานใดที่เหลืออยู่ในเอเซียอาคเณย์พอจะศึกษาได้อีกเลย

ประวัติศาสตร์ของตามพรลิงค์ในยุคสุดท้าย นอกจากจะได้จากเอกสารของจีนแล้ว ก็ได้จากหนังสือมหาวงศ์พงศาวดารลังกา จากศิลาจารึกของปัณฑยะในอินเดียตอนใต้และจากหนังสือชินกาลมาลินีปกรณ์ของไทยฝ่ายเหนือและตำนานอื่นๆ ซึ่งได้กล่าวไว้ในสมัยของพระเจ้าจันทรภาณุในหลักศิลาจารึกที่ ๒๔ซึ่งพบที่ไชยา ว่าพระองค์ทรงยกทัพไปรบลังกาถึง ๒ ครั้ง ถึงกับมีอาณานิคมของตามพรลิงค์เลยทีเดียว และในศิลาจารึกของพวกปัณฑยะแห่งอินเดียฝ่ายใต้เรียกพระนามของพระองค์ว่า “Savakan” ในขณะที่ทางลังกาเรียกพระนามของพระองค์ว่า “Javakas”อวสานของอาณาจักรตามพรลิงค์ไม่ค่อยกระจ่างนักแต่พอสรุปได้ว่า อาณาจักรนี้อยู่ภายใต้อำนาจของอาณาจักรทะเลใต้อย่างหลวมๆ แม้แต่อาณาจักรกัมพูชาก็ไม่ได้ผูกพันธ์แน่นแฟ้นแต่อย่างใด คงมีสภาพเป็นเมืองประเทศราชเท่านั้น ด้วยเหตุนี้จึงง่ายต่อการประกาศเอกราชจากการปกครองในทันทีที่ประเทศที่เคยควบคุมอ่อนแอลงและเป็นเช่นนี้บ่อยๆ อีกประการหนึ่งอาณาจักรตามพรลิงค์มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอาณาจักรไทยทางฝ่ายเหนือในช่วงต่อมาอีกประมาณ ๒๐ ปีหลังจาก พ.ศ.๑๗๗๓ เนื่องจากเป็นอาณาจักรไทยด้วยกัน และประการสุดท้ายอาณาจักรสุโขทัยเรืองอำนาจและแผ่อิทธิพลไปตลอดแหลมมลายู ตามพรลิงค์จึงต้องรับในการปกครองนั้นด้วยและในที่สุดก็รวมตัวเป็นอาณาจักรเดียวกันกับอาณาจักรไทยดังกล่าว จนเป็นปึกแผ่นตั้งแต่นั้นมา .

๒. ตามพรลิงค์เกศวร ชื่อนี้ไม่เป็นที่คุ้นและรู้จักกันดี เข้าใจว่าคงขยายหรือเปลี่ยนรูปไปจากคำว่า”ตามพรลิงค์” ในประวัติศาสตร์ของชาวตะวันตกใช้คำว่า”Tambralinga” ซึ่งถอดไปจากคำว่าตามพรลิงค์อีกชั้นหนึ่ง ตามรูปศัพท์นี้แสดงให้เห็นอิทธิพลของภาษาสันสกฤตที่ชาวอินเดียใช้อยู่ในภูมิภาคนี้ได้เป็นอย่างดี

๓. ตั้งมาหลิ่ง เป็นชื่อที่ปรากฏในจดหมายเหตุของจีน เพี้ยนมาจากคำว่าตามพรลิงค์นั่นเองหลวงจีนหงีจิงหรืออีจิงซึ่งบันทึกเมื่อคราวเดินทางไปสืบพระศาสนาณประเทศอินเดีย ในราว พ.ศ.๑๒๑๔–๑๒๑๕ ครั้งหนึ่ง และในพ.ศ. ๑๒๒๘–๑๒๓๒ อีกครั้งหนึ่ง ในการเดินทางของหลวงจีนหงีจิงในครั้งนั้นได้ผ่านเมืองตั้งมาหลิ่งอันเป็นเมืองซึ่งอยู่ในอาณาจักรศรีวิชัย

๔. ลิกอร์ เป็นชื่อที่ปรากฏในประวัติศาสตร์ฉบับภาษาอังกฤษ โดยเฉพาะฉบับที่เขียนโดย ยอห์น ครอเฟิด โดยเรียกเมืองนี้ว่า “Ligor”ตามเสียงในภาษามลายูเขาได้กล่าวถึงเมืองนครศรีธรรมราชเมืองนี้ว่าลิกอร์ บอกว่าเป็นชื่อเมืองๆหนึ่งแต่ตามภาษาถิ่นเขาเรียกว่า ละคอนมีแม่น้ำสายหนึ่งคือแม่น้ำท่ายาง เป็นแม่น้ำเล็กและตื้นลึกไม่ถึงศอก แม่น้ำนี้ไหลไปสู่เมืองลิกอร์ซึ่งมีป้อมค่ายสร้างด้วยอิฐ และกล่าวว่าประชากรทั้งหมดมีประมาณ ๕,๐๐๐ คนมีชาวไทยอยู่มากที่สุด มีสำเภาจีนมาค้าขายเป็นประจำ ที่เมืองลิกอร์ สินค้าคือฝ้าย และสิ่งต่างๆซึ่งเป็นผลผลิตของชาวมลายูคือ ดีบุก พริกไทยดำ หวาย เป็นต้น

๕. ลีกู คำว่าลีกูคงจะเพี้ยนไปจากคำว่า ลิกอร์ ลีกูเป็นเสียงที่เรียกตามสำเนียงของชาวโปรตุเกส เป็นที่น่าสังเกตว่า เมื่อมาร์โคโปโล นักสำรวจที่มีชื่อเสียงของโลก ได้เดินทางจากประเทศจีนเพื่อกลับยุโรปทางทะเลเมื่อประมาณ พ.ศ.๑๘๒๙ (ค.ศ.๑๒๘๐) มาร์โคโปโลได้เดินทางตามเส้นทางเครื่องเทศ และได้แวะเมืองท่าลีกูด้วย ดังนั้นเมืองลีกูจึงเป็นที่รู้จักของชาวยุโรปมานานพอสมควรแล้ว

๖. ละคร เป็นชื่อที่ชาวนครศรีธรรมราช เรียกชื่อเมืองของตนเองมานานแล้ว ในยุคที่เรียกว่าลิกอร์นั้น แสดงว่ามีการเล่นละครอยู่ก่อนแล้ว ในพงศาวดารไทยฉบับหลวงประเสริฐอัษรนิติมีหลายตอนที่เรียกเมืองนี้ว่าเมืองละคร

๗. คิวคูตอน เป็นชื่อที่ปรากฏในจดหมายเหตุของจีนในราชวงศ์เหลียง ในราวพ.ศ. ๑๐๔๕–๑๐๙๙ แต่ไม่เป็นที่แพร่หลายจึงมีผู้รู้จักชื่อนี้น้อยมาก

๘. ศรีธรรมราช เป็นชื่อที่ปรากฏในหลักศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ด้านที่ ๒ บรรทัดที่๒๘–๓๑ ว่า “….พ่อขุนรามคำแหงกระทำโอยทานแก่มหาเถรสังฆปราชญ์เรียนจบปิฎกไตรหลวกกว่าปู่ครูในเมืองนี้ทุกคนลุกแต่เมืองศรีธรรมราชมา…”

คุณตรี อมาตยกุล สันนิษฐานถึงชื่อที่มาของคำว่า”ศรีธรรมราช” ไว้ว่าชื่อนี้ปรากฏในหลักศิลาจารึกของพ่อขุนรามคำแหงมหาราชเป็นครั้งแรก มีเค้ามูลที่จะเชื่อถือได้ว่าเป็นอิสริยยศที่ถวายแก่กษัตริย์ผู้ครองแห่งนี้ว่า”ศรีธรรมราช” คงถือเป็นประเพณีที่สืบต่อกันมาต่อเนื่องกันหลายองค์ จึงเป็นเหตุให้ได้ขนานนามราชธานีนี้ตามชื่ออิสริยยศของผู้ครองนครแห่งนี้ว่า”นครศรีธรรมราช” ตั้งแต่ครั้งกรุงสุโขทัยเป็นต้นมา

๙. ศิริธัมมนคร เป็นชื่อที่ปรากฏในหนังสือชินกาลมาลินี มีข้อความตอนหนึ่งกล่าวไว้ว่า”ในพ.ศ.๑๗๙๙ มีเจ้าผู้ครองศิริธัมมนครทรงพระนามว่า”ศิริธัมมราช” พร้อมด้วยโรจราชได้ส่งฑูไปถึงเกาะลังกา เพื่อขอรับพระพุทธสิหิงค์ “

๑๐. ธัมมราชปุระ ในประวัติพระพุทธศาสนาในสมัยศรีวิชัยในราว พ.ศ.๓๐๐–๑๙๕๐ ตามพระคัมภีร์ของพระภิกษุชาวลังกา ศาสตราจารย์ ส.ปรนวิตนะ เขียนไว้ว่า จักรวรรดิสุวรรณปุระ ตั้งขึ้นโดยเจ้าชายสุมิตรแห่งเมารยวงศ์ เมื่อพระนางสังฆมิตา(ราชธิดาของพระเจ้าอโศก) นำกิ่งพระศรีมหาโพธิ์มาสู่ลังกา โดยมีเจ้าชายสุมิตรมาด้วย เจ้าชายสุมิตรได้นำกิ่งพระศรีมหาโพธิ์ไปประดิษฐไว้ที่สุวรรณปุระ และเจ้าชายสุมิตรนี้ก็เป็นปฐมกษัตริย์แห่งสุวรรณปุรวงศ์ เรื่องนี้มีปรากฏอยู่ในคัมภีร์ มหาโพธิวงศ์ฉบับของสมาคมบาลี(ภาษาอังกฤษ) และมีในตำนานสุวรรณปุรวงศ์ และคนโบราณเรียกคาบสมุทรมลายูว่า สุวรรณทวีป ซึ่งสุวรรณทวีปนี้ มีศูนย์ปกครองอยู่ ๓ ศูนย์คือ

๑. ศูนย์การปกครองสุวรรณปุระ ศูนย์นี้อยู่ที่ไชยา สุราษฎร์ธานี

๒. ศูนย์การปกครองธัมมราชปุระ ศูนย์นี้อยู่ที่นครศรีธรรมราช

๓. ศูนย์การปกครองปาเล็มปังปุระ ศูนย์นี้อยู่ที่เกาะสุมาตรา

ทั้ง ๓ ศูนย์นี้พระพุทธศาสนารุ่งเรืองมาก มีต้นโพธิ์ปลูกไว้เป็นสัญญลักษณ์ แสดงว่าพระพุทธศาสนาได้เข้ามาสู่นครศรีธรรมราชมานานแล้ว และบางตำนานได้บันทึกว่า พระพุทธศาสนาได้เข้าสู่นครศรีธรรมราช ตั้งแต่สมัยพระพุทธองค์ยังทรงพระชนม์ชีพอยู่โน้นแล้ว

พระมหินเถระซึ่งเป็นราชโอรสของพระเจ้าอโศกมหาราช ได้นำพระพุทธศาสนาไปเผยแพร่ที่เกาะลังกาพร้อมด้วยพระนางสังฆมิตาเถรีได้สอนชาวลังกาไว้ว่า ให้ครอบครัวทุกครอบครัวส่งบุตรหลานออกบวชเป็นญาติกับพระพุทธศาสนา อย่างน้อยครอบครัวละ ๑ คน ดังนั้นคนโบราณที่ไชยาและนครศรีธรรมราช จึงส่งบุตรหลานออกบวชในพระพุทธศาสนาจนเป็นประเพณีที่สืบต่อมาจนทุกวันนี้ และชาวเมืองได้ถวายพระนามกษัตริย์โบราณว่า “พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช” เพราะว่าพระองค์นำราษฎรเข้าสู่วัดอยู่อุโบสถ ( คือถือศีล ๘ชั่วเวลาวันหนึ่งคืนหนึ่ง) ตามแบบอย่างของพระเจ้าอโศกมหาราชแห่งอินเดีย และยังนับเนื่องด้วยว่าพระองค์ยังเป็นผู้สืบสายสุวรรณปุระวงศ์ จากเจ้าชายสุมิตรแห่งเมารยวงศ์อีกด้วย

๑๑. ชื่อเมืองนครศรีธรรมราชนอกเหนือไปจากที่กล่าวมาแล้ว ยังมีอยู่อีกแต่ไม่เป็นที่แพร่หลายและคุ้นหูกันนัก ได้แก่ เมืองพระเวียง เมืองกระหม่อมโคก เมืองนครดอนพระ เมืองปาฎลีบุตร เมืองเซี๊ยะโห้ เมืองโฮลิงหรือโพลิง
















รายนามกษัตริย์แห่งนครศรีธรรมราช

รายนามกษัตริย์แห่งนครศรีธรรมราช ตามที่ปรากฏในหนังสือเล่มนี้ ขอเรียนให้ทราบว่า ได้เสนอตามหลักฐานที่ปราฎในจดหมายเหตุบ้าง จากตำนานบ้าง จากคัมภีร์ปกรณ์ทางพุทธศาสนาบ้าง รวมทั้งจากข้อคิดข้อเขียนของนักประวัติศาสตร์และนักโบรณคดีหลายท่าน และขอเรียนให้ทราบว่าพระนามของกษัตริย์ทั้งหมดนี้ ได้พยายามเรียงให้เป็นไปตามลำดับก่อนหลังแล้ว แต่ไม่รับรองว่าจะถูกต้องทั้งหมดทุกองค์หรือไม่ ทั้งนี้เพราะเสนอตามหลักฐานที่ปรากฎที่ขาดเป็นห้วงๆอย่างไม่ต่อเนื่อง จึงยากที่จะยืนยันว่ากษัตริย์องค์ใดอยู่ในลำดับที่เท่าไร และรายนามของกษัตริย์บางพระองค์ก็ไม่แน่ใจว่าจะมีตัวตนอยู่ในสมัยนั้นจริงหรือไม่และก็ไม่แน่ใจว่าพระนามของกษัตริย์ทั้งหมดที่ปรากฎในหนังสือเล่มนี้ จะถูกต้องตามความเป็นจริงหรือไม่ ขอให้ผู้อ่านโปรดเข้าใจตามนี้ด้วย

อนึ่งกษัตริย์ที่ปกครองนครศรีธรรมราชนั้น ชาวบ้านมักจะไม่ค่อยทราบพระนามจริงของท่านทุกพระองค์ จึงมักเรียกพระนามเหมือนกันทุกพระองค์ว่า “พระยาศรีธรรมาโศกราชบ้างพระเจ้าศรีธรรมาโศกราชบ้าง” ด้วยมีเค้ามูลที่ฟังสืบต่อกันมาว่า พระยาศรีธรรมาโศกราชนั้น ท่านได้นำราษฎรเข้าสู่วัดไปถืออุโบสถ (คือการถือศีล ๘ ในวันพระชั่วระยะเวลาวันหนึ่งกับคืนหนึ่ง) ตามแบบอย่างของพระเจ้าอโศกมหาราชแห่งอินเดีย ชื่อนี้จึงเป็นอิสริยยศที่ชาวเมืองยอมรับและพร้อมใจกันมอบหมายให้เป็นชื่อของกษัตริย์ทุกองค์ที่มาครองนครศรีธรรมราช

เมื่อท่านได้อ่านสุวรรณภูมิในอดีตมาเป็นการปูพื้นฐานก่อนจะถึงจุดนี้ ท่านย่อมทราบดีว่าดินแดนแห่งนี้มีความสัมพันธ์และเกี่ยวข้องกับชาวอินเดียมากเพียงไร ดังนั้นกษัตริย์บางองค์จึงเป็นชาวอินเดียบ้างในช่วงแรก แต่ในลำดับหลังๆเป็นคนไทยเกือบทั้งหมด รายนามของกษัตริย์ทั้งหมดเท่าที่ค้นหาและสืบทราบมาตามหลักฐานที่ปรากฎ พอจะมีดังต่อไปนี้

๑. มหาราชาสมรวิชโยตตุงคะ

มหาราชาองค์นี้เป็นชาวอินเดีย ที่ได้อพยพมาแสวงหาโชคลาภในแดนสุวรรณณภูมิคงจะได้อพยพมาในระยะแรกๆ และได้ตั้งหลักแหล่งทำมาหากินในบรรดาพวกอินเดียด้วยกันน่าจะรวมตัวกับชาวพื้นเมืองเป็นกลุ่มและคงจะเป็นหัวหน้ากลุ่มซึ่งน่าจะมีหลายๆกลุ่มในช่วงเวลานั้น ยังไม่น่าจะเป็นถึงกษัตริย์ คงปกครองให้กลุ่มอยู่ด้วยกันให้มีความสุข ซึ่งถ้าหากมีกลุ่มอื่นๆมารุกรานก็จะช่วยกันป้องกัน แต่ในยุคนั้นส่วนใหญ่ต่างกลุ่มต่างอยู่ไม่รุกรานซึ่งกันและกัน แต่แน่นอนคงจะต้องสั่งสมอิทธิพลไว้ป้องกันตนเองบ้างเมื่อถึงคราวจำเป็น

๒. มหาราชามาณาภรณ์

มหาราชาองค์นี้เป็นโอรสของมหาราชาองค์ก่อน คงยังปกครองเหมือนพ่อในชุมชนเล็กๆยังคงไม่ได้ตั้งตนเป็นกษัตริย์แต่อย่างใด แต่คงจะเริ่มมีอิทธิพลขึ้นมากกว่าในรุ่นพ่อเนื่องด้วยความจำเป็นต้องรักษาความปลอดภัยของคนในกลุ่มของตน และคงไม่ได้ขยายขอบเขตการปกครองไปมากกว่าเดิม และน่าจะได้รับการยอมรับจากชนชาวพื้นเมืองมากขึ้นกว่าเดิด้วยชาวพื้นเมิองก็นับถือศาสนาพุทธอยู่ก่อนแล้ว จึงไม่โหดเหี้ยมและเข้ากันได้ง่าย

๓. มหาราชาสธรรมปรัพตา

มหาราชาองค์นี้ก็เป็นโอรสของมหาราชาองค์ก่อน และมหาราชาองค์นี้น่าจะมีอำนาจและอิทธิพลมากขึ้นกว่าองค์ก่อนๆเพราะได้สั่งสมบารมีและอิทธพลมาตั้งแต่สมัยปู่มาแล้ว และชาวพื้นเมืองก็น่าจะยอมรับมากขึ้นกว่าก่อนๆ ย่อมเป็นที่เกรงใจของชุมชนกลุ่มอื่นๆ ชุมชนที่อยู่เดิมของตนเองคงใหญ่ขึ้นและมีบารมีและอำนาจมากขึ้นอย่างแน่นอน และน่าจะขยายเขตการปกครองไปยังชุมชนอื่นด้วยก็ได้

๔. พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช

พระเจ้าศรีธรรมาโศกราชองค์นี้เป็นโอรสของมหาราชาองค์ก่อน ซึ่งแน่นอนเมื่อได้สั่งสมบารมีมาและอิทธิพลมาเต็มที่แล้วและเชื่อมั่นในอิทธิพลของตนเองจึงได้ตั้งตนเป็นกษัตริย์ โดยใช้พระนามว่า”พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช”เลียนแบบตามพระนามของพระเจ้าอโศกมหาราชแห่งอินเดีย นักประวัติศาสตร์บางท่านกล่าวว่ากษัตริย์องค์นี้เป็นพระเจ้าศีธรรมาโศกราชองค์ที่๑ และกล่าวต่อไปว่าเป็นกษัตริย์ในราชวงศ์ปัทมวงศ์หรือปทุมวงศ์ แต่ไม่ปรากฏหลักฐานว่าครองนครศรีธรรมราชในปีใด พ.ศ.ใด และเมื่อสวรรคตแล้วก็ไม่ทราบว่ามีโอรสปกครองต่อหรือไม่ ประวัติศาสตร์ขาดตอนไปอย่างน่าเสียดาย.

๕. พระยาศรีธรรมโศกราช

พระยาศรีธรรมาโศกราชองค์นี้เป็นชาวอินเดียแต่มิใช่เป็นโอรสของพระยาศรีธรรมาโศกราช องค์ก่อนเป็นชาวอินเดียอพยพเป็นกษัตริย์อง์ค์ใหม่อีกองค์หนึ่ง ซึ่งปรากฏในจดหมายเหตุฉบับหนึ่งซึ่งพระพิชัยเดชะได้มาจากเมืองเวียงสระ จดหมายเหตุฉบับนี้กล่าวว่า พระยาศรีธรรมโศกราชองค์นี้ ได้อพยพมาจากอินเดียในราว พ.ศ.๑๐๐๖ เนื่องจากพวกที่นับถือศาสนาอิสลามรุกราน ได้อพยพมาตั้งเมืองอยู่ที่ทุ่งตึก(เมืองตะกั่วป่า) มาตั้งอยู่ไม่นานก็ถูกพวกข้าศึกมารุกรานอีก จึงย้ายเมืองจากทุ่งตึกไปตั้งอยู่ที่บ้านน้ำรอบ(เมืองคีรีรัฐนิคม) ชื่อเมืองนั้นว่า”เมืองธาราวดี หมายความว่าเป็นเมืองที่มีน้ำล้อมรอบ ยุคต่อมาเกิดไข้ห่าจึงย้ายไปตั้งเมืองใหม่ที่”เขาชวาปราบ”(เขตอำเภอคลองท่อมจังหวัดกระบี่) เกิดโรคไข้ห่าขึ้นที่นั้นอีก จึงได้ย้ายไปตั้งเมืองใหม่ที่บ้านเวียงสระ จากนั้นเกิดไข้ห่าขึ้นอีก จึงได้ย้ายไปตั้งเมืองใหม่ที่ฝั่งตะวันออกของหาดทรายใหญ่ คือที่เมืองนครศรีธรรมราชในปัจจุบันนี้

จากเหตุการณ์ที่คล้ายคลึงกันนี้ มีผู้สันนิษฐานอีกคนหนึ่ง คือหลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ได้สันนิษฐานว่าพระยาศรีธรรมโศกราชองค์นี้ เป็นชาวอินเดียได้อพยพเข้ามาทางเรือเหตุเพราะถูกพวกอิสลามรุกราน มาขึ้นบกที่ตะกั่วป่าตั้งถิ่นฐานอยู่ที่ทุ่งตึก เมื่อราว พ.ศ.๑๐๐๖ ต่อมาย้ายถิ่นฐานไปตั้งอยู่ที่บ้านน้ำรอบ ตั้งอยู่ชั่วระยะหนึ่ง ก็เกิดไข้ห่าต้องอพยพไปตั้งถิ่นฐานที่เขาปราบและเกิดโรคไข้ห่าอีก ได้ย้ายไปตั้งถิ่นฐานใหม่ที่เวียงสระ ต่อมาเกิดโรคห่าอีก ในที่สุดได้ย้ายไปตั้งถิ่นฐานใหม่ทางด้านทะเลฝั่งตะวันออกบนหาดทรายแห่งหนึ่ง คือหาดทรายแก้วอันเป็นเมืองนครศรีธรรมราชในปัจจุบันนี้อยู่ในราว พ.ศ.๑๐๑๖

จากข้อสันนิษฐานของบุคคลทั้งสองนี้ น่าจะกล่าวได้ว่าพระยาศรีธรรมโศกราชองค์นี้เป็นชนชาวอินเดียแน่ๆ และมีจดหมายเหตุตามตำนานเมืองสำนวนหนึ่งที่วัดเวียงสระ กับฉบับที่พบที่บ้านทุ่งตึก อำเภอกระบุรีจังหวัดพังงา เป็นจดมายเหตุตำนานเมืองนครศรีธรรมราช กล่าวตรงกันว่าพระยาศรีธรรมโศกราชเป็นพราหมณ์ชาวอินเดียเดิมชื่อพราหมณ์มาลี ได้อพยพพาพรรคพวกหนีตายจากการรุกรานของพวกอิสลามมาทางเรือหลายร้อยลำ มาขึ้นบกที่ทุ่งตึกฝั่งทะเลตะวันตกและสร้างเมืองขึ้นที่นั่น ได้อภิเษกพราหมณ์มาลีเป็นกษัตริย์ทรงพระนามว่า”พระยาศรีธรรมโศกราช” และให้น้องเป็นพระมหาอุปราช

. ชาวอินเดียสร้างบ้านเมืองยังไม่ทันเสร็จเรียบร้อย พวกอิสลามก็ติดตามมารุกรานอีก จึงได้ทิ้งเมืองอพยพผู้คนไปตามลำน้ำตะกั่วป่าข้ามเขาศก ล่วงเลียบริมฝั่งแม่น้ำพุมดวง ไปทางืทิศตะวันตกเฉียงเหนือตั้งมั่นอยู่ที่บ้านน้ำรอบ ด้วยตั้งใจว่าจะตั้งเมืองอยู่กันที่นั่นแต่ภูมิประเทศไม่อำนวย จนชาวอินเดียที่อพยพมาเกิดผิดอากาศเกิดเป็นโรคห่าขึ้น จำเป็นต้องอพยพผู้คนไปตั้งถิ่นฐานใหม่ที่เขาชวาปราบที่ปลายคลองสินปุน(เขตอำเภอคลองท่อม จังหวัดกระบี่) ได้ตั้งเมืองอยู่ได้ไม่นานเกิดโรคห่าขึ้นมาอีก จึงได้อพยพผู้คนไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ และตั้งถิ่นฐานอยู่ที่บ้านเวียงสระ แต่อยู่ได้ไม่นานก็เกิดโรคห่าอีก จึงได้ย้ายผู้คนไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ พบหาดทรายใหญ่อยู่ริมทะเลในชัยภูมิที่เหมาะ จึงได้สร้างเมืองขึ้นณหาดทรายแห่งนั้น คือหาดทรายแก้ว อันเป็นเมืองนครศรีธรรมราชในปัจจุบันนี้ ประมาณว่าอยู่ในราว พ.ศ.๑๐๑๖

พระยาศรีธรรมโศกราชองค์นี้ครองเมืองอยู่นานเท่าไรไม่ปรากฏหลักฐาน และเมื่อสิ้นพระชนม์แล้วก็ไม่ปรากฏว่ามีราชโอรสองค์ใดปกครองต่อไป สันนิษฐานว่าอาจจะเกิดโรคระบาดอีก ผู้คนล้มตายต้องทิ้งเมือง ทำให้เมืองกลายเป็นเมืองร้างขาดกษัตริย์ที่จะมาปกครองเพราะขาดผู้คนที่จะมาร่วมกันสร้างเมืองด้วย ซึ่งน่าจะเป็นไปได้เพราะตามตำนานเมืองมีโรคห่าเกิดขึ้นหลายครั้งหลายคราในเมืองนครศรีธรรมราชนี้

๖. พระเจ้าศิริธรรมราชา

จากเอกสารหลายชิ้นมากมายของอาจารย์มานิต วัลลิโภดมพบว่าตัวเมืองนครศรีธรรมราชในอดีตนั้น ตั้งอยู่ที่เขาวัง(อำเภอลานสกาในปัจจุบัน) และห่างไปทางทิศตะวันออก มีลำน้ำใหญ่สายหนึ่งไหลไปลงทะเลที่อำเภอปากพนัง เรียกเมืองที่ตั้งอยู่ในขณะนั้นในราว พ.ศ.๖๙๒ว่า”เมืองมลราช” และในระยะเวลาหลายร้อยปีต่อมามีประชาชนมากขึ้น แม่น้ำใหญ่ก็ตื้นเขิน ไม่สะดวกต่อการคมนาคมและการเพาะปลูก จึงได้ย้ายไปตั้งเมืองใหม่ที่หาดทรายแก้ว แต่จะเป็นปี พ.ศ.ใดไม่ปรากฏ

กษัตริย์ที่ย้ายไปตั้งเมืองใหม่นี้คือ”พระเจ้าศิริธรรมราชา” และได้รับอิสริยยศตามความนิยมของชาวเมืองในพระนามใหม่ว่า”พระยาศรีธรรมาโศกราช” ซึ่งตามตำนานเมืองนครศรีธรรมราชตอนหนึ่งกล่าวว่า “…มีพญาองค์หนึ่งชื่อพญาศรีธรรมโศกราช” มาตั้งสถานณหาดทรายชายทะเลรอบนั้นเป็นเมืองใหญ่ ชื่อเมืองนครศรีธรรมราช…” และภารกิจของพระองค์คือการสร้างพระบรมธาตุเจดีย์แต่การสร้างในครั้งนั้นเป็นพระเจดีย์แบบศรีวิชัย และได้ประกาศชื่อเมืองใหม่นี้ตามพระนามของพระองค์ท่านว่า เมืองนครศรีธรรมราช และให้โอรสปกครองเมืองเดิมแทนในนามเมืองลูกหลวง ซึ่งน่าจะสันนิษฐานได้ว่าเมืองนครศรีธรรมราชเดิมนั้นเป็นเมืองร้างอยู่ก่อนเนื่องจากเกิดโรคห่า พอนานๆเข้าหลายๆปีโรคเกิดสงบไปชั่วขณะ พระราชาพระองค์นี้เกิดมาพบเมืองร้างแต่ทำเลเหมาะด้วยประการทั้งปวง เลยสร้างเมืองใหม่ครองแทนเมืองเดิม และให้โอรสครองเมืองเดิมแทน

๗. พระยาอนุรุธธรรมมิกราช

พระยาอนุรุธธรรมมิกราช เป็นโอรสของพระเจ้าศิริธรรมราชา ซึ่งพระราชบิดาให้ครองเมืองมลราชในฐานะเมืองลูกหลวง คอยป้องกันเมืองแม่ทางด้านตะวันตกเมื่อพระบิดาสวรรคตก็มาครองนครศรีธรรมราชแทน ปรากฏหลักฐานว่ามาครองเมืองในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ หรืออ่อนกว่านั้นเล็กน้อย พระยาศรีธรรมโศกราชพระองค์นี้กล่าวได้ว่าเป็นกษัตริย์มหาราชพระองค์หนึ่งของนครศรีธรรมราชทีเดียว ซึ่งอาจารย์มานิต วัลลิโภคม ได้เสนอบทความตามตำนานเมืองหริภูชัยว่า พระยาอนุธธรรมมิกราชพระองค์นี้ได้ขยายอาณาเขตของพระองค์ไปถึงกรุงละโว้ และกินไปถึงแคว้นล้านนาด้วย และนักประวัติศาสตร์บางท่านยังมีความเชื่อว่า แม้พระสวามีของพระนางจามเทวี ซึ่งเป็นธิดาของกษัตริย์ละโว้ก็เป็นพระโอรสของพระยาอนุรุธธรรมมิกราช ที่ส่งไปปกครองละโว้ ด้วย แต่หลังจากการสวรรคตของกษัตริย์พระองค์นี้แล้ว ไม่มีหลักฐานใดที่บอกว่ามี พระโอรสองค์ใคมาครองนครศรีธรรมราชแทน ทำให้ประวัติศาสตร์หน้านี้ขาดตอนไปอีก ซึ่งต่อไปเมืองนี้อาจจะกลายเป็นเมืองร้างก็ได้ ประวัติของนครศรีธรรมราชขาดตอนอย่างนี้เป็นธรรมดา

๘. พระยาศรีธรรมาโศกราช

พระยาศรีธรรมาโศกราชพระองค์นี้ เป็นกษัตริย์อีกองค์หนึ่ง ซึ่งปรากฏในตำนานทั้ง ๒ ตำนาน คือทั้งตำนานเมืองนครศรีธรรมราชและตำนานพระบรมธาตุเมืองนครศรีธรรมราช มีข้อความที่คล้ายคลึงกันทั้ง ๒ ตำนานดังนี้ ตำนานเมืองนครศรีธรรมราชกล่าวว่า”…..เมื่อศักราชได้…ปีนั้นพระยาศรีธรรมาโศกราช สร้างสถานลหาดซายนั้นเป็นกรุงเมืองชื่อเมืองนครศรีธรรมราชมหานคร ผู้อัครมเหษีชื่อนางสังคเทวี จึงพญาศรีธรรมาโศกราชและพญาพงศากษัตริย์แลบาคูตริริด้วยมหาพุทธเพียรซึ่งทำอิฐปูนก่อพระมหาธาตุ……”

ตำนานพระบรมธาตุเมืองนครศรีธรรมราชกล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า”….ยังมีพระยาศรีธรรมาโศกราช พระยาศรีธรรมาโศกราชก็มีน้ำใจศรัทธาในการกุศล ให้เกลี้ยกล่อมผู้คนซึ่งอยู่ดงป่าเข้ามาประชุมกันเป็นอันมาก แล้วพระยาศรีธรรมาโศกราช เจ้าพงษ์กษัตริย์แลพระพุทธคำเภียรบาคูทั้งสี่คนปรึกษากันจะตั้งเมืองหาดทรายแล้วจะก่อพระเจดีย์และพระพุทธรูปไว้ครั้นสนทนากันแล้วพอเกิดไข้ยุบลคนล้มตายเป็นอันมาก พระญากับพระพุทธคำเภียรบาคูทั้งสี่คน พาญาติวงษ์ช้างม้าหนีไปอยู่กะหม่อมโคกณหาดซายชเลรอบนั้นแลเมื่อศักราช ๑๐๙๘ ปี พระยาศรีธรรมาโศกราชก็สร้างการลงณหาดซายชะเลรอบเป็นเมืองนครศรีธรรมราชมหานคร แล้วสั่งให้ทำอิฐทำปูนก่อพระธาตุครั้งนั้น…..”จะเห็นว่าตำนานทั้งสองมีความสอดคล้องกัน แต่ตำนานหนึ่งปี พ.ศ.หายไป แต่อีกตำนานหนึ่งปรากฏปี พ.ศ.ชัดเจน คือสร้างเมืองนครศรีธรรมราชเมื่อ พ.ศ.๑๐๙๘

พระยาศรีธรรมาโศกราชองค์นี้นอกจากสร้างเมืองแล้วยังสร้างพระบรมธาตุด้วยเข้าใจว่าน่าจะเป็นการบูรณะมากกว่า นอกจากนั้นกษัตริย์ยังได้ขยายอาณาเขตจนมีเมืองขึ้นถึง ๑๒ เมือง ตามตำนานเมืองนครศรีธรรมราชตอนหนึ่งกล่าวว่า”…..จึงพญาศรีธรรมาโศกราชตริริกันแล้ว ก็ใสร้างเมืองขึ้นสิบสองนักษัตร ปีชวดเมืองสายถือตราหนู๑ ฉลูเมืองตานีถือตราวัว๑ ขาลเมืองกลันตันถือตราเสือ๑ เถาะเมืองปะหังถือตรากระต่าย๑ มะโรงเมืองไทรถือตรางูใหญ่๑ มะเส็งเมืองพัทลุงถือตรางูเล็ก๑ มะเมียเมืองตรังถือตราม้า๑ มะแมเมืองชุมพรถือตราแพะ๑ วอกเมืองบันไทยสมอถือตราวานร๑ ระกาเมืองสระอุเลาถือตราไก่๑ จอเมืองตะกั่วถลางถือตราสุนัข๑ กุนเมืองกระถือตราสุกร๑ เมือง๑๒นักษัตรหัวเมืองขึ้นแก่เมืองนครศรีธรรมราชมหานคร แลพญาก็ก่อพระมหาธาตุสืบไปไส ไข้ห่าลงทั่วทั้งเมืองคนตาย เจ้าไทยแลนักเทศบาคูคนหนึ่งก็ตาย คนทั้งหลายก็ลงเรือหนีไข้ไซร้จึงห่าก็ตามลงเรือพญา พญาแลลูกเมียแลคนก็พินาศพิราลัยกันหึงนาน……”

ในตำนานพระบรมธาตุเมืองนครศรีธรรมราชก็กล่าวไว้เช่นนี้เช่นกัน เห็นจะไม่ต้องอธิบายซ้ำว่ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นแก่เมืองนครศรีธรรมราช นับเป็นเรื่องที่ประหลาดมากที่เกิดไข้ห่าขึ้นจนทำให้เมืองเป็นเมืองร้าง ทำให้ประวัติของเมืองนครต้องขาดตอนเป็นห้วงๆ ด้วยเหตุที่ไข้ห่าเกิดขึ้น เป็นประจำเช่นนี้จนมีพระยาศรีธรรมาโศกราชองค์หนึ่ง คิดกำจัดไข้ห่าโดยการจัดทำเงินนอโมไปโปรยตามส่วนต่างๆของเมือง อาจจะเป็นเพราะเงินนอโมนี้เองในช่วงหลังๆจึงไม่ปรากฏว่ามีไข้ห่าอีกเลย .

๙. พระยาศรีไสยณรงค์

พระยาศรีธรรมาโศกราชองค์นี้ มีชื่อปรากฏทั้งในตำนานเมืองและตำนานพระบรมธาตุเมืองนครศรีธรรมราช ข้อความในตำนานเมืองนครฯ ตอนหนึ่งกล่าวว่า “…..เมื่อศักราช ๑๑๙๖ ขวบนั้นยังมีพญาองค์หนึ่งชื่อพญาศรีไสยณรงค์ แต่ตะวันตกมาเสวยเมืองนครศรีธรรมราช ผู้เป็นอัครมเหษีชื่อ….” และตามตำนานพระบรมธาตุเมืองนครฯตอนหนึ่งกล่าวว่า”…..เมื่อศักราชได้๑๑๙๖ปียังมีพระญาองค์หนึ่งชื่อพระญาศรีไสยณรงค์ มาแต่ฝ่ายตะวันตก นางอรรคมเหษีชื่อจันทาเทวี น้องชายคนหนึ่งชื่อธรรมกระษัตริย์ ได้เป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชแลพระสิหิงค์มาประทักษิณพระธาตุแล้วอยู่ ๗ วัน ก็จากเมืองนครไปเชียงใหม่ พระยาศรีไสณรงค์ถึงแก่กรรม เจ้าธรรมกระษัตริย์ผู้น้องได้เป็นเจ้าเมืองเมื่อศักราช ๑๑๙๘ปี “ … พระยาศรีไสยณรงค์ครองเมืองนครศรีธรรมราชเมื่อ พ.ศ.๑๑๙๖ และอยู่ๆก็มีพระพุทธสิหิงค์เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยหลังจากทำการฉลองนาน ๗ วันแล้วพระพุทธสิหิงค์ก็มีผู้นำไปอยู่ที่เชียงใหม่ ซึ่งฟังดูก็แปลกดี และถ้าเป็นไปตามตำนานนี้แสดงว่าพระพุทธสิหิงค์ที่จังหวัดเชียงใหม่ได้นำไปจากนครศรีธรรมราช

พระพุทธสิหิงค์ในเมืองไทยเท่าที่ทราบในขณะนี้มีอยู่ ๔ องค์ คือ อยู่ที่วัดพระสิงห์จังหวัดเชียงใหม่๑ องค์ อยู่ที่กรุงเทพมหานคร๑องค์ อยู่ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช๒องค์ คือที่ศาลากลางจังหวัด๑องค์และที่วัดอินคีรีอำเภอพรหมคีรี๑ องค์ และต่างฝ่ายต่างมีความเชื่อว่าพระพุทธสิหิงค์ที่ตนมีอยู่ต่างเป็นองค์จริงทั้งนั้น เรื่องนี้เป็นจริงอย่างไรขอนักประวัติศาสตร์และนักโบราณคดีได้พิศูจน์ให้คนไทยได้ทราบโดยทั่วกันด้วย

๑๐. ท้าวธรรมกษัตริย์

ท้าวธรรมกษัตริย์ เป็นผู้ครองเมืองนครศรีธรรมราชเป็น พระยาศรีธรรมาโศกราชเมื่อพ.ศ.๑๑๙๘ ถ้าเป็นไปตามตำนานนี้แสดงว่า พระยาศรีไสณรงค์ผู้เป็นพระเชษฐาได้ครองเมืองเพียง ๒ ปีเท่านั้น พระยาศรีธรรมาโศกราชองค์นี้มีหลักฐานเพียงเท่านี้ ไม่ปรากฎว่าครองเมืองอยู่นานเท่าไรและทำประโยชน์อะไรให้แก่ชาวนครศรีธรรมราขในเรื่องงใดบ้าง

๑๑. พระยาวรราช

พระยาศรีธรรมาโศกราชองค์นี้ ได้ชื่อว่าเป็นมหาราชองค์หนึ่งของนครศรีธรรมราช มีพระนามหลายพระนามเช่น ตามชินกาลมาลินีปกรณ์มีพระนามว่าชีวกราช ตามตามจามเทวีวงศ์มีพระนามว่าสุชิตราช ตามพงศาวดารโยนกและตำนานเมืองลำพูนมีพระนามว่าสุรชิตราชอาจารย์มานิต วัลลิโภดม ไดให้ความเห็นว่าในรัชสมัยนี้น่าจะเป็น พ.ศ. ๑๔๔๖ นายนิคม มูสิคามะ อดีตอธิบดีกรมศิลปากรได้เขียนไว้ในหนังสือแผ่นดินไทยในอดีตตอนหนึ่งว่า ในการทำศึก ๓ เส้าระหว่างพระยาพกราชแห่งหริภูญไชยกับพระยาอัจฉิตตจักรพรรดิแห่งละโว้ณชายแดนของละโว้ ซึ่งในขณะที่กษัตริย์ทั้งสองกำลังรบกันอยู่นั้น พระยาวรราชแห่งนครฯได้ฉวยโอกาสยกกองทัพเรือเข้ายึดเมืองละโว้ไว้ได้ แล้วพระยาวราชก็ยกกองทัพไปตีกษัตริย์ทั้งสององค์จนแตกพ่าย เมื่อเป็นเช่นนั้นกษัตริย์ทั้งสองจึงรีบไปแย่งเมืองหริภูญไชยที่เหลืออยู่ แต่ทัพของพระยาอัจฉิตตจักรพรรดิไปถึงก่อนเลยได้ครองหริภูญไชย ส่วยพระยาพกราชต้องหาเมืองใหม่ครองแทนแต่ไม่ได้บอกว่าเป็นเมืองอะไร

พระยาวรราชได้จัดการในการปกครองละโว้จนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงได้มอบหมายให้โอรสได้ปกครองละโว้ มีพระนามว่า “พระยาปนะโกศลกัมโพชราช” และด้วยพระนามของกษัตริย์องค์นี้เองทำให้ต้องเรียกแคว้นนี้ใหม่ว่า”แคว้นกำโพชนคร”ส่วนพระยาวรราชก็กลับนครศรีธรรมราช เชื้อสายของพระยาวรราชแห่งนครศรีธรรมราชได้ปกครองละโว้มาจนถึงพุทธศตวรรษที่ ๖ มีเจ้าชายองค์หนึ่งของแคว้นกำโพชนครได้ไปครองกัมพูชา มีพระนามตามหลักศิลาจารึกลพบุรีที่ ๑๙ ว่า “พระบาทกำตวนอัญศรีสูรยวรมเทวะ” คำว่ากำตวนนี้แสดงว่าอยู่ในเชื้อสายของราชวงค์แห่งนครศรีธรรมราช และเจ้าชายองค์นี้มีพระมเหสีในเชื้อสายของราชวงศ์ไศเลนทร และพระมารดาของพระองค์ก็สืบเชื้อสายมาจากพระเจ้าอินทรวรมันที่ ๑ ของขอมพระองค์ได้ไปจากกรุงละโว้ ไปทำสงครามแย่งชิงราชบัลลังก์จากอาณาจักรขอมโดยถือสิทธิ์ทางสายราชมารดาที่สุดได้ชัยชนะและได้ครองกัมพูชามีพระนามว่า” พระเจ้าสุริยวรมันที่ ๑ ( พ.ศ.๑๕๕๓–๑๕๙๓) และพระองค์ได้แผ่อนุภาพมาปกครองแถบลุ่มน้ำเจ้าพระยาอีกวาระหนึ่ง แต่ปกครองอยู่นานเท่าไรไม่ปรากฎ นับเป็นเชื้อสายกษัตริย์จากไทยและกลับมารุกรานไทยจนได้อีกวาระหนึ่ง

๑๒. ท้าวสุชัย

ท้าวสุชัยเป็นโอรสของพระยาวรราช อยู่ซึ่งครองนครศรีธรรมราชต่อจากพระบิดา พระยาศรีธรรมาโศกราชองค์นี้ปรากฎพระนามในจดหมายเหตุของจีนชื่อ” Sung Shin” จดหมายเหตุนั้นกล่าวว่า “….เมืองตามพรลิงค์ได้ส่งฑูตไปในราว พ.ศ.๑๕๔๔ ตอนนั้นผู้ครองเมืองตามพรลิงค์ชื่อ “….To-Hsu-Chi…” คณะฑูตที่ไปมีด้วยกันทั้งหมด ๙ คน หัวหน้าคณะฑูตชื่อ “..Ta-Chi-Ma-Ta-La…” มีอะไรเป็นเหตุให้ตามพรลิงค์ต้องส่งฑูตไปจีนในครั้งนี้ ท่านศาสตราจารย์ ยอร์ชเซเดส์กล่าวว่าในขณะนั้นเกิดวิกฤติทางการเมือง คือตามพรลิงค์ต้องการขยายอำนาจ จึงตั้องการจีนเป็นตัวถ่วงดุลย์ทางการเมืองเพื่อให้ขอมเห็นว่าเมืองตามพรลิงค์ก็เป็นญาติดีกับจีน ทำให้พระเจ้าสุริยวรมันที่ ๑ ซึ่งเป็นผู้ครองกัมพูชาอยู่นั้นได้มีความเกรงใจตามพรลิงค์ด้วย



๑๓. พระพนมวัง

ข้อความในตำนานเมืองนครศรีธรรมราชตอนหนึ่งกล่าวว่า”…พระเจ้าอยู่หัวก็ประทานให้พระพนมวังแลนางสะเดียงทองออกไปสร้างเมืองนครดอนพระแลท่านให้พล ๗๐๐ แขก ๕๐ ช้างม้า ๒ มาประทานให้แก่พระพนมวังแลนางสะเดียงทอง อยู่ในเมืองนครดอนพระนั้นจงขาดแลมีลูกหลานให้อยู่กินเมือง มีญาติกาหญิงชายไสให้ถวายเข้ามาเป็นข้าพระเจ้าอยู่หัว แลเมืองแห่งใดๆเป็นเมืองขึ้นไสพระพนมวังแลนางสะเดียงทอง แต่งแขกนั้นให้เป็นเจ้าเมืองนั้น อยู่จงทุกเมืองนั้นให้มาขึ้นในเมืองนครดอนพระเป็นส่วยทอง แลให้ใต้หล้าฟ้าเขียวณบ้านเมืองไกล พระพนมวังแลนางสะเดียงทองไส เป็นธุระสำเร็จสร้างบ้านเมืองและพระมหาธาตุจงลุสำเร็จ แลให้เจ้าศรีราชาผู้ลูกพระพนมวังแลนางสะเดียงทองเข้ามาเอาแก้วสำหรับยอดพระเจ้านั้นแลทองออกไป แลพระเจ้าอยู่หัวสั่งให้ไหสร้างป่าให้เป็นนาจงทุกตำบล ให้ป่าแก่คนอันอยู่ณเขาให้ออกมาทำไร่นาแลอยู่เป็นถิ่นฐาน บ้านที่อยู่ให้มีชื่อมีตำบล แลให้พระพนมวังกฏหมายไว้ให้เจ้าศรีราชาเอามาไว้ พระเจ้าอยู่หัวจงซับทราบแลพระเจ้าอยู่หัวสั่งเท่านั้นและพระพนมวังแลนางสะเดียงทองและศรีราชา กราบลาสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสั่งเท่านี้ และให้มีศักราชตั้งไว้ศักราช ๑๕๘๘ ปีมะแมศกนักษัตร์…”

พระเจ้าอยู่หัวได้แต่งตั้งให้พระพนมวังมาเป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชโดยมอบอำนาจแบบเบ็ดเสร็จให้ทำการได้ทุกอย่างแม้กระทั่งการออกกฎหมายและแต่งตั้งเจ้าเมืองที่เป็นเมืองขึ้นทั้งหมดได้ พระเจ้าอยู่หัวองค์นี้ไม่ทราบว่าเป็นใคร คาดว่าขณะนั้นเมืองนครฯอาจจะเป็นเมืองร้างอยู่ก็ได้ ในราว พ.ศ.๑๕๘๘ นั้น เป็นยุคที่ศรีวิชัยกำลังเรืองอำนาจซึ่งแผ่ไปถึงมลายูและสุมาตรา ดังนั้นผู้สั่งแต่งตั้งเจ้าเมืองนครฯในครั้งนี้น่าจะเป็นกษัตริย์องค์ใดองค์หนึ่งของราชวงศ์ไศเลนทรแห่งอาณาจักรศรีวิชัยก็ได้ ซึ่งในขณะนั้นตามพระลิงค์คงอยู่ในอำนาจของศรีวิชัยด้วย

๑๔. เจ้าศรีราชา

เจ้าศรีราชาเป็นพระยาศรีธรรมาโศกราชอีกองค์หนึ่งของนครศรีธรรมราช เนื่องจากเจ้าศรีราชาเป็นอุปราชจึงเป็นเจ้าเมืององค์ต่อไป ข้อความตอนหนึ่งในตำนานเมืองนครศรีธรรมราชกล่าวว่า”….แลคนในเมืองนครดอนพระนั้นน้อยนักหนาแล้ว เจ้าศรีราชากราบทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า พระพนมวังตายแล้ว แลพระเจ้าอยู่หัวมีความกรุณาปราณีพระพนมวัง พระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์มีความกรุณาแก่เจ้าศรีราชาประทานชื่อให้เป็น” พระยาศรีธรรมาโศกราช สุรินทรราชาสุรวงศ์ธิบดี ศิรยุธิษเถียรอภัยพิริปรากรมพาหุ เจ้าพระยานครศรีธรรมราชมหานคร “ นางสนไส้พระราชทานให้ชื่อนางจันทรเทวีศรี

รัตนฉายา นางเมืองนครศรีธรรมราช พระเจ้าอยู่หัวมีพระราชทานให้เงินแก่พญาศรีธรรมาโศกราชมหานครนั้นพันตำลึง….”

จะเห็นได้ว่าพระเจ้าอยู่หัวทรงมีความกรุณาต่อเจ้าศรีราชามาก จึงได้แต่งตั้งให้เป็นเจ้เมืองพร้อมพระราชทานยศชื่อใหม่พร้อมพระราชทานเงินให้ด้วย พระเจ้าอยู่หัวองค์นี้น่าจะเป็นองค์เดียวกันที่แต่งตั้งพระพนมวังบิดาของเจ้าศรีราชานั่นเอง เพราะเหตุการณ์ต่อเนื่องกัน นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณเป็นอย่างสูงต่อเจ้าศรีราชา


๑๕. นายอู นายอยู่

ข้อความในตำนานเมืองนครศรีธรรมราชตอนหนึ่งกล่าวว่า “…..นายอยู่น้องพญาศรีธรรมาโศกราช เมียชื่อนางแก้ว นายกู นายอู นี้เป็นหลานพญาศรีธรรมาโศกราช นายกูมีเมียชื่อนางคำ นายอูมีเมียชื่อนางคำเพขร…..พญาศรีธรรมาโศกราชถึงแก่กรรม พระเจ้าอยู่หัวให้นายอู นายกู นายอยู่ เข้ามากราบพระเจ้าอยู่หัว ขอผูกส่วยเงินตำลึงบาทสลึงภูกันขึ้นพระคลังหลวงแล…..พระเจ้าอยู่หัวมีพระกรุณาให้ผูกส่วยเงินบาทสลึงภูกันนั้นขึ้นพระคลังหลวง ให้ขุนคลังกฎหมายไว้ว่าแต่นี้ไปเมื่อหน้าให้ผูกส่วยอย่าให้ขาดอย่าชำรุด และปรำมูลชาวส่วย ๑๐๐ คน อย่าให้แตกฉาน นายอู นายอยู่ให้ครองเมืองนครศรีธรรมราช ผูกส่วยขึ้นพระคลังหลวงทุกปี…..”

ตามตำนานนี้น่าจะดูเป็นข้อสังเกตได้ว่า ทำไมจึงแต่งตั้งให้บุคคล ๒ คนมาครองเมืองในขณะเดียวกันพร้อมกันทั้ง ๒ คน น่าจะสันนิษฐานได้ว่าเพราะทั้ง ๒ คนนั้นเป็นญาติสนิทกันก็เป็นได้ ซึ่งในทางปฏิบัติแล้วย่อมเป็นไปไม่ได้เลย และน่าจะเป็นที่แน่ใจว่านายอยู่น่าจะเป็นเจ้าเมืองนครฯ เพราะเป็นน้องของพระยาศรีธรรมาโศกราช ส่วนนายอูน่าจะอยู่ในตำแหน่งอุปราชหรือปลัดเมืองหรือที่ปรึกษาของเจ้านคร เพราะเป็นหลานของพระยาศรีธรรมาโศกราช ซึ่งธรรมเนียมนี้ในครั้งโบราณน่าจะเป็นไปได้เพราะเป็นญาติสนิทกันไม่น่าจะมีปัญหาทางการปกครองแต่อย่างใด

๑๖. หมื่นศรีจอมรัด

หมื่นศรีจอมรัดได้เป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชองค์ต่อมาความในตำนานเมืองนครศรีธรรมราชตอนหนึ่งกล่าวว่า”……ขุนพระคลังนำนายรามซึ่งเข้ามากราบพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทูลพระกรุณาว่า ข้าพระพุทธเจ้านายรามนี้ลูกนายอูข้าพระเจ้าอยู่หัว พระเจ้าอยู่หัวกรุณาประทานชื่อให้แก่นายรามชื่อ เหมิ่นศรีจอมรัดเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช แลเหมิ่นศรีจอมรัดเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช แลเหมิ่นสุดใจแมน เหมิ่นแสนใจซื่อ กราบพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถวายบังคมลาออกมาเมืองนครศรีธรรมราช…….เหมิ่นศรีจอมรัดเอานางบุญกองหลานนายกูเป็นเมีย อยู่นานมาเกิดลูกหญิงผู้หนึ่งชื่อนางเอือย แลพระหลานเป็นพระยาแลซึ่งอยู่เมืองลานสกามาขอเอานางเอือยเป็นเมีย เกิดลูก ๗ คน …….”

จะเห็นได้ว่าในช่วงนี้ผู้ที่จะมาเป็นเจ้าเมืองนครฯนั้นดูจะเป็นเชื้อสายหรือพระญาติของพระยาศรีธรรมาโศกราชองค์ก่อน ซึ่งนายรามนั้นเป็นลูกนายอู และนายรามเอานางบุญกองซึ่งเป็นหลานนายกูมาเป็นเมีย ทั้งนายกูและนายอูต่างเป็นหลานของพระยาศรีธรรมาโศกราชองค์ก่อน ต่อมานายรามมีลูกเป็นผู้หญิงชื่อนางเอือย ต่อมานางเอือยได้เป็นเมียของขุนอินทาราเจ้าเมืองลานสกา ก่อนที่นายรามจะมาครองนครฯนั้นได้รับการแต่งตั้งจากพระเจ้าอยู่หัวให้เป็นหมื่นศรีจอมรัด และมีผู้ช่วยในการครองเมือง๒คนคือ หมื่นสุดใจแมนและหมื่นแสนใจซื่อเป็นที่ปรึกษาในการครองเมืองในครั้งนี้ด้วย




๑๗. พระศรีมหาราชา ( พระศรีมหาราชาองค์ที่ ๑ )

พระยาศรีธรรมาโศกราชองค์นี้ตำนานได้กล่าวพาดพิงไว้น้อยมาก ดังความตอนหนึ่งในตำนานพระบรมธาตุเมืองนครศรีธรรมราชกล่าวว่า “…..พระศรีมหาราชาก่อชุกชีแลวิหารแล้ว พระศรีมหาราชาถึงแก่กรรม ขุนอินทาราผู้เป็นลูกกินเมืองลานตกาอยู่เมียขุนอินทาราชื่อนางเอือย ……” จากความในตำนานดังกล่าวพอจะทราบว่าพระศรีมหาราชาคงเป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชและมีลูกชื่อขุนอินทาราได้ครองเมืองลานสกาอยู่ในขณะนั้น ตำนานบอกว่าพระศรีมหาราชาก่อฐานพระและสร้างพระวิหารแล้วก็ได้ถึงแก่กรรม แสดงว่าพระศรีมหาราขาเป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชแน่ๆ

๑๘. นายศรีทูน ( พระศรีมหาราชาองค์ที่ ๒ )

นายศรีทูนมาเป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชเมื่อ พ.ศ. ๑๘๑๕ ตามตำนานพระบรมธาตุเมืองนครศรีธรรมราชกล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า “…..พระศรีมหาราชาก่อชุกชีแลวิหารแล้วพระศรีมหาราชาถึงแก่กรรม ขุนอินทาราผู้เป็นลูกกินเมืองลานตกาอยู่ เมียขุนอินทาราชื่อนางเอือย ลูกชายชื่อนายศรี ลูกหญิงชื่อนางราม มีพระราชโองการออกมาว่าให้ขุนอินทาราแต่งลูกหมอช้างเข้าไปแทน หมอช้างก็ตามลูกเข้าไปด้วย หมอช้างให้ความทูลว่าขุนอินทาราเอาลูกสาวเข้ามาถวายไม่ โปรดให้ข้าหลวงออกมาสืบสมตามถ้อยคำหมอช้างกราบทูล จึงให้เอาขุนอินทาราไปตีเสียที่ประตูท่าชี แล้วเอาลูกเมียผู้คนเข้าไปเป็นข้าหลวง นายศรีลูกขุนอินทารานั้นโปรดให้เป็นนายศรีทูน ตั้งแต่นั้นมาเมืองนครศรีธรรมราชก็อันตรธานเป็นช้านาน หาผู้กินเมืองมิได้ เมื่อศักราช ๑๘๑๕ปี มีพระราชโองการให้นายศรีทูนออกมาครองนครศรีธรรมราช……..”

ความตอนนี้พอทราบว่า เจ้าเมืองลานสกานั้นชื่อขุนอินทาราเป็นลูกของพระศรีมหาราชา มีเมียชื่อนางเอือย มีลูกชายชื่อศรี มีลูกสาวชื่อนางราม พระเจ้าอยู่หัวสั่งขุนอินทาราส่งตัวลูกสาวเข้าไปถวายตัว แต่ขุนอินทาราได้ส่งลูกสาวหมอช้างเข้าไปแทน เมื่อความจริงปรากฎจึงนำขุนอินทาราไปฆ่าเสียที่ประตูท่าชี และให้นำลูกเมียไปเป็นข้าของหลวง ตั้งแต่นั้นมาเมืองนครฯก็ไม่มีใครมาครองเป็นเวลาช้านาน แต่ต่อมาในปี พ.ศ.๑๘๑๕ มีพระราชโองการให้นายศรีทูนมาครองเมืองนครศรีธรรมราช แต่ได้แต่งตั้งให้เป็นขุนอินทาราเหมือนพ่อก่อนที่จะให้มาครองเมือง ซึ่งในปี พ.ศ.๑๘๑๕ นั้นอาณาจักรศรีวิชัยได้หมดอำนาจลงแล้วโดยสมบูรณ์ อโยธยาเลยเข้ามาปกครองนครฯในเวลาต่อมา กษัตริย์แห่งอโยธยาในยุคนี้คือพระเจ้าชัยเสน พระเจ้าชัยเสนได้สั่งให้ขุนอินทาราบูรณพระบรมธาตุโดยการปิดทอง และทำระเบียงล้อมรอบพระบรมธาตุทั้งสี่ด้าน ทำห้องพระพุทธรูปได้ ๑๖๕ ห้อง และสร้างพระพุทธรูปได้ครบทั้ง ๑๖๕ ห้อง จึงรายงานไปให้พระเจ้าชัยเสนทราบ เป็นที่พอใจของพระเจ้าชัยเสนมาก ได้รับการแต่งตั้งจากพระเจ้าชันเสนให้เป็น “พระศรีมหาราชา “ ในเวลาต่อมา

๑๙. พระศรีมหาราชา ( พระศรีมหาราชาองค์ที่ ๓ )

ตำนานพระบรมธาตุเมืองนครศรีธรรมราชตอนหนึ่งกล่าวว่า “…….อยู่มาพระศรีมหาราชาถึงแก่กรรม ศักราชได้ ๑๘๖๑ ปี โปรดให้ข้าหลวงออกมาเป็นพระศรีมหาราชา แต่งพระธรรมศาลา ทำระเบียงล้อมพระธาตุ และก่อพระเจดีย์วัศสภ มีพระบัณฑูรให้พระศรีมหาราชาไปรับเมืองลานสกา ศรีมหาราชาถึงแก่กรรม เอาศพมาไว้วัศสภ แล้วเอามาก่อเจดีย์ไว้ในพระเดิม ๙ ยอด ….”

พระศรีมหาราชาองค์นี้ไม่ปรากฎชื่อ เพียงแต่เป็นข้าหลวงที่ส่งออกมาครองนครศรีธรรมราชแทนพระศรีมหาราชาองค์ก่อน แสดงว่าตอนนี้ทางอโยธยาไม่ค่อยไว้วางใจทางนครฯเหมือนครั้งก่อน จึงได้แต่งตั้งคนของตนเองมาครองนครฯแทนที่จะแต่งตั้งคนของเมืองนครฯมาปกครองกันเอง ผู้แต่งตั้งให้พระศรีมหาราชามาครองนครศรีธรรมราช น่าจะเป็นพระสุวรรณราชา ราชนัดดาของพระเจ้าชัยเสน ทั้งนี้เพราะพระศรีมหาราชามาครองนครศรีธรรมราชในปี พ.ศ.๑๘๖๑ ซึ่งตรงกับสมัยของพระสุวรรณราชาแห่งอโยธยา และเมื่อพระศรีมหาราชาองค์นี้ถึงแก่กรรม ก็นำพระศพมาไว้ที่วัดศพในพระเดิมโดยก่อพระเจดีย์ไว้พระศพถึง ๙ ยอด

๒๐. ขุนรัตนากร

ตำนานพระบรมธาตุเมืองนครศรีธรรมราชกล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า “…..จึงมีพระบรรทูลตรัสให้ขุนรัตนากร คุมคน ๓๐๐ มารั้งเมืองนครศรธรรมราช…….” ผู้แต่งตั้งขุนรัตนากรไม่แน่ชัดว่าเป็นใคร และมาครองนครฯใน พ.ศ.ใดไม่ปรากฎ สันนิษฐานว่าน่าจะหลัง พ.ศ.๑๘๖๑ ไปแล้ว ในยุคขุนรัตนากรได้มีการบูรณะระเบียงพระมหาธาตุและได้จัดหาที่ดินเป็นที่ภูมิสีสัดไว้เป็นจำนวนมาก เพื่อเป็นที่กัลปนาและนาจังหัน ให้วัดมีรายได้เป็นทุนสำรองในการบำรุงรักษาวัด โดยไม่ต้องรบกวนชาวบ้านมากนัก

เป็นที่น่าสังเกตว่าในช่วงเวลาดังกล่าวนี้ประเทศไทยมีเมืองหลวง ๒ เมืองคือสุโขทัยและอโยธยา ในช่วงแรกๆอโยธยาเป็นเมืองขึ้นของสุโขทัย ภายหลังในราว พ.ศ.๑๘๙๓–๑๙๒๐ เมืองหลวงทั้งสองเป็นอิสระแก่กันซึ่งในปี พ.ศ.๑๘๓๗ พ่อขุนรามคำแหงมหาราชแห่งสุโขทัยได้แผ่อำนาจไปตลอดแหลมมลายู นครศรีธรรมราชก็เลยตกอยู่ในอำนาจของสุโขทัยด้วย และในช่วงปี พ.ศ.๑๙๒๐ ในสมัยของพระเจ้าไสยลือไทยสุโขทัยก็ตกเป็นเมืองขึ้นของกรุงศรีอยุธยาโดยสมบูรณ์ในสมัยของสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑(ขุนหลวงพะงั่ว) เพียงใช้ลิ้นทางการฑูตไม่ต้องรบให้เสียเลือดเนื้อแต่อย่างใด แต่อย่างไรก็ตามในช่วงปี พ.ศ.๑๘๖๑ นั้นนครศรีธรรมราชยังเป็นเมืองขึ้นของสุโขทัยอยู่ แต่ทางสุโขทัยเกรงใจทางอยุธยาอยู่ ปล่อยให้อยุธยาปกครองนครฯไปพลางก่อน จนถึง พ.ศ. ๑๙๒นครศรีธรรมราชจึงเป็นเมืองขึ้นของอยุธยาโดยสมบูรณ์ตั้งแต่นั้นมา

๒๑. ขุนอินทรา

ตำนานเมืองนครศรีธรรมราชกล่าวไว้ตอนหนี่งว่า ขุนอินทราเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช บอกไว้เดิมไส้นางกฤษณาและนางทองมุกแลลูกหลานหญิงชาย …….” ตำนานบอกไว้เพียงเท่านี้และไม่รู้ว่าใครเป็นคนแต่งตั้งให้ขุนอินทรามาครองนครศรีธรรมราชในปี พ.ศ.ใดเรื่องของพระยาศรีธรรมาโศกราชองค์นี้มีเพียงนี้ไม่กระจ่างเท่าที่ควร ๒๒. พระเจ้ากรมเต็งชคตศรีธรรมาโศกราช

พระยาศรีธรรมาโศกราชองค์นี้ มีพระนามปรากฎในหลักศิลาจารึกหลักที่ ๓๕(คงแม่นางเมืองจังหวัดนครสวรรค์) หม่อมเจ้าจันทร์จิรายุ รัชนี ได้มีความเห็นว่า พระยาศรีธรรมา โศกราชองค์นี้มีกำเนิดเดิมเป็นชาวนครศรีธรรมราช ตามหลักศิลาจารึกดังกล่าวมีความย่อๆว่า “…..เมื่อ พ.ศ.๑๗๑๐ พระเจ้าศรีธรรมาโศกมหาราชาธิราช โปรดให้เสนาบดีชื่อ ศรีภูวนาททิตย์อินทรทวีป นำกระแสพระราชโองการมายังพระเจ้าสุนัตถ์ ผู้ครองเมือง ธานยปุระ (ปากน้ำโพ) ให้ถวายที่นาตามที่กำหนดไว้พร้อมด้วย ข้า พระ ช้าง ม้า นาก และข้าวของต่างๆอีกจำนวนหนึ่ง เพื่อบูชาอัฐิของ พระเจ้ากรมเต็งชคตศรีธรรมาโศกราช ที่สวรรคตแล้ว และได้ฝังอัฐิไว้ในเมืองนั้น…….”

ตามหลักศิลาจารึกนี้แสดงว่า มีพระเจ้าศรีธรรมาโศกราช ๒ องค์ คือองค์หนึ่งสวรรคตแล้วและอีกองค์หนึ่งยังครองเมืองนครศรีธรรมราชอยู่ องค์ที่สวรรคตแล้วคือพระเจ้ากรมเต็งชคตศรีธรรมาโศกราช และองค์กังครองเมืองอยู่คือพระเจ้าศรีธรรมาโศกมหาราชาธิราช หม่อมเจ้าจันทร์จิรายุ รัชนี มีความเห็นตามหลักศิลาจารึกที่ ๓๕ ดังกล่าวว่า พระนามพระเจ้าศรีธรรมาโศกราชทั้งสององค์ที่ปรากฎในศิลาจารึกนั้นเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า เป็นพระราชบิดากับพระโอรสซึ่งกันและกัน และทั้งสองพระองค์เป็นกษัตริย์ของนครศรีธรรมราชนอกจากนั้นยังได้ประทานความเห็นเกี่ยวกับพระราชโองการของพระเจ้าศรีธรรมาโศกราช ที่รับสั่งให้พระเจ้าสุนัตถ์ บำเพ็ญพระกุศลแก่พระเจ้ากรมเต็งชคตศรีธรรมาโศกราช ณเมืองธานยปุระด้วยว่า “..ได้มีผู้ให้ความเห็นเกี่ยวกับศิลาจารึกนี้ไว้หลายอย่าง แต่ที่ดีที่สุดมีความเห็นว่า พระเจ้าศรีธรรมาโศกราชองค์สวรรคตไปแล้วนั้น คงจะได้กุลสตรีชาวนครสวรรค์ผู้หนึ่งมาเป็นบาทบริจาริกา หรืออาจเป็นถึงพระมเหสีก็ได้ และเมื่อพระองค์สวรรคตลงและได้ถวายพระเพลิงไปแล้ว พระนางได้กลับภูมิลำเนาและได้นำเอาพระอัฐิของพระสวามีไปด้วย กษัตริย์พระองค์ใหม่คือพระเจ้าศรีธรรมาโศกมหาราชาธิราช ผู้เป็นพระโอรส ได้ทรงช่วยเหลือด้วยการมีพระราชโองการไปยัง พระเจ้าสุนัตถ์แห่งธานยปุระ ให้ช่วยเหลือทุอย่างตามแต่พระนางประสงค์ โดยนัยนี้เองพระเจ้าสุนัตถ์น่าจะเป็นพระญาติใกล้ชิดกับพระนางและองค์มหาราชแห่งนครศรีธรรมราช ..”

นอกจากนี้ตำนานเมืองพัทลุงได้กล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า “……ณปีชวดตรีนิศกวันอาทิตย์เดือน๖แรม ๕ ค่ำไซร้นางและเจ้าพระยากรีฑาพลกลับมายังสทังบางแก้วเล่าแล กุมารก็เลียบเดินดูจะตั้งเมืองบ่อมิได้ เหตุน้ำนั้นเข้าหาพันธุ์สักบ่อมิได้ก็ให้มาตั้งในเมืองนครศรีธรรมราช แลญังพระศพธาตุแลเจ้าพระยาธรรมาโศกราช ลูกเจ้าพระยาศรีธรรมาโศกราชนั้น…”

จากข้อความนี้แสดงว่าขณะที่เจ้าพระยากุมารกับพระนางเลือดขาว ได้เข้าไปพักในเมืองนครศรีธรรมราชนั้น ได้พบพระเจ้าศรีธรรมาโศกราชถึง ๒ พระองค์ ทรงเป็นพระราชบิดาและพระโอรสซึ่งกันและกัน แต่องค์ที่เป็นพระราชบิดานั้นได้สวรรคตแล้วเหลือแต่พระอัฐิ

๒๓. พระเจ้าศรีธรรมาโศกมหาราชาธิราช

พระยาศรีธรรมาโศกราชองค์นี้ ครองนครศรีธรรมราชในราวก่อนปี พ.ศ. ๑๗๑๐ เพราะในปีนี้ได้มีพระราชโองการไปยังเมืองธานยปุระ ทรงเป็นพระโอรสของพระยาศรีธรรมาโศกราชองค์ก่อนและมีชื่อปรากฎในหลักศิลาจารึกหลักที่ ๓๕ และปรากฎในตำนานเมืองพัทลุงดังกล่าวมาแล้ว จากศิลาจารึกดังกล่าวพอจะทราบเค้าเงื่อนได้ว่า ในสมัยของพระราชบิดาพระองค์นั้น นครศรีธรรมราชคงมีอำนาจมากและปกครองขึ้นไปจนถึงเมืองธานยปุระ( ปากน้ำโพ )เป็นอย่างน้อย และนักประวัติศาสตร์บางท่านยังมีความเห็นต่อไปว่า น่าจะปกครองขึ้นไปจนถึงหัวเมืองทางเหนือเสียด้วยซ้ำ มิฉะนั้นแล้วหัวเมืองทางเหนือจะติดต่อออกไปทางทะเลได้อย่างไร ในเมื่อบริเวณปากน้ำโพต้องขึ้นอยู่กับนครศรีธรรมราช แสดงให้เห็นว่านครศรีธรรมราชคงกลายเป็นอาณาจักรแล้วอย่างสมบูรณ์ ไม่ใช่เป็นเมืองเล็กๆอย่างแต่ก่อน และพอจะอนุมานได้ว่าอำนาจของอาณาจักรศรีวิชัยซึ่งมีราชธานีอยู่ที่ไชยาได้เสื่อมลงและศูนย์ของอำนาจน่าจะไปอยู่ที่นครศรีธรรมราชในช่วงเวลาต่อมา
๒๔. พระเจ้าศรีธรรมาโศกราช

พระยาศรีธรรมาโศกราชองค์นี้ ท่านศาสตราจารย์ขจร สุขพานิช ได้เสนอความเห็นว่ามีถิ่นกำเนิดอยู่ที่กรุงละโว้ .ในบทความเรื่อง “..ราชวงศ์ศรีธรรมมาโศกราช “ และได้เสนอความเห็นในคราวสัมมนาประวัติศาสตร์เรื่อง “..พระราชวงศ์ศรีธรรมาโศกราชตามจารึกคงแม่นางเมือง จังหวัดนครสวรรค์เป็นราชวงศ์แรกของไทยหรือไม่..”รวมทั้งเอกสารอื่นๆที่เกี่ยวข้องดังนี้

เมื่อ พ.ศ. ๑๔๐๔ เจ้าชายวาสุเทพกับพระอนุชาอีก ๓ พระองค์ ทรงเป็นหัวหน้าคุมชาวไทยยวน ลงมาจากแคว้นล้านนาเข้ามาตั้งถิ่นฐานในอาณาจักรสยาม และไทยยวนพวกนี้ พยายามตั้งตนเป็นใหญ่ในแคว้นละโว้ แต่ต้องอยู่ภายใต้การปกครองของขอม แต่พยายามประกาศเอกราชเรื่อยมา ในขณะที่พระเจ้าสุริยวรมันที่ ๑ ได้แผ่อำนาจมาปกครองแถบลุ่มน้ำเจ้าพระยา ในราวพ.ศ.๑๕๔๕–๑๕๙๓ ก็ต้องตกอยู่ในอำนาจของพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๑ แต่พอสิ้นสมัยของกษัตริย์องค์นี้ ไทยยวนพวกดังกล่าวก็ได้สถาปนาตนเองขึ้นปกครองละโว้จนสำเร็จ และตั้งราชวงค์ของตนเองขึ้นปกครองละโว้ว่า “..ราชวงค์ศรีธรรมาโศกราช. “และได้ ประกาศเอกราชไม่ขึ้นต่อขอมอีกต่อไป ในราย พ.ศ.๑๖๕๘ แต่พอมาในสมัยของพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ กรุงละโว้ก็ตกเป็นของขอมอีก พอสิ้นสมัยของพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒ ทางขอมเกิดสงครามแย่งบัลลังก์กันเรื่อยมา ทำให้ไม่สามารถจะปกครองละโว้ได้อย่างเต็มที่ ละโว้ได้โอกาศก็เป็นอิสระอยู่ชั่วระยะหนึ่งแต่ไม่สมบูรณ์ จนถึงสมัยของพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๗ มหาราชแห่งกัมพูชา ได้ทรงทำสงครามกับพวกจามจนได้ชัยชนะ และเมื่อปราบปรามความวุ่นวายภายในจนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ได้ขึ้นเสวยราชย์ในราวปี พ.ศ.๑๗๒๔ และได้ส่งราชโอรสไปปกครองละโว้เสียเอง ซ้ำยังได้เกณฑ์คนไทยยวนไปสร้างปราสาทพระขรรค์ในกัมพูชาเมื่อ พ.ศ.๑๗๓๔ อีกด้วย ทำให้พระเจ้าศรีธรรมาโศกราชที่ ๒ ซึ่งครองละโว้อยู่ในขณะนั้นไม่สบายใจ เกิดความคับแค้นใจเป็นอย่างมากที่ไม่สามารถปกครองละโว้ต่อไปได้จึงชวนพระมเหสี พระอนุชา และชนชาวไทยอพยพลงทางใต้ และมาตั้งเมืองขึ้นที่หาดทรายแก้วแห่งนี้ ซึ่งตรงตามหลักศิลาจาจึกหลักพิมานะกะของกัมพูชา หลักที่ ๑๘๒ ในหนังสือของ อาร์.ซี. ได้ให้ความเห็นว่า เจ้าชายในราชวงค์หนึ่งของพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๗ คือราชวงค์ศรีธรรมาโศกราช ทรงพระนามว่า อินทวรมัน และมีสร้อยพระนามว่าละโว้ทเยศ ซึ่งหมายถึงผู้เป็นใหญ่ในละโว้ ได้บีบคั้นให้ พระยาศรีธรรมาโศกราชต้องสละกรุงละโว้ พาพระมเหสีและชนชาวไทยเดินทางลงมาทางใต้ เจ้าชายที่ทรงพระนามว่าอินทวรมัน น่าจะเป็นโอรสของพระเจ้าสุริยวรมันที่ ๗ ก็เป็นได้ ที่มาปกครองละโว้ตามพระราชประสงค์ของพระบิดา จนทำให้พระยาศรีธรรมาโศกราชต้องสละเมืองละโว้ ในราวปี พ.ศ.๑๗๓๔ เดินทางลงมาทางใต้ มาพบหาดทรายแก้ว และสร้างเมืองนครศรีธรรมราชขึ้นณที่แห่งนั้น

๒๕. ท้าวศรีธรรมาโศกราช

พระยาศรีธรรมาโศกราชองค์นี้เดินทาง มาสร้างเมืองนครศรีธรรมราช คล้ายกับพระยาศรีธรรมาโศกราชหมายเลข ๒๔. คือต้องสละบ้านเมืองเดิมเดินทางมาสร้างบ้านเมืองแห่งใหม่บนหาดทรายแก้วเป็นเมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นไปได้หรือไม่ว่ากษัตริย์ในหมายเลข ๒๔ และ ๒๕ จะเป็นกษัตริย์พระองค์เดียวกันหรือจะเป็นคนละองค์ เชิญท่านผู้อ่านใช้วิจารณญาณตามความคิดเห็นของตน ต่อไปนี้เชิญอ่านประวัตินครศรีธรรมราชต่อไป

ตำนานพระบรมธาตุเมืองนครศรีธรรมราชกล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า “…..ยังมีพญาองค์หนึ่งชื่อท้าวศรีธรรมาโศกราช เป็นเจ้าเมืองอินทปัตบุรีย์ น้องชายชื่อจันทรภาณุ๑ ชื่อท้าวพงษ์สุรา๑พาญาติวงษ์ไพร่พลหนีไข้ห่า ดั้นด้นมาช้านานประมาณ ๘-๙ ปี มาถึงหาดทรายแก้ว พบพรหมสุริยทำไร่อยู่ นายเทียนบัณฑิตซึ่งเป็นชีอยู่คนหนึ่ง แลพลพระศรีธรรมาโศกราชยกมาแต่อินทปัตนั้น ๓๐,๐๐๐ เกนตั้งค่ายลงมั่นแล้ว เกนทำนาไร่ แลเกนทำอิฐปูน ก่อกำแพงเมืองรอบแล้ว ก่อพระบรมธาตุขึ้น ตามพระญาศรีธรรมาโศกราชทำไว้แต่ก่อน …..”

ตามตำนานพระบรมธาตุเมืองนครศรีธรรมราช ไม่ได้ระบุปี พ.ศ ไว้ ว่าเป็นปี พ.ศ.ใด ถ้าพระยาศรีธรรมราชโศกราชองค์นี้ เป็นองค์เดียวกันกับ พระยาศรีธรรมาโศกราชในหมายเลข ๒๔ ก็น่าจะเป็นปี พ.ศ.๑๗๓๔ หรือมากกว่านั้นเพราะต้องใช้เวลาในการเดินทางมาประมาณ ๘-๙ ปี ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นน่าจะเป็น พ.ศ.๑๗๔๓หรือมากกว่านั้น พระราชภารกิจของกษัตริย์องค์นี้ มีดังนี้

๑. สร้างเมืองนครศรีธรรมราชขึ้นมาใหม่ เดิมเมืองนี้อาจจะเป็นเมืองร้างอยู่ก็ได้ด้วย เพราะโรคห่า ต้องมาระดมผู้คนและมาสร้างเมืองกันใหม่เพื่อให้อยู่ในสภาพที่ใช้ได้ดีและสามารถจะปกป้องเมืองจากข้าศึกได้ด้วย

๒. สร้างต่อเติมพระบรมธาตุเสียใหม่เป็นการเพิ่มเติม ต่อจากพระยาศรีธรรมาโศกราชองค์ก่อนๆได้ทำไว้ แล้วเกือบทุกองค์

๓.. สร้างวิหารใหญ่ชื่อวิหารหลวง ดังนั้นวิหารหลวงก็ได้เริ่มก่อสร้างขึ้นในสมัยนี้

๔.. สร้างกำแพงเมืองโดยรอบทั้ง ๔ ด้าน

๕.. ได้นำผ้าพระบท (คือผ้าที่เขียนเป็นภาพประวัติของพระเวสสันดรไว้) ขึ้นไปถวายพระบรมธาตุเจดีย์ จนเป็นประเพณีมาจนทุกวันนี้

๖. ทำสงครามกับพระเจ้าอู่ทองแห่งอโยธยา และในที่ สุดได้มีการแบ่งปันเขตการปกครอง ซึ่งกันและกัน และได้เป็นมิตรไมตรีต่อกันจนตลอดรัชกาลนั้น มูลเหตุแห่งสงครามและเหตุการณ์ในสงครามมีดังนี้

หลังจากที่ได้สร้างต่อเติมพระบรมธาตุ่ได้ไม่นาน พระยาศรีธรรมาโศกราชก็มีพระราชสารไปยังเมือง ๑๒ นักษัตริย์ให้มาทำการฉลองบูชาพระบรมธาตุ ความทราบไปถึงท้าวพิชัยเทพเชียงแสนผู้เป็นบิดาของท้าวอู่ทองแห่งอโยธยา [ ซึ่งท้าวพิชัยเทพเชียงภวานี้เป็นกษัตริย์ที่สืบเชื้อสายมาจากพระเจ้าพรหมมหาราชแห่งอาณาจักรโยนกเชียงแสน ซึ่งถูกพวกขอมรุกรานต้องหนีมาตั้งเมืองใหม่ที่เมืองอู่ทองชื่อเมืองใหม่ว่าอโยธยา ตั้งราชวงศ์อู่ทองขึ้นที่เมือง แห่งนี้กษัตริย์ในราชวงศ์อู่ทองเท่าที่สืบทราบมามีดังนี้

๑. ท้าวพิชัยเทพเชียงแสน(ภวา)

๒. ท้าวอู่ทอง(พระเจ้าอู่ทองศรีมหิธรเทพพรหม เป็นโอรสของท้าวพิชัยเทพเชียงแสน

๓. พระเจ้าชัยเสน (พ.ศ.๑๗๗๖–๑๘๒๓)เป็นราชบุตรเขยของท้าวอู่ทอง

๔. พระเจ้าสุวรรณราชา (พ.ศ.๑๘๒๓–๑๘๔๔) เป็นพระนัดดาของพระเจ้าชัยเสน

๕. พระเจ้าธรรมราชา (พ.ศ.๑๘๔๔–๑๘๕๓) เป็นราชบุตรเขยองค์ใหญ่ของพระเจ้าสุวรรณราชา

๖. พระเจ้าบรมราชา ( พ.ศ.๑๘๕๓–๑๘๘๗) เป็นราชบุตรเขยองค์ถัดมาของพระเจ้าสุวรรณราชา

๗. พระเจ้าอู่ทอง ( สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑) เป็นโอรสของพระเจ้าบรมราชา ขึ้นครองราชย์ในปี๑๘๘๗ แล้วได้ย้ายพระราชวังเดิม(ราชธานี)ไปตั้งใหม่ที่ริมหนองโสนแล้วขนานนามใหม่ว่า “กรุงเทพมหานครบวรทวาราวดีศรีอยุธยา” ]

ข้อความในตำนานพระบรมธาตุเมืองนครศรีธรรมราชตอนหนึ่งกล่าวว่า “…..ท้าวอู่ทองยกไพร่พลยี่สิบแสนเจ็ดพันสามร้อยตั้งอยู่แม่น้ำแห่งหนึ่ง มีพระราชสารถึงพระญาศรีธรรมาโศกราช พระญาศรีธรรมาโศกราชจัดพลเมืองได้ยี่สิบแสนเจ็ดพันสามร้อยเท่ากับพลท้าวอู่ทอง ยกไปตั้งทำกำเร ท้าวอู่ทองยกไปตั้งบางตภารทำเพหารอารามไปทุกแห่งจนถึงบางตภาร แลทหารทัพหน้าทั้งสองฝ่ายรบกัน ไพร่พลทั้งสองฝ่ายล้มตายเป็นอันมาก พระยาศรีธรรมาโศกราช ดำริหศรีธรรมราในพระทัย……จะขอให้ไมตรีนั่งอาสน์เดียวกันกับท้าวอู่ทอง ท้าวอู่ทองกับท้าวศรีธรรมาโศกราชจะเป็นไมตรีกันนั้น ท้าวอู่ทองขึ้นบนแท่นแล้วพระญาศรีธรรมาโศกราชจะขึ้นไปมิได้ ท้าวอู่ทองก็จูงพระกรขึ้น มงกุฏของพระเจ้าศรีธรรมาโศกราชตกจากพระเศียร แล้วท้าวศรีธรรมาโศกราชสัญญาว่า เมื่อตัวพระองค์กับอนุชาของพระองค์ยังอยู่ให้เป็นทองแผ่นเดียวกัน ถ้าท้าวอู่ทองจะประสงค์สิ่งใดจะจัดแจงให้นานไปเบื้องหน้า ให้มาขึ้นกรุงศรีอยุธยาฝ่ายท้าวอู่ทองก็รับเป็นไมตรีแก่กัน แลท้าวอู่ทองว่าถ้าท้าวศรีธรรมาโศกราชต้องการสิ่งใดท้าวอู่ทองจะจัดให้มา เจรจาความกันแล้ว ต่างองค์ต่างยกไพร่พลคืนเมือง …”

ในตำนานเมืองนครศรีธรรมราชตอนหนึ่งกล่าวว่า “……..ท้าวอู่ทองยกพระหัตถ์เบื้องขวาชี้ว่า แต่เทียมแท่นศิลาไปฝ่ายทักษิณเป็นแดนพระเจ้าศรีธรรมาโศกราช แต่เทียมแท่นศิลาไปฝ่ายอุดรเป็นแดนท้าวอู่ทอง พญาศรีธรรมาโศกราชไม้ทั้งปวงก็แหวกออกครานั้นแล ท้าวอู่ทองพญาศรีธรรมาโศกราช หลั่งน้ำทักษิโณฑกอธิษฐานเป็นพระญาติพระองค์กันสืบไป ถ้าสิ้นบุญพญาศรีธรรมาโศกราชแล้ว เธอฝากพระนางพระศรีธรรมาโศกราช และทั้งพญาจันทรภาณุ พญาพงศ์สุราหะผู้เป็นน้องทั้งสองด้วย แลพญาศรีธรรมาโศกราชว่าท่านท้าวอู่ทองณเมืองของท่านโพ้นขัดสิ่งใดบ้างซึ่งหาไม่ ท้าวอู่ทองบอกว่าขัดแต่ หวาย แส้ม้า คันขอ เชือกขวั้น พรวนคร้อง แลพญาศรีธรรมาโศกราช เมืองของท่านขัดสิ่งใดเล่า แลพญาศรีธรรมาโศกราชว่า ขัดแต่เกลืออาณาประชาราษฎร์ไม่รู้ทำกิน แลท้าวอู่ทองว่าจงให้สำเภาเข้ามาจะจัดให้ออกไป จะได้ทำบุญให้ทาน แล้วพญาศรีธรรมาโศกราชท้าวอู่ทองปราไสกันแล้วก็เสด็จกลับมายังเมืองทั้งสองฝ่าย…….”

จากผลการสงครามในครั้งนั้นฝ่ายพระยาศรีธรรมาโศกราชยอมแพ้เพราะสงสารทหารที่ล้มตายเป็นอันมาก รบกันที่อำเภอบางสะพานหมู่บ้านไม้แกวก มีการแบ่งปันเขตแดนซึ่งกันและกันและสัญญาว่าจะช่วยเหลือกัน ต่อมาปรากฎว่าท้าวอู่ทองได้ส่งเกลือมาให้ชาวนครศรีธรรมราชด้วย และแท่นหินที่ทั้งสององค์ขึ้นประทับ อยู่ในเขตจังหวัดแระจวบคีรีขันธ์ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า หินแท่น ยังปรากฎอยู่ทุกวันนี้ พอสิ้นราชวงศ์ปทุมวงศ์แล้ว พระเจ้าชัยเสนแห่งราชวงศ์อู่ทอง ก็ส่งคนของพระองค์มาปกครองนครศรีธรรมราชทันที เป็นอันว่า นครฯตกเป็นเมืองขึ้นของอโยธยาโดยสมบูรณ์ตั้งแต่นั้นมา แต่ปกครองนครฯอย่างเมืองพี่เมืองน้อง ไม่ทำอะไรให้ชาวนครฯต้องเดือดร้อนมากนัก

๒๖. พระเจ้าจันทรภาณุ (พระเจ้าจันทรภาณุองค์ที่ ๑ )

พระเจ้าจันทรภาณุมีพระนามอีกอย่างหนึ่งว่า “พระเจ้าจันทรภาณุศรีธรรมราช” เป็นกษัตริย์มหาราชพระองค์หนึ่งของนครศรีธรรมราช ตำนานพระบรมธาตุเมืองนครศรีธรรมราชตอนหนึ่งกล่าวว่า “…….เมื่อพระญาศรีธรรมาโศกราชถึงแก่กรรมเมื่อศักราช ๑๒๐๐ ปี พระญาจันทภาณูเป็นเจ้าเมือง พญาพงษาสุราเป็นพระญาจันทภาณู ตั้งฝ่ายทักษิณพระมหาธาตุเป็นเมืองพระเวียง …….”

พระเจ้าจันทรภาณุเป็นพระอนุชาของท้าวศรีธรรมาโศกราช พระเจ้าจันทรภาณุเป็นเจ้าเมืองเมื่อศักราช ๑๒๐๐ ปีนั้น สันนิษฐานว่าไม่น่าจะเป็นพุทธศักราช หรือจุลศักราช แต่น่าจะเป็นมหาศักราช ดังนั้นถ้าเป็นมหาศักราช ก็เอา ๖๒๑ บวกเข้าไปจะเป็น พ.ศ. ๑๘๒๑ ซึ่งน่าจะใกล้ความจริงมากที่สุด หลักฐานทางประวัติศาสตร์บางแห่งบอกว่า “…..เมื่อ พ.ศ.๑๗๗๓ เจ้าผู้ครองนครตามพรลิงค์ ทรงพระนามว่า จันทรภาณุ ซึ่งตามหลักฐานนี้ก็ต่างจาก พ.ศ.๑๘๒๑ เพียง ๔๘ ปีก็น่าจะใกล้ความจริงมากที่สุด เมื่อพระเจ้าจันทรภาณุได้ครองนครศรีธรรมราชแล้ว ได้สถาปนาพระอนุชา เป็นพระเจ้าจันทรภาณุในตำแหน่งพระมหาอุปราชและให้ไปครองเมืองพระเวียง

พระเจ้าจันทรภาณุทรงเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่พระองค์หนึ่งของนครศรีธรรมราช ดังมีข้อความปรากฎในศิลาจารึกของเมืองนครศรีธรรมราชตอนหนึ่งว่า “……ศรีศวัสติ พระเจ้าผู้ครองเมืองตามพรลิงค์ เป็นผู้อุปถัมภ์ตระกูลปทุมวงศ์ พระหัตถ์ของพระองค์มีฤทธิ์มีอำนาจ ด้วยอานุภาพแห่งบุญกุศล ซึ่งพระองค์ได้กระทำ แก่มนุษย์ทั้งปวง ทรงเดชานุภาพดุจพระอาทิตย์ พระจันทร์ และมีพระเกียรติอันเลื่องลือ ทรงพระนามจันทรภาณุศิริธรรมราช เมื่อกลียุค ๔๓๓๒ …….”

พระราชกรณียกิจในสมัยของพระเจ้าจันทรภาณุมีดังนี้

๑. ประกาศอิสระภาพจากอาณาจักรศรีวิชัยให้แก่นครศรีธรรมราช ตอนนั้นนครฯเป็นรัฐหนึ่งของศรีวิชัย แต่ศรีวิชัยได้ปกครองนครฯในลักษณะหลวมๆคล้ายอโยธยา ซึ่งตอนนั้นศรีวิชัยอ่อนแอเต็มที พระเจ้าจันทรภาณุจึงประกาศเอกราชจากศรีวิชัยในราว พ.ศ.๑๗๗๓ และอาณาจักรศรีวิชัยก็ถึงกาลอวสานในราวปี พ.ศ.๑๘๓๘ หลังจากครองความ ยิ่งใหญ่มานานประมาณ ๕๐๐ ปี

๒. แยกตนเป็นอิสระจากการปกครองของอโยธยา เนื่องจากอโยธยาได้ปกครองนครฯอย่างหลวมๆเช่นเมืองพี่เมืองน้อง เมื่อพระเจ้าจันทรภาณุประกาศแยกตนเป็นเอกราช ทางฝ่ายอโยธยาก็มิได้มีปฏิกริยาแต่อย่างใด

๓. ยกทัพไปตีลังกา ๒ ครั้ง ดังนี้

ครั้งที่ ๑.ยกไปตีลังกาในราวปี พ.ศ.๑๗๕๐ ในสมัยของพระเจ้าปรักกรมพาหุ กษัตริย์แห่งลังกา ในการรบครั้งนี้ได้รับชัยชนะ/ เป็นเหตุให้แสนยานุภาพของพระองค์แผ่ไปตลอดแหลมมลายู และเกิดมีอาณานิคมของตามพรลิงค์อยู่ในลังกา และเป็นสาเหตุหนึ่งที่ลังกาต้องมอบพระพุทธสิหิงค์ให้ไทยในโอกาสต่อมา และชาวลังกาเรียกพระนามของพระองค์ว่า ชวากะ

ครั้งที่ ๒ ยกทัพไปตีลังกาครั้งนี้อยู่ในระหว่าง พ.ศ.๑๘๐๑–๑๘๐๓ หรือในราว พ.ศ.๑๗๙๕ นักประวัติศาสตร์บางท่านมีความเห็นว่า ในการรบครั้งนี้พระองค์มิได้กรีฑาทัพไปโดยพระองค์เอง แต่มอบหมายให้ราชโอรสพร้อมด้วยนายพลคนสำคัญไปรบแทน
การไปรบลังการในครั้งหลังนี้พระเจ้าจันทนภาณุ ได้รับความช่วยเหลือจากทหารชาวทมิฬโจฬะ และพวกปาณฑย์ ซึ่งเป็นศัตรูกับชาวลังกามาแต่โบราณ และได้ยกพลขึ้นบกที่มหาติตถะ ทางฝ่ายนครศรีธรรมราช มีเจ้าชายวีรพาหุเป็นแม่ทัพในระยะแรกฝ่ายพระเจ้าจันทรภาณุมีชัยชนะในการรบ แต่ระยะหลังกองทัพของพวกปาณฑ์เกิดลับใจไปร่วมรบกับพวกลังกาตีพวกโจฬะแตกพ่าย ทำให้ทัพของพระเจ้าจันทรภาณุถูกล้อม มีนักประวัติศาสตร์บางท่านกล่าวว่าพระองค์สิ้นพระชนม์ในสนามรบ แต่บางท่านบอกว่าพระองค์เสด็จกลับมาได้และอยู่ต่อมาอีกหลายปีจึงสิ้นพระชนม์

๔. สร้างวัดวาอาราม อาจารย์มานิต วัลลิโภดมได้สืบสาวเรื่องราวเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้ความว่า ในระหว่าง พ.ศ.๑๗๗๖–๑๘๒๓ นครศรีธรรมราชว่างจากราชการสงครามมีเวลาว่าง จึงได้สร้างวัดขึ้นหลายวัดเช่น วัดพระเดิม วัดหว้าทยานหรือวัดหว้าอุทยาน และได้มีการปลูกต้นพระศรีมหาโพธิไว้ทุกวัดด้วย

๕. ตั้งลัทธิลังกาวงศ์ขึ้นที่นครศรีธรรมราช ในช่วงที่พระเจ้าจันทรภาณุได้ส่งฑูตไปเมืองลังการเพื่อขออัญเชิญพระพุทธสิหิงค์นั่นเอง ก็ได้ส่งพระภิกษุชาวนครศรีธรรมราชไปศึกษาพระธรรมวินัยแบบหินยานของลังกา และตอนขากลับก็ได้เชิญพระภิกษุชาวลังกาพร้อมชนชาวลังกามาด้วย มาตั้งคณะสงฆ์ขึ้นใหม่ที่นครศรีธรรมราชเรียกว่า”พระพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์” แทนลัทธิเดิมซึ่งพระพุทธศาสนาแบบมหายานตามอย่างศรีวิชัย ต่อมาลัทธิลังกาวงศ์ก็แผ่ไปสู่สุโขทัย ตั้งเป็นปึกแผ่นอย่างมั่นคงมาจนปัจจุบันนี้

๖. สร้างพระบรมธาตุเจดีย์ให้เป็นแบบทรงลังกา ด้วยในระยะพระบรมธาตุเดิมเป็นแบบศรีวิชัยและชำรุดทรุดโทรมมาก พระภิกษุและชนชาวลังกาที่มาอยู่ที่นครศรีธรรมราช รวมทั้งชาวนครฯเองด้วย ลงความเห็นกันว่าเห็นควรบูรณะซ่อมแซมองค์พระบรมธาตุเสียใหม่ให้แข็งแรง โดยให้สร้างใหม่หมดทั้งองค์ตามแบบทรงลังกา และให้คร่อมทับพระเจดีย์องค์เดิมไว้โดยสร้างเป็นพระสถูปทรงโอคว่ำ พระเจดีย์องค์เดิมได้ค้นพบเมื่อคราวบูรณะปฏิสังขรณ์พระบรมธาตุเจดีย์ในสมัยรัชกาลที่ ๕ และมีหลักฐานยืนยันว่าชนชาวลังกาได้มาอยู่ที่นครฯจริง ด้วยในปี พ.ศ.๒๔๗๕ ได้ขุดพบพระพุทธรูปลังกาทำด้วยหินสีเขียวคล้ายมรกต ๑ องค์ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าเป็นฝีมือของชาวลังการุ่นเก่า โดยขุดพบที่บริเวณพระพุทธบาทจำลองในวัดพระมหาธาตุฯ ปัจจุบันพระพุทธรูปองค์นี้ได้เก็บรักษาไว้ที่ พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช

ตำนานเมืองนครศรีธรรมราชกล่าวว่าในพุทธศตวรรษที่ ๑๙ บริเวณวัดพระมหาธาตุมีแต่เขตพุทธาวาสไม่มีเขตสังฆาวาส พระภิกษุจึงไม่มีและไม่ได้จำพรรษาที่วัดพระมหาธาตุ เมื่อพระภิกษุชาวลังกาเข้ามาอยู่ในนครฯ พระภิกษุชาวลังกาจึงแนะนำให้มีการบำรุงและรักษาพระมหาธาตุ โดยกำหนดให้พระสงฆ์ในวัดอื่นๆที่อยู่รอบวัดพระมหาธาตุ เป็นผู้อภิบาล พระมหาธาตุในทิศทั้ง ๔ โดยแบ่งการอภิบาลออกเป็น ๔ คณะคือ

๑.คณะ(ลัง)กาเดิม น่าจะเป็นพระที่มาจากลังกาหรือพระชาวนครที่พระชาวลังกาบวชให้ ทำหน้าที่รักษาองค์พระบรมธาตุทางทิศเหนือ

๒. คณะ(ลัง)กาแก้ว น่าจะเป็นพระพนรัตน์คือพระพวกอรัญวาสี ทำหน้าที่รักษาองค์พระบรมธาตุทางทิศตะวันออก

๓. คณะ(ลัง)กาชาด ทำหน้าที่รักษาองค์พระบรมธาตุทางทิศตะวันออก

๔. คณะ(ลัง)การาม คงเป็นคณะคามวาสี ทำหน้าที่รักษาองค์พระบรมธาตุทางทิศใต้

๗. สร้างเมืองพระเวียงขึ้นอีกเมืองหนึ่ง โดยให้พระอนุชาไปครอง เป็นการช่วยดูและช่วยปกป้องข้าศึกในทิศนั้นไปในตัวด้วย

๘. ทรงสร้างสัมพันธไมตรีกับทางลังกากล่าวคือพระเจ้าปรากรมพาหุแห่งลังกา ได้ทราบกิตติคุณของพระภิกษุชาวตามพรลิงค์รูปหนึ่งคือ พระธัมมกิตติเถระ พระเจ้าปรากรมพาหุได้เชิญพระเถระรูปนี้ไปประจำอยู่ที่ลังกาชั่วระยะเวลาหนึ่งเพื่อช่วยสั่งสอนชาวลังกา

พระเจ้าจันทรภาณุทรงให้ไมตรีด้วยดียิ่ง ตอนขากลับพระเจ้าปรากรมพาหุได้ถวายสิ่งของและมีศาสนวัตถุรวมอยู่ด้วย เป็นราชบรรณาการแก่พระเจ้าจันทรภาณุ

๙. สร้างวิหารพระม้า ตามตำนานกล่าวว่า มีเศรษฐีชาวลังกา ๒ คน ได้รับบัญชาจากพระเจ้ากรุงลังกา(ซึ่งน่าจะได้แก่พระเจ้าปรากรมพาหุ) ให้มาช่วยบูรณะสร้างพระบรมธาตุให้เป็นแบบทรงลังกา ท่านเศรษฐีทั้ง ๒ พร้อมด้วยบุตรและบริวารก็เดินทางมาตามบัญชาของพระเจ้ากรุงลังกา แต่เดินทางมาไม่ทัน การบูรณะการสร้างพระบรมธาตุก็เสร็จไปเสียก่อน ด้วยความศรัทธาต่อพระพุทธศาสนาแม้ไม่ได้สร้างพระบรมธาตุก็ขอให้ได้สร้างสิ่งอื่นแทน เศรษฐีทั้ง ๒ ท่านเลยสร้างวิหารพระม้า ซึ่งอยู่ชิดกับองค์พระบรมธาตุเจดีย์ แต่ในขณะที่กำลังสร้างอยู่นั้น บุตรทั้ง ๒ คนของท่านเศรษฐีทั้ง ๒ เกิดทะเลาะวิวาทกันด้วยเรื่องการชนไก่และไม่สามารถที่จะตกลงกันได้ เลยฆ่ากันตายทั้ง ๒ คน ท่านเศรษฐีทั้ง ๒ เสียใจมากเลยบดกระดูกของลูกทั้ง ๒ คนจนแหลกละเอียด แล้วผสมคลุกเคล้ากับปูนปั้นเป็นรูปเจ้าชายสิทธัตถะ พระนางพิมพา พระราหุล นายฉันนะ ม้ากัณฐกะ เทวดามารพรหม และได้ปั้นพระพุทธรูปยืนปางห้ามญาติ ปั้นรูปพระสารีบุตรและพระโมคคัลลาน ไว้ที่บันไดก่อนขึ้นไปบนลานรอบองค์พระบรมธาตุ เมื่อท่านเศรษฐีทั้ง ๒ ได้ทำจนสำเร็จเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ท่านทั้ง ๒ เลยได้อุทิศตนเพื่อพระพุทธศาสนา โดยบวชเป็นพระภิกษุเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่บุตรชายทั้ง ๒ คนในเวลาต่อมา

๑๐. อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์จากลังกามาประดิษฐานในประเทศไทย ความในหนังสือชินกาลมาลินีกล่าวว่า “…..ใน พ.ศ.๑๗๙๙ มีเจ้าผู้ครองศิริธรรมนครทรงพระนามว่า ศิริธรรมราชพร้อมด้วยโรจนราช ได้ส่งราชฑูตไปถึงเกาะลังกาเพื่อขอรับพระพุทธสิหิงค์มาไว้ในราชอาณาจักร….”พระนามศิริธรรมราชคือพระนามของพระเจ้าจันทรภาณุ และโรจนราชน่าจะได้แก่พ่อขุนศรีอินทราทิตย์หรือผู้มีอำนาจที่เป็นตัวแทนจากสุโขทัย การที่พระเจ้าจันทรภาณุส่งราชฑูตไปอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์นั้นย่อมได้อย่างแน่นอน เพราะพระเจ้าปรากรมพา หุเกรงในอำนาจของพระเจ้าจันทรภาณุอยู่ก่อนแล้วเนื่องจากการสงครามใน ปี พ.ศ.๑๗๙๐

ตามตำนานพระพุทธสิหิงค์กล่าวว่า “…..พระเจ้าไสณรงค์ ( น่าจะเป็นพ่อขุนศรีอินทรา ทิตย์ ) เสด็จดำเนินไปยังเมืองนครศรีธรรมราช ทรงตรัสถามพระเจ้าพระเจ้าศิริธรรมราช ในเรื่องราวต่างๆ และได้ทราบข่าวว่า ในประเทศลังกามีพระพุทธสิหิงค์ เป็นพระพุทธรูปที่มีชื่อเสียงมากจึงได้ตรัสสั่งให้พระเจ้าศิริธรรมราช ซึ่งรู้จักกับพระเจ้ากรุงลังกา ให้ส่งฑูตไปบังคับเอาพระพุทธสิหิงค์จากพระเจ้ากรุงลังกา…และตำนานอีกตอนหนึ่งกล่าวว่า เมื่อ พ.ศ..๑๘๑๗.พญาบาลเมือง พระเชษฐาของพ่อขุนรามคำแหง ได้เสด็จมายังเมืองนครศรีธรรมราช(เมืองพระเวียง) อุปราชผู้ครอง เมืองนครยอมอ่อนน้อม ขณะนั้นพระองค์มีพระราชประสงค์ จะได้พระพุทธสิหิงค์ที่ได้รับจากลังกาทวีป จึงได้กระทำพิธีสมโพชอยู่ ๗ วันแล้วอัญเชิญไปยังสุโขทัย ในขณะเดียวกันพระองค์ให้เหล่าทหารที่มีฝีมือทางช่าง หล่อพระพุทธสิหิงค์ขึ้นมาอีกองค์หนึ่ง แทนไว้ที่เมืองนครศรีธรรมราช….”

ถ้าดูตามตำนานดังกล่าวแสดงว่าพระเจ้าจันทรภาณุถูกบีบจากสุโขทัยให้ส่งฑูตไปบังคับเอาพระพุทธสิหิงค์จากลังกา และส่งพ่อขุนบาลเมืองมารับพระพุทธสิหิงค์จากนครฯแต่ก่อนจะนำพระพุทธสิหิงค์ไป ได้ทำการฉลองอยู่นาน ๗ วัน และเพื่อเป็นการเอาใจชาวนครฯ จึงได้จำลองพระพุทธสิหิงค์องค์ใหม่ไว้ให้ชาวนครได้บูชาแทนพระพุทธสิหิงค์องค์จริงพระพุทธสิหิงค์ ที่จังหวัดนครฯจึงมีลักษณะเป็นอย่างศิลปะเชียงแสน ด้วยสุโขทัยในสมัยยุคต้นๆนั้น ศิลปกรรมของสุโขทัยยังเป็นแบบเชียงแสนซึ่งมีอยู่ก่อนแล้ว

๒๗. พระยาพงษาสุรา ( พระเจ้าจันทรภาณุองค์ที่๒ )

ตำนานพระบรมธาตุเมืองนครศรีธรรมราชกล่าวตอนหนึ่งว่า”…เมื่อศักราช ๑๒๐๐ ปี พระญาจันทภาณูเป็นเจ้าเมือง พระยาพงษาสุราเป็นพระญาจันทภาณู ตั้งฝ่ายทักษิณพระมหาธาตุเป็นเจ้าเมืองพระเวียง อยู่มาท้าวศรีธรรมาโศกราชถึงแก่กรรม พระยาจันทภาณูผู้ต้องเป็นเจ้าเมือง ครั้งนั้นเจ้าเมืองชวายกไพร่พลมาทางเรือมารบเอาเมืองมิได้ ชวาก็เอาเงินปรายเข้ากอไผ่แล้วกลับไป อยู่มาภายหลังชาวเมืองถางไม้ไผ่ เก็บเงินชวากลับมาอีกเล่า เจ้าเมืองแต่งทหารออกรบอยู่แล้ว เจ้าเมืองพาญาติวงษ์ ออกจากเมืองไปอยู่เขาแดง แลกรมการรบกับชวา ชวาก็แตกไป ภายหลังชวายกไพร่มาทอดอยู่ณปากน้ำ มีราชสารมาว่าเจ้าเมืองชวาให้เอาลูกสาวมาถวาย ให้เจ้าเมืองนครออกไปรับ พระญาก็แต่งไพร่พลลงไป ชวาก็จับตัวพญาได้ นางอรรคมเหษีก็ตามพระญาไปถึงเกาะอันหนึ่ง ได้ชื่อว่าเกาะนางโดย ครั้งนั้นชวาก็ให้เจ้าเมืองผูกส่วยไข่เป็ดแก่ชวา ชวาก็ให้พญาคืนมาเป็นเจ้าเมืองเล่า…”

พระยาพงษาสุราซึ่งเป็นพระอนุชาของพระเจ้าจันทรภาณุ ได้ขึ้นครองเมืองนครศรีธรรมราช ในราว พ.ศ.๑๘๐๓ เป็นพระยาศรีธรรมาโศกราชองค์ต่อมา รบไม่เก่งเหมือนพระเชษฐา ทำให้อำนาจของนครฯอ่อนแอลงมากเป็นเหตุให้พระเจ้าเกียรตินคร กษัตริย์ของนครสิงหัสส่าหรีแห่งประเทศชวาทราบข่าว จึงยกทัพมาตีนครศรีธรรมราช นับเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสมัยพระยาพงษาสุรา มีดังต่อไปนี้

๑. พระเจ้าเกียรตินครยกทัพมาตีนครศรีธรรมราชครั้งแรก ไม่สามารถเอาชนะทางนครฯได้ ถูกตีกลับไป โดยชาวชวาเอาเงินมาโปรยไว้ที่ก่อไผ่ โดยหวังว่าชาวนครจะออกมาเก็บเงินแล้วค่อยตีตลบหลัง ชาวนครฯออกมาเก็บเงินจริงแต่ชวาถูกตีกลับไป

๒. พระเจ้าเกียรตินครยกทัพมาตีนครฯอีกเป็นครั้งที่ ๒ แต่ครั้งนี่ใช้อุบายโดยทอดสมอเรืออยู่ที่ปากแม่น้ำ แล้วมีราชสารมาถึงเจ้าเมืองว่าจะยกลูกสาวให้เจ้าเมืองเป็นบรรณาการ

แต่ขอให้พระยานครไปรับด้วยตนเอง เมื่อพระนครลงเรือไปรับพระราชธิดา พระเจ้าเกียรตินครก็จับตัวพระยานครไว้ และนำตัวไปคุมขังไว้ที่เกาะนางโดย พระมเหสีของพระยานครต้องออกไปเจรจากับกษัตริย์ชวาเพื่อขอตัวพระยานครคืน ทางชวายินยอมแต่ต้องส่งส่วยไข่เป็ดให้ชวาทุกปี ที่สุดพระยานครก็ถูกปล่อยตัวกลับมาแต่ต้องเป็นเมืองขึ้นของชวา

๓. ทำศึกกับชวาครั้งที่ ๓ แต่ครั้งนี้ทางนครฯได้รับชัยชนะ ตำนานเมืองนครศรีธรรมราช “….อยู่มาวันหนึ่งมีเด็กชายคนหนึ่งพ่อแม่เข็ญใจ อยู่ตำบลบ้านพเตียน เอาลูกใส่เปลไว้ใต้ร่มไม้กลางนามีงูตัวหนึ่งมาวางแก้วไว้บนเปล พ่อแม่นั้นได้แก้วตั้งชื่อลูกว่า “พังพการ”ครั้นเด็กเติบใหญ่เลี้ยงโคกระบือไว้เด็กทั้งหลายเล่นด้วยพังพการ พังพการให้ดาบไม้ภาเขคนละเล่ม วันหนึ่งพังพการชวนเด็กเล่นวิดปลาแล้วให้สัญญาแก่กันว่า ถ้าปลาออกหน้าที่ผู้ใดจะต้องตัดหัวเสีย ปลาวิ่งออกหน้าเด็กคนหนึ่งพังพการก็เอาดาบภาเขตัดหัวเด็กคนนั้นขาดตายพ่อแม่ก็ไปบอกกรมเมืองๆก็ไปทูลพระญาๆก็เอาเด็กคนนั้นเป็นบุตร พระญาคิดแข็งเมืองกับชวาพระญาก็ให้ขุดคูรอบเมืองพระเวียง พระยาชวาให้มาเอาส่วย พระญาไม่ให้พระยาชวายกทัพเรือมารบ พระญาก็ให้พังพการเป็นทหารออกรบ พังพการฆ่าพวกชวาเสียสามสิบคนทุกวัน พลชวาตายมากนัก แลจะได้เห็นตัวพังพการก็หาไม่ชวาก็แตกหนีไป พระญาก็แบ่งเมืองให้พังพการฝ่ายหนึ่ง พระญาถึงแก่กรรมก็เกิดไข้ห่า ชาวบ้านล้มตายหลบไข้ไปอยู่ห้วยตรอกเขา เมืองก็ร้างอยู่ช้านาน ….”

ศึกชวาครั้งนี้ได้รับชัยชนะก็เพราะฝีมือของพังพการทหารเอก และได้รับบำเหน็จความดีความชอบ ได้ครองเมืองพระเวียงครึ่งหนึ่ง นับเป็นการกู้เอกราชกลับคืนมาหลังจากเสียให้แก่ชวาไปไม่นาน และในสมัยของพระยาศรีธรรมาโศกองค์นี้เอง พ่อขุนรามคำแหงไดโอกาสที่นครฯกำลังอ่อนแอ(อาจจะหลังที่พังพการตายแล้ว)เลยขยายอำนาจมาทางใต้ไปตลอดแหลมมลายู และสามารถตีเอานครศรีธรรมราชได้ในปี พ.ศ.๑๘๓๗ โดยในการตีนครฯในครั้งนี้ พ่อขุนรามคำแหงได้ผู้ช่วยเหลือ ๒ คนคือ พ่อขุนน้าวนำถม ได้ดำเนินนโยบายทางด้านอาณาจักร และอีกคนหนึ่งคือขุนศรีเมืองมาน ได้ดำเนินนโยบายทางด้านศาสนาจักร เมื่อนโยบายทั้งสองลงตัวดีแล้ว จึงบอกให้พ่อขุนรามคำแหงดำเนินการทางสงคราม ผลคือนครศรีธรรมราชตกเป็นของสุโขทัยโดยง่ายตั้งแต่นั้นมา จากนั้นไม่นานก็เกิดไข้ห่าลงในนครฯอีกวาระหนึ่ง ผู้คนล้มตายเป็นอันมาก ทำให้นครฯต้องกลายเป็นเมืองร้าง ขาดผู้กินเมืองอยู่นานอีกครั้งหนึ่ง





๒๘. หลวงศรีวราวงษ์

ตำนานพระบรมธาตุเมืองนครศรีธรรมราชกล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า “….เมื่อศักราชได้ ๑๙๑๙ ปี โปรดให้หลวงศรีวราวงษ์มาเป็นเจ้าเมือง มาทำวิหารฝ่ายอุดรพระธาตุ ทักษิณพระโพธิมณเฑียร ก่อพระสูง ๗ ศอก หล่อพระสำมฤฐองค์หนึ่งไว้ปัจฉิม เมียหล่อองค์หนึ่งไว้ฝ่ายบูรรพ์ชื่อว่าเพหารเขียน แล้วอุทิศข้าชายหญิงไร่นา ไว้สำหรับรักษาพระ….”

หลวงศรีวราวงษ์ได้รับการแต่งตั้งจากสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๑ (ขุนหลวงพะงั่ว)แห่งกรุงศรีอยุธยาให้มาเป็นพระยาศรีธรรมาโศกราช ซึ่งตอนนั้นสุโขทัยอ่อนกำลังเต็มทีแล้ว คงทำอะไรอยุธยาไม่ได้ นครฯก็กลายเป็นเมืองขึ้นของอยุธยาในสมัยของหลวงศรีวราวงษ์นี้เอง และในช่วงนี้ได้สร้างวิหารหลังหนึ่งทางทิศเหนือของพระบรมธาตุ ทางทิศใต้สร้างพระโพธิมณเฑียร ( โพธิลังกา ) โดยก่อพระสูง ๗ ศอกและ หล่อพระสัมฤทธิ์ไว้ ๒ องค์ และหาที่ดินไว้เป็นค่าใช้จ่ายในการรักษาวัด

๒๙. หลวงพิเรนทรเทพ

ตำนานพระบรมธาตุเมืองนครศรีธรรมราชตอนหนึ่งกล่าวว่า “….โปรดให้หลวงพิเรนทรเทพมาเป็นเจ้าเมือง พระทิพราชาน้องพระญาสุพรรณเป็นปลัด ศึกอารู้ยกมาตีเมืองแล้วไปตีเมืองพัทลุง ได้ทิพราชาเป็นแม่ทัพไปตีได้คืนเล่า ….” หลวงพิเรนทรเทพได้ครองเมืองนครศรีธรรมราชในปีใดไม่ปรากฎปีที่แน่ชัด ผู้โปรดเกล้าแต่งตั้งมาครองเมืองน่าจะเป็น สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ หลังจากครองเมืองคงจะไม่นานก็มีข้าศึกมาตีเมืองนครฯแล้วไปตีพัทลุงต่อ ได้พระทิพราชาเป็นแม่ทัพไปตีเอาเมืองพัทลุงคืนมาให้นครฯได้ตามเดิม และในสมัยของหลวงพิเรนทรเทพนี้เอง ในปี พ.ศ.๒๐๒๐ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ได้โปรดให้พระยานครศรีธรรมราช (หลวงพิเรนทรเทพ) เป็นผู้ควบคุมไพร่พลยกทัพไปตีเมืองมะละกา โดยไปทางเมืองปาหัง แต่เกิดไปสู้รบกับเมืองปาหังเสียก่อน สุลต่านโมฮัมหมัดซาร์แห่งมะละกายกทัพมาช่วยเหลือเมืองปาหังพร้อมด้วยเมืองอื่นๆ เช่นปัตตานี ไทรบุรี กะลันตัน เประ เป็นเหตุให้ต้องพ่ายแพ้แก่มะละกา ไม่สามารถเอามะละกามาไว้ในพระราชอาณาเขตได้ และก่อนหน้านี้เพียงเล็กน้อย ในปี พ.ศ.๑๙๙๘ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ได้เปลี่ยนฐานะเมืองนครศรีธรรมราชจากหัวเมืองพระยานครเป็นหัวเมืองเอก โดยให้เจ้าเมืองได้รับบรรดาศักดิ์เป็น”เจ้าพระยาศรีธรรมราช” ถือศักดินา๑๐๐๑ เป็นการลดอำนาจของเจ้าพระยามหานครลงไปเป็นอย่างมาก

ในปี พ.ศ.๒๐๒๗ ในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถนี้เอง ประชาชนชาวนครฯในบริเวณท่าเรือท่าโพธิ์ ซึ่งเป็นท่าเรือที่ใหญ่มาก ได้ร่วมกันสร้างวัดๆหนึ่งขึ้น เรียกว่าวัดท่าโพธิ์ ตามชื่อของสถานที่ เพราะมีต้นโพธิ์ใหญ่อยู่ในบริเวณนั้นโดยให้ต้นโพธิ์ใหญ่อยู่หน้าวัด

๓๐. พระยาพลเทพราช

ตำนานพระบรมธาตุเมืองนครศรีธรรมราชกล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า “…..เมื่อศักราช ๒๐๓๙ ปี โปรดให้พระยาพลเทพราชมาเป็นเจ้าเมือง เกนให้ตกแต่งทำกำแพงกำชับไว้ แล้วเข้าไปกรุงไปทางเมืองสระ….” ผู้แต่งตั้งให้พระยาพลเทพราชมาครองนครฯ น่าจะเป็นสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๒ (พระเชษฐาธิราช) ในสมัยของพระยาพลเทพราชนี้ ได้ก่อทำกำแพงเมืองให้มีความมั่นคงมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม

๓๑ ขุนอินทรเทพ

สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ( พระเทียรราชา ) เป็นผู้แต่งตั้งขุนอินทรเทพให้มาเป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช ใน พ.ศ.๒๐๒๗ ขุนอินทรเทพเป็นอดีตทหารเอกของพระไชยราชาธิราช และขุนอินทรเทพนี้เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิเป็นอย่างมาก เพราะครั้งหนึ่งเคยร่วมกับพระมหาธรรมราชา ช่วยกันกำจัดขุนวรวงษาธิราชและท้าวศรีสุดาจันทร์ แล้วถวายราชสมบัติให้แก่สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ

คุณสงบ ส่งเมือง ได้สันนิษฐานว่าเนื่องจากระยะเวลาที่หัวเมืองมลายูได้เปลี่ยนไปนับ ถือศาสนาอิสลามหลายเมืองแล้ว ทำให้มีศาสนาต่างกัน (แสดงว่าเดิมหัวเมืองมลายูเคยนับถือศาสนาพุทธมาก่อน) และมีชาวยุโรปมาทำการค้าขายทางหัวเมืองแถบนั้นมากขึ้นด้วย ซึ่งต่อมาทางอยุธยาก็ได้อนุญาตให้ชาวยุโรปเหล่านั้น เข้ามาทำการค้าขายในราชอาณาจักรได้ ซึ่งใน พ.ศ.๒๑๕๗ ได้อนุญาตให้บริษัทฮอลันดาเข้ามาตั้งโกดังสินค้าที่เมืองปัตตานี และในปี พ.ศ.๒๑๖๔ ได้อนุญาตให้บริษัทฮอลันดาเข้ามาทำการค้าขาย ติดต่อกับเมืองนครศรีธรรมราชได้

หลังจากที่สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ได้ขึ้นครองกรุงศรีอยุทธยาแล้ว ก็ได้แต่งตั้งให้ขุนอินทรเทพเป็น เจ้าพระยาศรีธรรมาโศกราช มาครองนครศรีธรรมราชองค์ต่อมา และได้พระราชทานลูกของพระสนมเอก ๑ องค์มาเป็นภรรยา เจียดทอง ๑ คู่ พานทอง ๑ คู่ เต้าน้ำทอง ๑ คู่ กระบี่ กั้นหยัน เสลี่ยงงา เสลี่ยงกลีบบัว และเครื่องสูงพร้อม นับว่าขุนอินทรเทพ ได้รับการไว้วางพระราชหฤทัยจากสมเด็จพระมหาจักรพรรดิเป็นอย่างสูง และได้ให้เกียรติอย่างสูงด้วย แสดงว่าราชวงศ์ศรีธรรมาโศกราช ได้มีความสัมพันธ์กับสุโขทัยและศรีอยุธยาตลอดมา

๓๒. พระยาศรีธรรมราชเดช

ตามตำนานพระบรมธาตุเมืองนครศรีธรรมราช ตอนหนึ่งกล่าวว่า “…. เมื่อศักราช ๒๑๔๑ โปรดให้พระยาศรีธรรมราชเดชมาเป็นเจ้าเมือง อุชงคนะให้ลักปหม่าเป็นแม่ทัพเรือมารบ เสียขุนคำแหงปลัดณรอบปากพระญา ข้าศึกรุกเข้ามาถึงตีนกำแพงฝ่ายอุดร พระยาศรีธรรมราชออกไปรบข้าศึกหนีไป ……”


ผู้โปรดเกล้าแต่งตั้งให้พระยาศรีธรรมราชเดชมาเป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช น่าจะเป็นสมเด็จพระนเรศวรมาราช ในสมัยพระยาศรีธรรมราชเดชนี้มีโจรสลัดได้ซ่องสุมผู้คนขึ้นจนเป็นกองทัพเรือที่เมืองตุยงทานา ซึ่งอยู่ระหว่างเนกรีเซมบิลันกับรัฐมะละกา แล้วไปตั้งกองทัพเรือขึ้นที่เกาะแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ทางใต้คือเกาะสิงคโปร์ จากนั้นได้เคลื่อนกองทัพเรือมาตีนครศรีธรรมราช แม่ทัพเรือชื่อลักปหม่า โดยคุมทัพเรือเข้ามาทางคลองปากพญา ทหารเอกของในขณะนั้นคือขุนคำแหง คุมทหารออกไปรบป้องกันเมือง ขุนคำแหงสู้กับโจรสลัดจนเสียชีวิตพร้อมกับปลัดเมือง ทัพของนครฯต้องแตกกระจาย ข้าศึกเข้ามาทางคลองปากพญาเรื่อยๆจนมาขึ้นบกที่บ้านท่าโพธิ์ และรุกเข้าไปถึงบ้านท่าวัง แล้วยกทัพเข้าประชิดกำแพงเมืองทางด้านทิศเหนือ เจ้าเมืองคือพระยาศรีธรรมราชเดชได้ระดมพลต่อสู้ จนสามารถขับไล่ข้าศึกให้แตกหนีออกไปได้ นครศรีธรรมราชจึงพ้นจากอำนาจของโจรสลัดได้อีกวาระหนึ่ง

๓๓. พระรามราชท้ายน้ำ

ตำนานพระบรมธาตุเมืองนครศรีธรรมราชกล่าวไว้ตอนหนึ่งว่า “…เมื่อศักราช ๒๑๔๔ปี โปรดพระรามราชท้ายน้ำมาเป็นเจ้าเมืองเอาขุนเยาวราชมาเป็นปลัด รู้ข่าวศึกอุชงคนะ จึงพระยาให้ขุดฝ่ายบูรรพ์ แต่ลำน้ำท่าวังมาออกลำน้ำฝ่ายทักษิณ ….เมื่อศักราช ๒๑๗๑ ปศึกอุชงคนะยกมาพระญาก็ให้ตั้งค่ายฝ่ายอุดรแลแต่งเรือคุม เรือพายพลประมาณ ๕๐,๐๐๐เศษ รบกันเจ็ดวันเจ็ดคืน ขุนปัญจาออกหักทัพกลางคืน ศึกแตกลงเรือ ศึกเผาวัดท่าโพธิ์เสียพระยาแก้วผู้หลานก่อพระเจดีย์ บรรจุธาตุไว้ในพระธรรมศาลา ……”

สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ได้แต่งตั้งให้พระรามราชท้ายน้ำ มาครองเมืองนครศรธรรมราช ในปี พ.ศ.๒๑๔๔ โดยมีขุนเยาวราชเป็นปลัดเมือง เหตุการณ์ในสมัยของพระรามราชท้ายน้ำคือ เมื่อพระรามราชท้ายน้ำครองเมืองแล้ว ก็รู้ข่าวมาว่าพวกโจรสลัดจะมาตีนครศรีธรรมราช อีก จึงได้เตรียมตัวรับศึกในครั้งนี้ โดยให้ขุดคู (สนามเพลาะ) ทางด้านทิศ ตะวันออก โดยตั้งต้นจากลำน้ำท่าวังผ่านทุ่งหยามไปทางทิศเหนือ ไปบรรจบกับคู้เมือง ซึ่งต่อมาได้กลายเป็นคลองปากนคร ที่บ้านโคกข่อยยังปรากฎอยู่ทุกวันนี้ เมื่อพวกโจรสลัดรู้ว่ามีการเปลี่ยนผู้ครองเมืองและคงคิดว่าเจ้าเมืองนครฯองค์นี้อ่อนแอ ซึ่งพวกโจรพวกนี้ได้ถูกตีแตกไปแล้วตั้งแต่สมัยของพระยาศรีธรรมราชเดชเจ้านครองค์ก่อน และได้คิดมาตีนครฯอีกโดยได้ซ่องสุมพวกโจรและมาตีนครในปี ๒๑๗๑ อีก การรบในครั้งนี้ รบกันเป็นสามารถ

โดยรบกันถึงเจ็ดวันเจ็ดคืน โดยเจ้าเมืองคุมพลออกโจมตีข้าศึก และได้บีบกองทัพข้าศึกให้เป็นรูปปลายหอก ถอยร่นไปทางทิศเหนือเพื่อให้ไปจนมุมที่คลองท่าซัก แล้วได้ส่งทหารอีกกองหนึ่งออกไปทางประตูชุมพล(เดี๋ยวนี้คือที่ตั้งของวิมานไนท์คลับ) ไปต่อสู้กับข้าศึกโดยไปตั้งอยู่บริเวณวัดนาวงเดี๋ยวนี้ เพื่อกันมิให้ข้าศึกยกพลขึ้นณจุดนั้น ทางฝ่ายข้าศึกได้ทำการต่อสู้จนสุดความสามารถ และได้ยกพลขึ้นบกที่ใกล้วัดท่าโพธ์ทางด้านตะวันออกของวัดแล้วรุกคืบหน้าเข้าสู่ตัวเมืองทางด้านทิศตะวันตก ส่วนทหารข้าศึกที่ยกพลขึ้นที่ปากน้ำปากนคร ก็ถูกตีกระหนาบจากทหารของนครฯที่มาแอบซุ่มคอยอยู่ และทางฝ่ายนครก็สั่งพลทุกกองเข้าทำการปะทะกับข้าศึกอย่างไม่คิดถึงชีวิต โดยมีพระรามราชท้ายน้ำเจ้าผู้ครองนครฯ

เป็นแม่ทัพนำทัพออกรบเอง ศึกครั้งนี้เป็นศึกที่ใหญ่มากครั้งหนึ่งของชาวนคร ทั้งข้าศึกและทัพชาวนครเองก็ผลัดกันรุกผลัดกันรับ จนพอถึงวันที่เจ็ดตอนพลบค่ำพระรามราชท้ายน้ำ ซึ่งอยู่ในวัยชราแล้วเป็นลมล้มลงเสียชีวิต ทำให้ทหารของนครฯเกิดเสียขวัญ ข้าศึกเกิดฮึกเหิมรุกไปจนถึงวัดท่าโพธิ์ แล้วทำการเผาวัดท่าโพธิ์รวมทั้งชุมชนแห่งนั้นจนเสียหายยับเยิน ส่วนขุนปัญจาซึ่งเป็นทหารเอกของนครฯ ได้พยายามรวบรวมผู้คนและนำทหารซึ่งอยู่ทางด้านทิศใต้ ยกกำลังมาโจมตีข้าศึกอีกแนวหนึ่งจนพวกสลัดแตกพ่าย หนีลงเรือไปทางเดิมที่มา เป็นอันว่านครฯได้พ้นจากเงื้อมมือของโจรสลัดได้อีกวาระหนึ่ง

ต่อมาพระยาแก้วซึ่งเป็นหลานของพระรามราชท้ายน้ำ ได้นำอัฐิของท่านมาบรรจุไว้ในวิหารธรรมศาลาวัดพระมหาธาตุ และในปี พ.ศ.๒๕๐๓ ทางเทศบาลเมืองนครศรีธรรมราช ได้ให้เกียรติแก่ท่าน โดยได้ตั้งชื่อถนนสายหนึ่งว่า “ถนนพระรามราชท้ายน้ำ“อยู่แถวหน้าวัดมุมป้อมพุ่งตรงไปทางทิศตะวันออกสู่ทุ่งหยาม เป็นอนุสรณ์ทางวีรกรรมของท่านตลอดไป

๓๔. พระยาแก้ว

เจ้าพระยานครศรีธรรมราชองค์นี้น่าจะได้รับการแต่งตั้งจากสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมหรือไม่ก็สมเด็จพระเชษฐาธิราชเพราะเป็นสมัยที่ต่อเนื่องกัน ปีที่ขึ้นครองนครฯก็ไม่ปรากฎแน่ชัดว่าขึ้นครองในปีใด หลังจากได้ขึ้นครองนครศรีธรรมราชแล้ว ทางกรุงศรีอยุธยาได้มีสารเรียกตัวท่านไปถือน้ำพิพัฒน์สัตยาที่เมืองหลวง ท่านไม่ยอมไปทำพิธีดังกล่าว ทางกรุงศรีอยุธยาถือท่านเป็นกบฎ เลยส่งออกญาเสนาภิมุขออกมาปราบปรามตัวท่าน พอออกญาเสนาภิมุขไปถึงนครศรีธรรมราชแล้ว เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ก็ขึ้นครองกรุงศรีอยุธยาทันที เพราะไม่มีใครคอยขัดขวางนอกจากออกญาเสนาภิมุขคนเดียวเท่านั้น เมื่อเจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ขึ้นครองราชย์แล้ว ทรงพระนามว่าพระเจ้าปราสาททอง

เมื่อออกญาเสนาภิมุขไปถึงนครฯแล้วประกาศให้ทุกคนออกมาสามิภักดิ์ ถ้าใครไม่ยอมอ่อนน้อมจะฆ่าเสียทุกคน และได้ฆ่าผู้คนที่ไม่ยอมสามิภักดิ์เสียเป็นจำนวนมาก ส่วนพระยาแก้วเจ้าเมืองนครฯยอมอ่อนน้อมและได้รับการแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษา เมื่อออกญาเสนาภิมุขครองนครฯอยู่นั้นได้ยกทัพไปปราบกบฎปัตตานี แต่เสียทีต้องกลับเสียชีวิตที่นครฯ

ต่อมาออกขุนเสนาภิมุขซึ่งเป็นลูกของออกญาเสนาภิมุขซึ่งมีอายุเพียง ๑๘ ปีได้รวบรวมสมัครพรรคพวกคิดการใหญ่โดยตั้งตนเป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชเสียเอง ซึ่งไม่มีใครกล้าขัดขวางเพราะมีอำนาจอยู่ในมือ เจ้าพระยานครศรีธรรมราช(พระยาแก้ว) จึงได้ยุยงส่งเสริมให้ออกขุนศรีวี(เป็นทหารเอกคนหนึ่งของญี่ปุ่น) ให้ตั้งตนเป็นเจ้าเมืองนครฯเสียเองแทนออกญาเสนาภิมุข ด้วยอ้างว่าออกญาเสนาภิมุขยังเป็นเด็กมากเกินไปมาเป็นเจ้าเมืองไมีมีใครยำเกรงและเชื่อฟัง ออกขุนศรีวีเห็นด้วย เลยทำให้เกิดการรบพุ่งกันขึ้นในระหว่างหมู่ชาวญี่ปุ่นด้วยกันเอง แต่ในที่สุดออกขุนศรีวีรู้ตัวว่าตนถูกหลอกและเป็นเหตุให้ชาวญี่ปุ่นฆ่ากันเอง โดยการยุยงส่งเสริมจากเจ้าเมืองคนเก่าคือพระยาแก้ว จึงจับพระยาแก้วฆ่าเสียและมีการรบพุ่งกันต่อไป ในที่สุดออกขุนศรีวีก็ตายในที่รบ

๓๕. ออกญาเสนาภิมุข (ยามาด้านามากาซา )

ออกญาเสนาภิมุขได้รับการแต่งตั้งจากพระอาทิตยวงศ์ให้ไปครองนครศรีธรรมราช เป็นเจ้าพระยานครศรีธรรมราช ตามความต้องการของเจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ เป็นการกำจัดอำนาจของออกญาเสนาภิมุขซึ่งมีอำนาจมากอยู่ในกรุงศรีอยุธยาในสมัยนั้น

ด้วยในปี พ.ศ.๒๑๗๓ ซึ่งเป็นรัชสมัยของพระอาทิตยวงศ์ครองกรุงศรีอยุธยา แต่พระอาทิตยวงศ์ทรงเป็นกษัตริย์ผู้เยาว์ และประกอบกับเกิดการแตกแยกกันในกรุงศรีอยุธยา ทำให้ชาวฮอลันดาที่มาทำการค้าขายที่เมืองปัตตานีเกิดความไม่พอใจ จึงยุยงส่งเสริมให้ชาวเมืองปัตตานีเป็นกบฎและยกทัพมาตีหัวเมืองฝ่ายใต้ นครศรีธรรมราชจึงถือโอกาสร่วมเป็นกบฎไปด้วย

ฝ่ายเจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์(เดิมเป็นพระยาศรีวรวงษ์)ต้องการที่จะเป็นกษัตริย์ครองกรุงศรีอยุธยา แต่เกรงอำนาจของออกญาเสนาภิมุข(ยามาด้านามากาซา) ซึ่งเป็นเจ้ากรมทหารญี่ปุ่น เป็นผู้มีอำนาจมากในกรุงศรีอยุธาในสมัยนั้นจะทำการขัดขวาง จึงได้ออกอุบายโดยการมีราชสารไปเรียกตัวเจ้าพระยานครศรีธรรมราช(พระยาแก้ว) ให้เข้ามาราชสำนักเพื่อทำพิธีถือน้ำพิพัฒน์สัตยาต่อกรุงศรีอยุธยา ผลคือเป็นไปตามความคาดหมายของ เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ เจ้าเมืองนครฯไม่สามารถเข้าไปยังเมืองหลวงได้ โดยอ้างว่ามีปัญหายุ่งยากภายใน เพราะกำลังจะมีศึกฮอลันดารบติดพันกันอยู่ เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์จึงได้โอกาสในการกำจัดออกญาเสนาภิมุขให้พ้นไปเสียจากกรุงศรีอยุธยา จึงเห็นว่ามีความจำเป็นที่จะต้องส่งคนไปปราบปรามนครศรีธรรมราชในฐานะเป็นกบฎ และมองไม่เห็นว่ามีใครที่จะเหมาะสมมากไปกว่าออกญาเสนาภิมุขในขณะนั้น จึงได้แต่งตั้งออกญาเสนาภิมุขให้ไปจับตัวเจ้าพระยานครศรีธรรมราช และให้ออกญาเสนาภิมุขเป็นเจ้าพระยานครศรีธรรมราชแทน โดยพระบรมราชโองการของพระอาทิตยวงศ์

ออกญาเสนาภิมุขเองเองเมื่อโดนเข้าไม้นี้ย่อมมีความพอใจเป็นอย่างยิ่ง จึงไปนครศรีธรรมราชตามบัญชาของกรุงศรีอยุธยา เมื่อออกญาเสนาภิมุขไปนครศรีธรรมราชแล้ว เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ก็จับพระอาทิตยวงศ์กษัตริย์ผู้เยาว์ทำการสำเร็จโทษเสียโดยไม่มีใครกล้าขัดขวาง และขึ้นครองกรุงศรีอยุธยาแทนทรงพระนามว่าสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง

ฝ่ายออกญาเสนาภิมุขเมื่อไปถึงนครศรีธรรมราชแล้ว ได้สั่งประหารชีวิตข้าราชการที่ไม่ยอมสามิภักดิ์เสียหลานคนจนในที่สุดไม่มีใครกล้าขัดขืน ส่วนพระยาแก้วเจ้าเมืองนครฯคนเดิมยอมสามิภักดิ์จึงไม่ถูกฆ่าและได้รับการแต่งตั้งให้เป็นที่ปรึกษาราชการเมือง แล้วออกญาเสนาภิมุขจึงได้ส่งใบบอกไปยังกรุงศรีอยุธยาว่าทำการเรียบร้อยแล้ว สมเด็จพระเจ้าปราสาททองจึงได้ปูนบำเหน็จความดีโดยได้พระราชทานสตรีรูปงามนางหนึ่งชื่อจันทรามาเป็นภรรยาของออกญาเสนาภิมุข

เมื่อเสร็จศึกภายในนครฯแล้วออกญาเสนาภิมุขจึงออกไปปราบกบฎที่ปัตตานีต่อไป แต่เสียทีที่ถูกยิงเข้าที่ขาต้องกลับมารักษาแผลที่นครฯ ถูกพระยามะริดซึ่งไปช่วยราชการอยู่ที่นครฯใช้ผ้าพันแผลอาบยาพิษพันปิดแผลให้ ทำให้ออกญาเสนาภิมุขต้องถึงแก่อสัญกรรมในปี พ.ศ.๒๑๗๓นั่นเอง เป็นอันว่าแผนการของพระเจ้าปราสาททองซึ่งได้คาดคะเนไว้ล่วงหน้าได้อย่างถูกตองได้สำเร็จผลลงได้อย่างสมบูรณ์

๓๖. ออกขุนเสนาภิมุข ( โอนิน เป็นลูกของออกญาเสนาภิมุข )

หลังจากที่ออกญาเสนาภิมุข(ยามาดานามากาซา) ได้ถึงแก่อสัญกรรมในปี พ.ศ.๒๑๓๗ ลูกชายของออกญาเสนาภิมุขคิดการใหญ่ยกตนเองขึ้นเป็นเจ้าเมืองนครฯ ด้วยเหตุว่ามีพรรคพวกมากโดยชาวนครฯไม่มีใครยอมรับ แต่ไม่มีใครกล้าทำอะไรออกขุนเสนาภิมุขได้ เมื่อยกตนขึ้นเป็นเจ้าเมืองแล้ว ออกขุนเสนาภิมุขจึงคิดจะฆ่าเจ้าเมืองคนเดิมที่เป็นที่ปรึกษาของพ่อ (คือพระยาแก้ว) โดยเชื่อว่าพระยาแก้วเป็นผู้วางแผนฆ่าพ่อของตน ฝ่ายพระยาแก้วรู้ทันจึงใช้เล่ห์เททุบายจนเป็นที่ไว้วางใจของออกขุนเสนาภิมุข แล้วยังยกลูกสาวของตนให้เป็นภรรยาของออกขุนเสนาภิมุขด้วย ทำให้เจ้าพระยานครคนเก่ากลับมีอำนาจในด้านกิจการบ้านเมืองขึ้นมาได้ดังเดิมอีก และได้ทำการยุยงส่งเสริมให้ชาวญี่ป่นรบกันเอง โดยยุยงให้ “ออกขุนศรีวี”ซึ่งเป็นทหารเอกคนหนึ่งของญี่ปุ่น ให้ตั้งตนเป็นเจ้าเมืองนครฯแทนออกขุนเสนาภิมุข โดยอ้างว่าออกขุนเสนาภิมุขเป็นเด็กอ่อนอาวุโสด้วยมีอายุเพียง ๑๘ ปี คิดการอะไรย่อมไม่มีใครยอมรับและไม่มีใครเห็นด้วย ออกขุนศรีวีคล้อยตามเลยเกิดการแย่งตำแหน่งเจ้าเมืองในหมู่ชาวญี่ปุ่นด้วยกันเอง ชาวญี่ปุ่นเลยแบ่งเป็นสองพวกรบกันเองในหมู่ชาวญี่ปุ่นด้วยกัน แต่ในที่สุดออกขุนศรีวีรู้ตัวว่าถูกหลอกจึงได้จับเจ้าพระยานครฆ่าเสีย และออกขุนศรีวีก็ยังรบกับชาวญี่ปุ่นด้วยกันเองต่อไป จนตนเองถูกฆ่าตายในที่รบ ออกขุนเสนาภิมุขพยายามยกทัพขึ้นไปจับสมเด็จพระเจ้าปราสาททองที่กรุงศรีอยุธยา โดยถือว่า สมเด็จพระเจ้าปราสาทททองเป็นกษัตริย์ที่ขึ้นครองราชย์อย่างไม่ถูกต้องตามราชประเพณี และได้ออกคำสั่งให้ทหารของนครฯไปร่วมรบกับกรุงศรีอยุธยาด้วย แต่ทางนครฯไม่เอาด้วยเพราะเห็นว่าแม้ออกขุนเสนาภิมุขเองก็เป็นเจ้าเมืองที่ไม่ถูกต้องตามราชประเพณด้วยเช่นกัน และทางฝ่ายอยุธยาเองก็เกรงว่าทหารชาวญี่ปุ่นที่กรุงศรีอยุธยาจะเข้าข้างออกขุนเสนาภิมุข จึงได้ทำการเข้ายึดหมู่บ้านชาวญี่ปุ่น จับตัวฆ่าเสียบ้าง ยึดเอาไว้เป็นตัวประกันบ้าง และได้ทำการขับไล่ชาวญี่ปุ่นออกไปจากประเทศไทย จนทำให้เกิดการรบพุ่งกันขึ้นอย่างรุนแรงและถึงขั้นแตกหัก และทางฝ่ายนครศรีธรรมราชเองเมื่อทราบข่าว่า เจ้าพระยานครศรีธรรมราชถูกญี่ปุ่นฆ่าตาย เลยเกิดความไม่พอใจต่อการกระทำของออกขุนเสนาภิมุขเป็นอย่างยิ่ง จึงทำให้เกิดการต่อสู้หนักยิ่งขึ้นระหว่างญี่ปุ่นกับชาวนครศรีธรรมราช แต่ชาวญี่ปุ่นมีความสามารถในการรบมากกว่าชาวนครฯ จึงทำให้ชาวนครฯสู้ไม่ได้ต้องอพยพหนีออกไปจากเมือง จนทำให้เมืองนครฯเกือบกลายเป็นเมืองร้าง ชาวญี่ปุ่นเห็นว่าไมมีประโยชน์อะไรอีกแล้วที่ต้องอาศัยอยู่ในเมืองนครฯอีกต่อไป จึงได้แยกตัวออกเป็นสองฝ่ายๆหนึ่งไปกัมพูชาและอีกฝ่ายหนึ่งไปกรุงศรีอยุธยา

ฝ่านทหารชาวญี่ปุ่นในกรุงศรีอยุธยาก็ไม่มีความยำเกรงต่อข้าราชการในกรุงศรีอยุธยาแต่อย่างใดอีกต่อไป สมเด็จพระเจ้าปราสาททองจึงตัดสินใจโจมตีหมู่บ้านชาวญี่ปุ่นและได้จุดไฟเผาเสียจนราบคาบ เป็นเหตุให้ชาวญี่ปุ่นต้องอพยพไปจากกรุงศรีอยุธยาเสียเกือบหมดในครั้งนั้น และออกขุนเสนาภิมุขเองที่ยกตนขึ้นเป็นเจ้าเมืองก็หมดอำนาจลงในเวลาเพียงไม่กี่วัน และไม่แน่ใจว่าจะตายในที่รบหรือหนีออกไปจากประเทศไปได้หรือไม่

๓๗. เจ้าพระยานครศรีธรรมราช

เจ้าพระยานครศรีธรรมราชองค์นี้ไม่ทราบชื่อที่แท้จริงว่าเป็นใครและไม่แน่ใจว่าเป็นผู้ใด ไม่พบหลักฐานที่แน่ชัดเพียงแต่ทราบว่าได้รับการแต่งตั้งจากพระเจ้าปราสาททอง โดยมีความเป็นมาว่าหลังจากที่ญี่ปุ่นได้ออกจากนครศรีธรรมราชไปหมดแล้ว และเห็นว่าปลอดภัยดีแล้ว ทางนครฯก็ตั้งตนเป็นอิสระไม่ยอมขึ้นต่อกรุงศรีอยุธยา เพราะไม่เห็นด้วยกับการปราบดาภิเษกของสมเด็จพระเจ้าปราสาททองในการขึ้นครองราชย์โดยผิดกฎมณเฑียรบาลและราชประเพณีนิยม ในขณะนั้นปลัดเมืองนครศรีธรรมราชทำหน้าที่รักษาการณ์ สมเด็จพระเจ้าปราสาททองจึงได้ส่งทหารออกไปปราบปราม โดยมอบหมายให้พระศักดาพลฤทธิ์โดยมีออกญาท้ายน้ำเป็นแม่ทัพยกทัพไปพร้อมกันกับเจ้าพระยานครศรีธรรมราชองค์ใหม่จากกรุงศรีอยุธยาที่จงรักภักดีต่อพระเจ้าปราสาททองไปด้วย ทางกรุงศรีอยุธยาสามารถปราบปรามได้โดยง่ายเพราะทางนครฯกำลังอ่อนแรงเต็มทีและขาดผู้ปกป้องเมืองที่แท้จริง จากนั้นจึงให้เจ้าพระยานครศรีธรรมราชที่มาด้วยกันจากกรุงศรีอยุธยาขึ้นครองเมืองนครศรีธรรมราชในทันทีในปี พ.ศ.๒๑๗๕ โดยไม่ทราบชื่อที่แท้จริง ว่าเป็นท่านผู้ใด



๓๘. พระยาบริหารพลราช

ตำนานพระบรมธาตุเมืองนครศรีธรรมราชกล่าวว่า”….ศักราช ๒๑๙๗ ปีมีพระราชบรรทูลโปรดให้พระยาบริหารพลราช เจ้าเมืองตกนาวศรีมหานครมาเป็น “ เจ้าพระยานครศรีธรรมราช เดชไชยอภัยพิริยปรากรมพาหุ เจ้าพระยานครศรีธรรมราช “…..”

พระยาบริหารพลราชเดิมเป็นเจ้าเมืองตะนาวศรี ได้รับการแต่งตั้งจากพระเจ้าปราสาททอง ให้มาครองเมืองนครศรีธรรมราช ในฐานะเมืองพระยามหานคร โดยมีการอัญเชิญพระสุพรรณบัตรตราพระครุฑพ่าห์ ไปในพิธีมอบเมืองแก่เจ้าเมืองนครศรีธรรมราชทั้งนี้ด้วยเหตุผลที่ว่า

๑. นครศรีธรรมราชเป็นหัวเมืองเอกราชทางภาคใต้ เป็นหัวเมืองเดียวที่แข็งแกร่งและมีหน้าที่ในการควบคุมหัวเมืองประเทศมลายู และเป็นผู้รักษาราชอาณาเขตทางด้านใต้ถ้าไม่ให้เจ้าเมืองมีอำนาจเต็ม โดยการแต่งตั้งเป็นเพียงผู้รั้งเมือง จะเป็นช่องทางทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้นทางหัวเมืองฝ่ายใต้ได้

๒. เนื่องจากพม่าในขณะนั้นมีอำนาจเหนือมอญ ซึ่งมีชายแดนติดต่อประชิดกับไทย ทางกรุงศรีอยุธยาจึงจำเป็นต้องแต่งตั้งบุคคลที่ไปครองนครศรีธรรมราชให้มีอำนาจเต็ม เพื่อจะได้เตรียมตัวต่อสู้กับพม่าที่จะมารุกรานไทยเมื่อใดก็ได้ และเพื่อจะได้ควบคุมหัวเมืองมอญได้อีกด้วย ดังนั้นทางกรุงศรีอยุธยาจึงได้สถาปนาพระยานครศรีธรรมราชให้สูงขึ้นเป็นที่ “ เจ้าพระยานครศรีธรรมราช เดชไชยอภัยพิริยปรากรมพาหุ เจ้าพระยานครศรีธรรมราช “

ในสมัยของพระยาบริหารพลราชมาเป็นเจ้าพระยามหานคร ไม่มีเหตุการณ์อะไร เป็นพิเศษ แต่ทางกรุงศรีอยุธยากลับมอบอำนาจให้อย่างล้นเหลือ จนสามารถตัดสินใจอะไรด้วยตนเองได้อีกครั้งหนึ่ง

๓๙. เจ้าพระยารามเดโช ( เชื้อแขก )

เจ้าพระยานครศรีธรรมราชองค์นี้ ได้รับการแต่งตั้งจากสมเด็จพระนารายณ์มหาราช แต่ไม่ปรากฎว่าปกครองในปีใด และเจ้าพระยานครองค์นี้ทำให้ทางกรุงศรีอยุธยาต้องปวดหัวเป็นอย่างมาก

ขอย้อนอดีตในปลายรัชสมัยของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช คือเกิดการระส่ำระสายในหมู่ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ด้วยกันเป็นอย่างหนัก ทำให้ข้าราชการในกรุงศรีอยุธยาในขณะนั้น ถูกแบ่งออกเป็น ๓ ฝ่ายตามสมัครพรรคพวกคือ

๑. พวกของพระเพทราชา กับขุนหลวงสรศักดิ์

๒. พวกของเจ้าพระยาสีหราชเดโช กับเจ้าพระยาสุรสงคราม

๓. พวกของเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ ( ฟอลคอล )

เมื่อใกล้ที่สมเด็จพระนารายณ์จะเสด็จสวรรคตนั้น ฝ่ายพระเพทราชากับขุนหลวงสรศักดิ์ ได้กุมอำนาจไว้อย่างเหนียวแน่น และหลังจากที่สมเด็จพระนารายณ์เสด็จสวรรคตแล้ว พระเพทราชาจึงทำการปราบดาภิเษก ขึ้นเป็นกษัตริย์ครองกรุงศรีอยุธยาทันที ใน ปี พ.ศ. ๒๒๒๗ เมื่อเป็นเช่นนี้ทำให้ข้าราชการฝ่ายหัวเมืองทั้ง ๒ เมือง คือเจ้าพระยายมราช(สังข์) เจ้าเมืองนครราชสีมา และเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช เกิดความไม่พอใจ ด้วยเห็นว่าพระเพทราชาทำไม่ถูปราบดาภิเษกยกตนเองขึ้นเป็นกษัตริย์ และไม่ยอมรับว่าเป็นพระมหากษัตริย์ที่ถูกต้องของกรุงศรีอยุธยา จึงทำให้เมืองทั้ง ๒ เมืองนี้เป็นกบฎต่อกรุงศรีอยุธยาในทันที แต่ขณะนั้นกรุงศรีอยุธยายังอ่อนแออยู่จึงไม่สามารถทำอะไรแก่เมืองทั้ง ๒นี้ได้ทั้งๆที่เจ้าเมืองนครฯไม่ได้ไปถือน้ำพิพัฒน์สัตยา อยู่เป็นเวลานานถึง ๓ ปีแล้ว

ลุปี พ.ศ.๒๒๓๐ ทางกรุงศรีอยุธยาในสมัยของพระเพทราชา ได้ยกทัพไปปราบเจ้าพระยายมราช(สังข์) เจ้าเมืองนครราชสีมาๆได้อพยพลี้ภัยไปยังเมืองนครศรีธรรมราช เพราะเคยเป็นเพื่อนกันมาก่อน ทำให้นครศรีธรรมราชมีกำลังแข็งแกร่งยิ่งขึ้น

ลุปี พ.ศ.๒๒๓๑ กรุงศรีอยุธยาได้ยกทัพมาปราบนครศรีธรรมราช โดยโปรกให้พระยาสุรสงครามเป็นแม่ทัพ พระยาสีหราชเดโชเป็นกองหน้า พระยาราชบุรีเป็นกองหลังและให้พระยาราชวังสัน(แขก) เป็นแม่ทัพเรือ การรบในครั้งนี้ต่างฝ่ายต่างรบกันเป็นสามารถ ทางกรุงศรีอยุธยาก็ไม่สามารถตีนครฯให้แตกได้ จึงได้ทำการล้อมเมืองเพื่อให้ทางนครฯหมดเสบียงในด้านการรบ ผลที่สุดก็เป็นตามความคาดหมายของศรีอยุธยาคือทางนครฯหมดเสบียงในการสู้รบเพราะถูกล้อมอยู่นานถึง ๓ ปี ทัพนครฯถูกตีแตกกระจายหมดปัญญาในการรักษาเมืองไว้ต่อไปได้ เจ้าพระยารามเดโชเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช จึงลอบมีหนังสือไปยังพระยาราชวงสัน(แขก)ซึ่งเป็นแม่ทัพเรือและเคยเป็นเพื่อนกันมาก่อนให้ช่วยจัดเรือให้แล้วพระยารามเดโชจึงพาสมัครพรรคพวกลงเรือหนีไปทางทะเลไปยังมลายูได้สำเร็จ ส่วนพระยาราชวังสันก็ไม่ได้ติดตามไปแต่อย่างใด เมื่อเจ้าพระยารามเดโชหนีไปได้แล้วทางกรุงศรีอยุธยาก็สามารถเข้าไปในตัวเมืองได้โดยสะดวก และจัดการปกครองกับนครศรีธรรมราชเสียใหม่โดยลดอำนาจของเจ้าเมืองลงไปจากความเป็นเจ้าพระยามหานคร ซึ่งมีฐานะเทียบเท่าเจ้าประเทศราชมาเป็นเพียงตำแหน่งผู้รั้งเมืองและกรมการเมืองตามตำแหน่งพอสมควร เป็นการลดอำนาจลงอีกครั้งหนึ่งอย่างหมดศักดิ์ศรีเอาเลยทีเดียว ส่วนพระยาราชวังสันถูกสั่งให้ประหารชีวิตในเวลาต่อมาในฐานะเอาใจเข้าฝ่ายกบฎโดยไม่เห็นแก่บ้านเมือง

๔๐. ผู้รั้งเมืองนครศรีธรรมราช

ทางกรุงศรีอยุธยาได้ลดอำนาจของนครศรีธรรมราช จากเจ้าพระยามหานครลงมาเป็นแค่เพียงผู้รั้งเมือง ด้วยเห็นว่าทำตนไม่เป็นที่ไว้วางใจของทางเมืองหลวงชอบเป็นกบฎอยู่เรื่อยๆ จึงต้องทำโทษอย่างสถานหนัก และผู้รั้งเมืองที่ปกครองนครศรีธรรมราชในเวลาต่อมานั้นก็ไม่ทราบชื่อว่าเป็นท่านผู้ใด แต่ต่อมาในรัชสมัยของพระเจ้าอยู่หัวบรมโกษฐ์ (สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๓) ก็ได้ยกฐานะเจ้าเมืองนครฯจากผู้รั้งเมืองมาเป็นเจ้าพระยามหานครมีฐานะเทียบเท่าเจ้าประเทศราชขึ้นตามเดิมอีกครั้งหนึ่ง ก็เพราะด้วยเหตุผลทางการเมืองดังที่ได้กล่าวมาก่อนๆแล้ว พิธีที่ทำในการยกฐานะเจ้าเมืองขึ้นในครั้งนี้ ได้มีการเชิญพระสุพรรณบัตร ตราพระครุฑพ่าห์ ไปในพิธีมอบเมืองให้แก่เจ้าเมืองด้วย แต่มีพิธีบางอย่างแตกต่างออกจากเดิมไปบ้าง คือมีหนังสือจากเสนาบดีเจ้าสังกัดออกไปด้วย

ตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๒๓๑ จนถึงก่อน พ.ศ.๒๓๐๘ ปรากฎว่าไม่ได้มีการแต่งตั้งใครมาเป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชอีกเลยคงมีเพียงผู้รั้งเมืองเท่านั้นเป็นเวลานานอยู่ร่วม ๗๐ ปี และผู้รั้งเมืองดังกล่าวก็ไม่ทราบว่ามีใครบ้างและมีกี่คนในช่วงระยะเวลาร่วม ๗๐ ปีนี้

๔๑.พระยาราชสุภาวดี

พระยาราชสุภาวดีเดิมเป็นเจ้ากรมสุรัสวดีในกรุงศรีอยุธยา ได้รับการแต่งตั้งจากพระเจ้าเอกทัศน์(กรมขุนอนุรักษ์มนตรี) ให้มาเป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช แต่มาครองในปี พ.ศ.ใดไม่ปรากฎ กล่าวกันว่าพระยาราชสุภาวดีเดิมท่านเป็นกวีเอกคนหนึ่งใน พระเจ้าอยู่หัวบรมโกษฐ์(สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๓) และท่านมีชีวิตต่อมาจนถึงสมัยกรุงธนบุรี ในขณะที่ท่านรับราชการในฐานะเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชนั้นท่านมีความผิด ถูกเรียกตัวไปแก้คดีที่กรุงศรีอยุธยา ผลที่สุดท่านแพ้คดีเลยต้องพ้นจากตำแหน่งเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช ในปี พ.ศ.๒๓๐๘ และในตอนหลังท่านได้ดำรงตำแหน่งเป็นเสนาบดีข้าหลวงนครศรีธรรมราช

ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๑๒–๒๓๑๙ รวมเป็นเวลา ๗ ปี และในสมัยที่เจ้านราสุริยวงศ์คำรงตำแหน่งเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช ท่านอยู่ในฐานะอยู่ช่วยราชการ เมื่อเจ้านราสุริยวงศ์ถึงแก่พิราลัยท่านก็ถูกเรียกตัวกลับไปรับราชการที่กรุงศรีอยุธยาต่อไป

๔๒. พระปลัดหนู ( ครั้งที่ ๑ รักษาราชการเมือง )

โดยพระบรมราชโองการของสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ (กรมขุนอนุรักษ์มนตรี )โปรดเกล้าให้พระยาราชสุภาวดี มาเป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชนั้น ก็ได้โปรดเกล้าให้หลวงสิทธิ์นายเวรมหาดเล็กมาเป็นปลัดเมืองด้วย เข้าใจว่าท่านชื่อหนู เพราะมีในคาถาประกาศพิธีตรุษเมืองนครศรีธรรมราช ใช้คำว่า “มุสิก“ในที่ขานนามเมื่อเป็นเจ้านครศรีธรรมราช เพราะท่านเป็นข้าราชการเก่าของเมืองนครฯ คนทั้งหลายจึงเรียกชื่อท่านว่า”ปลัดหนู” ต่อมาพระยาศรีธรรมาโศกราช(พระยาราชสุภาวดี) ได้ต้องคดีถูกถอกออกจากตำแหน่งเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชและถูกเรียกตัวกลับไปกรุงศรีอยุธยา ปลัดหนูจึงรักษาราชการเมืองแทนในช่วงสั้นๆ แม้ไม่มีอำนาจเต็มในการบริหารราชการบ้านเมือง เพราะอยู่ในระยะเวลาไม่ถึง ๑ ปี แต่เป็นการก้าวไปสู่การมีอำนาจ และสร้างฐานอำนาจไว้เพื่อความเป็นใหญ่ในโอกาศต่อไป

๔๓. เจ้าพระยาสุรินทราช

เจ้าพระยาสุรินทราชได้รับการแต่งตั้งจากสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์(กรมขุนอนุรักษ์มนตรี) ให้มาเป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช ครั้นรับราชการได้ประมาณ ๒ ปี พม่าได้ยกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยาจนเกือบจะเสียกรุงให้แก่พม่าแล้ว ทางกรุงศรีอยุธยาได้เรียกตัวเจ้าเมืองให้ไปช่วยสู้รบในหัวเมืองชั้นใน และให้ปลัดเมืองรักษาราชการเมืองแทน ซึ่งในขณะนั้นได้แก่ปลัดหนู เมื่อกรุงศรีอยุธยาเสียแก่พม่าแล้วเจ้าพระยาสุรินทราช ซึ่งได้ไปช่วยราชกรบในครั้งนั้น ไม่ทราบว่าจะตายในที่รบหรืออย่างไรได้หายสาบสูญไป และไม่ได้กลับมาเป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชอีกเลย


๔๔. พระปลัดหนู ( ครั้งที่ ๒ ตั้งตนเองเป็นเจ้าเมือง )

พระปลัดหนู เดิมชื่อหนูมีบรรดาศักดิ์เป็นหลวงนายสิทธิ์นายเวรมหาดเล็กในสมเด็จพระเจ้าอุทุมพร(กรมขุนพินิจ) ต่อมามีความดีความชอบได้รับการแต่งตั้งให้เป็นปลัดเมืองนครศรีธรรมราช และใน พ.ศ.๒๓๑๐ พม่าได้ยกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยา ทางกรุงศรีอยุธยาได้เรียกตัวพระยานคร(เจ้าพระยาสุรินทราช) ให้ไปช่วยรบในหัวเมืองชั้นใน และไม่ได้กลับมานครฯอีกเลยแม้ว่าเสร็จสิ้นราชการสงครามแล้ว ไม่ทราบว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร เมื่อพม่าได้ตีกรุงศรีอยุธยาแตกแล้ว หัวเมืองต่างๆหลายหัวเมืองก็พากันก็พากันเป็นกบฎต่อกรุงศรีอยุธยา ทางนครฯก็เลยแข็งเมืองกับเขาด้วย โดยกรมเมืองและประชาชน ได้พร้อมกันยกพระปลัดหนูขึ้นเป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช ให้มีอำนาจเต็มในการครองเมืองทุกประการตั้งตนเป็นอิสระในปี พ.ศ.๒๓๑๐–๒๓๑๒ ซึ่งมีอาณาเขตปกครองตั้งแต่จังหวัดชุมพรไปจนจดเขตหัวเมืองมลายู ตั้งตนเป็นก๊กหรือชุมนุมชื่อว่า “ชุมนุมเจ้านคร” และในระหว่างนั้นหัวเมืองมลายูก็ตั้งตนไม่ยอมขึ้นกับนครศรีธรรมราชเช่นกัน พระปลัดหนูจึงยกทัพไปปราบจนราบคาบและสามารถรักษาอำนาจไทยทางภาคใต้ไว้ได้ พระปลัดหนูมีอำนาจมากในช่วงนั้นและเป็นอิสระอยู่ได้นานประมาณ ๒ ปี เพราะพระเจ้าตากสินเองก็ต้องต่อสู้เพื่อกู้อิสระของชาติไทยจึงไม่มีเวลามาปราบพระปลัดหนูในช่วงนั้นได้ และเนื่องจากชุมนุมเจ้านครเป็นชุมนุมที่เข้มแข็งมาก พระเจ้าตากสินจึงปราบชุมนุมอื่นไปก่อน โดยในครั้งแรกไปปราบชุมนุมเจ้าพิมาย และสามารถปราบได้สำเร็จและปราบชุมนุมอื่นๆต่อไปและได้รับความสำเร็จทุกครั้งที่ยกทัพไปปราบ

ครั้นลุปี พ.ศ.๒๓๑๒ จุลศักราช ๑๑๓๑ ปีฉลู เอกศก สมเด็จพระเจ้าตากสินจึงได้ยกทัพมาปราบนครศรีธรรมราช เพื่อรวบรวมอาณาจักรไทยให้เป็นปึกแผ่นเหมือนเดิม โดยโปรดเกล้าให้พระยาจักรี(แขก) พระยายมราช พระยาศรีพิพัฒน์ และพระยาเพชรบุรี เมื่อทางนครฯทราบข่าวศึก พระปลัดหนูจึงยกทัพไปตั้งรับที่ตำบลท่าหมาก ทางกองทัพธนบุรีได้ยกทัพข้ามแม่น้ำหลวง(ตาปี) แล้วเข้าโจมตีทัพนครที่ท่าหมาก ทางธนบุรีไม่ชำนาญในภูมิประเทศจึงเสียทีแก่นครศรีธรรมราช ทำให้พระยาเพชรบุรีและพระยาศรีพิพัฒน์ต้องตายในที่รบ หลวงลักษณมนา(บุตรของเจ้าพระยาจักรี)ถูกจับ เจ้าพระยาจักรีต้องถอยทัพไปตั้งที่เมืองไชยาเพื่อรอคำสั่งจากพระเจ้าตากสินต่อไป

ครั้นพระเจ้ากรุงธนบุรีทราบข่าวถึงการเพลี่ยงพล้ำต่อชุมนุมของเจ้านครศรีธรรมราช จึงยกทัพมาด้วยตนเอง ได้เสด็จมาทางเรือในทันทีโดยเรือพระที่นั่งชื่อว่า”สุวรรณพิชัยนาวา”พร้อมพลและแม่ทัพนายกองประมาณ ๑๐,๐๐๐ คน ออกเรือทางปากน้ำสมุทรสงคราม ทัพเรืออันเป็นทัพหลวงได้นัดพบกับทัพบกซึ่งเป็นทัพหน้า ที่ท่าเรือพุมเรียง(อยู่ในอำเภอไชยา)โปรดเกล้าให้พระยาพิชัยราชาขึ้นบกไปสมทบกับทัพเจ้าพระยาจักรี(แขก) ยกไปตีเมืองนครศรีธรรมราชโดยทางบก ส่วนทัพหลวงนั้น ยกไปตีขนาบพร้อมกันในทันที

เจ้าพระยานคร(ปลัดหนู)พอทราบข่าวศึก ได้จัดเตรียมรับศึกไว้ ๓ ด้าน คือที่ท่าหมาก ที่คลองปากนคร และที่คลองศาลาสี่หน้า(คลองปากพญา) แต่ไม่สามารถรับศึกจากพระเจ้ากรุงธนบุรีได้ เจ้าพระยานครจึงได้หนีไปปัตตานีพร้อมกับหลวงสงขลา(วิเถียน) เจ้าพระยาจักรี(แขก)และพระพิชัยราชาได้ติดตามไปจนถึงปัตตานี โดยพระจ้ากรุงธนบุรีได้คาดโทษว่า ถ้าจับเจ้าพระยานครไม่ได้จะลงพระอาญาถึงชีวิต ฝ่ายพระยาปัตตานีก็ทราบดีถึงพระบรมเดชานุภาพของพระเจ้ากรุงธนบุรี เลยจับตัวพระยานคร(ปลัดหนู)รีบส่งให้พระยาทั้ง ๒ คนให้นำไปเฝ้าพระเจ้ากรุงธนบุรีเพื่อทำการสำเร็จโทษเสีย แต่พระเจ้ากรุงธนบุรีพิจารณาแล้ว เห็นว่าคณะของเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช ไม่ได้มีความผิดฐานกบฎ เพราะสามารถรักษาหัวเมืองทางใต้ไว้ได้ และเมื่อจับตัวมาแล้วก็ยอมสวามิภักด์แต่โดยดี จึงโปรดเกล้าพระราชทาน

อภัยโทษ และโปรดให้ไปรับราชการในกรุงธนบุรีและยังคงเรียกว่า”เจ้านคร”ตามเดิม ต่อมาพระปลัดหนูได้พยายามทำความดีเพื่อล้างมลทินและตอบสนองพระเดชพระคุณสมเด็จพระเจ้ากรุงธรบุรีด้วยความอุสาหะและซื่อสัตย์ตลอดมา

ในการที่พระปลัดหนูได้ตั้งตนขึ้นเป็นใหญ่ในทางภาคใต้นั้น นับว่าเป็นผลดีแก่คนไทยและต่อพระราชอาณาเขตอยู่ ๒ ประการคือ

๑. ทำให้หัวเมืองทางภาคใต้รวมกันเป็นปึกแผ่นอย่างมั่นคง ก็ด้วยความสามารถของพระปลัดหนู ซึ่งในขณะนั้นทางธนบุรีก็ต้องทำศึกหลายด้าน และไม่ต้องเสียเวลาในการไปปราบหัวเมืองทางภาคใต้ และเสียหัวเมืองแขกไป

๒. การรวบรวมเอาหัวเมืองทางภาคใต้เข้าไว้ในพระราชอำนาจของพระเจ้ากรุงธนบุรีได้สำเร็จ โดยไม่ต้องรบราฆ่าฟันกันอีกต่อไปนั้น ประชาชนทางภาคใต้ได้มีที่พึ่ง หัวเมืองทางภาคใต้จึงไม่มีโจรผู้ร้ายชุกชุมบ้านเมืองไม่ระส่ำระสาย และมีความมั่นคงขึ้นในภูมิภาคแห่งนี้

๔๕. เจ้านราสุริยวงศ์

เจ้านราสุริยวงศ์เป็นพระเจ้าหลานเธอในสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ได้รับการแต่งตั้งจากสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ให้มาเป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช ในปี พ.ศ.๒๓๑๒ โดยมีพระยาราชสุภาวดี พระศรีไกรลาศ พระไชยนาท เป็นเสนาบดีข้าหลวงผู้รักษาเมืองและเป็นที่ปรึกษาในการครองเมืองให้แก่พระเจ้าหลานเธอเจ้านราสุริยวงศ์ และสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีได้โปรดให้ยกหัวเมืองนครศรีธรรมราชเป็นประเทศราช เจ้าเมืองอยู่ในฐานะเจ้าประเทศราช และให้ปกครองเมืองปัตตานี ไทรบุรี ตรังกานู ตลอดจนหัวเมืองชายทะเลด้านนอกทั้งหมด จะเห็นได้ว่าเมืองนครศรีธรรมราชเป็นหัวเมืองฝ่ายใต้ที่คอยปกป้องขอบขัณฑสีมาและมีความสำคัญมากที่สุดเมืองหนึ่ง ในรัชกาลของเจ้านราสุริยวงศ์ไม่มีเหตุการณ์อะไรเป็นพิเศษ และครองเมืองอยู่จนถึงปี พ.ศ.๒๓๑๙ จึงถึงแก่พิราลัย

๔๖. พระปลัดหนู ( ครั้งที่ ๓ เป็นเจ้าประเทศราช )

พระปลัดหนูได้มาครองนครศรีธรรมราชเป็นครั้งที่ ๓ ในฐานะเจ้าประเทศราช โดยได้รับการแต่งตั้งจากสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ให้เลื่อนยศเจ้านคร(ปลัดหนู)ขึ้นเป็น ”เจ้าพระยาขัตติยราชนิคม สมมติมไหสวรรย์ พระเจ้านครศรีธรรมราช เจ้าขัณฑสีมา” ขึ้นณเดือน๑๑ขึ้น๓ ค่ำปี พ.ศ.๒๓๑๙โปรดให้ครองนครศรีธรรมราช โดยดำรงพระอิสริยยศเสมอกับเจ้าประ เทศราชเช่นเดียวกับพระเจ้ากรุงกัมพูชา โดยมีหน้าที่ในตราตั้งดังนี้

๑. คอยปกป้องพระราชอาณาเขตทางใต้

๒. รักษาความสงบภายในหัวเมืองนครศรีธรรมราช

๓. ดูแลความประพฤติของพระเจ้านครศรีธรรมราชเอง

๔. จัดเก็บรวบรวมภาษีส่งพระคลังหลวง

๕. มีหน้าที่ราชการพิเศษในหัวเมืองปัตตานีและไทรบุรี

ได้พบร่างพระราชปรารภในสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี เกี่ยวกับการเฉลิมพระยศของพระเจ้านครศรีธรรมราช ดังนี้ “….ด้วยทรงพระกรุณาตรัสเหนือเกล้าเหนือกระหม่อมสั่งว่า เจ้าพระยานครศรีอยุธยาหาเสียแก่ข้าศึกไม่ ฝ่ายนครศรีธรรมราชอุบัติจะเลี้ยงมิได้ เมื่อพิจารณาดูพระนครศรีอยุธยาเสียแก่พม่าข้าศึกแล้ว ฝ่ายกรมการเมืองนครศรีธรรมราชหาที่พึ่งมิได้ ยกปลัดเมืองขึ้นผ่านแผ่นดิน เป็นเจ้าภิภพก็ได้ที่พึ่งอาศัย ประยุทธ์ชิงชัยชนะแขกข้าศึก ถ้าหาขัณฑสีมาก็จะส้ำสามเป็นไป ความชอบจึงมีอยู่กับแผ่นดิน ฝ่ายศักดิกฤษฎานุ ภาพคงขัตติยราชผู้หนึ่ง บัดนี้ธิดาก็ได้ราชโอรส ฝ่ายพระยานครก็ได้ตามเสด็จพระราชดำเนินช่วยทำการยุทธชิงชัยชนะเขมร พม่าข้าศึก ครั้นจะเอาไว้ให้บังคับพลช่วยการแผ่นดินพระนครศรีอยุธยาเป็นฝาเป็นตัวอยู่เสร็จสิ้น ประการหนึ่งก็มีทาสกรรมกรแต่ยี่สิบสามสิบ ฝ่ายหาต้องการที่อยู่ไม่ ฝ่ายเจ้านราสุริยวงศ์ก็สู่สวรรคาลัย ควรให้ไปบำรุงโยธาหารทำการยุทธ์สับประยุทธ์ชิงชัยล้างพม่าข้าศึก ประการหนึ่งควรให้สืบสาวซ่องสุมสิบสองกำนันบำรุงฝ่ายหน้าฝ่ายในให้สรรพด้วย อภิรุมราชยานราชาโภคจงเป็นเกียรติยศ ทรงพระนามเป็นพระยาประเทศราช รับราชการผ่านแผ่นดินเมืองนครศรีธรรมราชเหมือนอย่างกรุงกัมพูชาธิบดี..”

ในพงศาวดารเมืองนครศรีธรรมราชกล่าวว่า”…..พระเจ้ากรุงธนบุรีได้ทรงปรารภเรื่องสืบสันตติวงศ์ ดูเหมือนจะตั้งพระทัยจะให้กรมขุนอินทรพิทักษ์ลูกเธอพระองค์หนึ่ง ครองกรุงกัมพูชา ให้เจ้าทัศพงศ์ลูกเธอซึ่งภายหลังเป็นพระพงศ์นรินทร์ ซึ่งเป็นหลานเจ้านครครองเมืองนครศรีธรรมราช ส่วนกรุงธนบุรีนั้นจะมอบราชสมบัติประทานเจ้าฟ้าสุพันธุวงศ์ ที่เรียกว่าเจ้าเหม็น ด้วยเป็นพระราชนัดดาพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ด้วยเหตุนี้จึงตั้งเมืองนครศรีธรรมราชเป็นเมืองประเทศราชไว้…..”

พระเจ้าขัตติยราชนิคมแม้จะทรงมีฐานะเป็นเจ้าประเทศราช แต่ได้โปรดเกล้าให้ปกครองแต่เพียงเขตนครศรีธรรมราชเท่านั้น มิได้ปกครองหัวเมืองทางใต้ทั้งหมด เหมือนเจ้านราสุริยวงศ์ ด้วยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ไม่มั่นพระทัยว่าพระเจ้านครศรีธรรมราช จะมีวิเทโศบายรัดกุมและความหลักแหลมพอ อีกประการหนึ่งใน พ.ศ ๒๓๒๐ พระเจ้านครศรีธรรมราชได้วิวาทกับเจ้าเมืองสงขลา(เหยียง) อันเป็นเมืองในบังคับของนครศรีธรรมราช มาตั้งแต่กรุงศรีอยุธยา ทำให้พระเจ้ากรุงธนบุรีไม่มั่นพระทัยในฝีมือของพระเจ้านครศรีธรรมราชมากขึ้น ถึงกับโปรดให้ยกเมืองสงขลามาขึ้นต่อกรุงธนบุรีในปีเดียวกันคือ พ.ศ.๒๕๓๐

เจ้าพระยาขัตติยราชนิคม(พระปลัดหนู) ได้สนองพระเดชพระคุณมาจนกระทั่งสิ้นสมัยของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ครั้นถึงรัชสมัยของสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ในยุคกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่อ พ.ศ.๒๓๒๕ เกิดเหตุการณ์ขึ้นกับเจ้าพระยาขัตติยราชนิคมคือ

๑. ถูกถอดพระยศจาก เจ้าพระยาขัตติยราชนิคม มาเป็นพระยานครศรีธรรมราช เมื่อ พ.ศ.๒๓๒๕

๒. ถูกปลดจากตำแหน่งต่างๆอย่างสิ้นเชิงในช่วงเวลา ๒ ปีต่อมาคือใน พ.ศ.๒๓๒๗

๓. ลดตำแหน่งฐานะทางการเมืองของจังหวัดนครศรีธรรมราช จากหัวเมืองประเทศราช ลงมาเป็นหัวเมืองชั้นนอก เช่นเดียวกับเมืองพิษนุโลก

๔. ลดฐานะเสนาบดีจตุสดมภ์นครศรีธรรมราช ซึ่งเคยจัดตั้งขึ้นในสมัยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ให้เหลือเพียง “กรมการเมืองเอก” เท่านั้น

๕. โปรดเกล้าให้พระยานครศรีธรรมราช พ้นจากตำแหน่งเจ้าเมือง เมื่อวันอังคาร เดือน ๘ แรม ๑๑ ค่ำ ปีมะโรง จุลศักราช ๑๑๔๖ ฉศก พ.ศ.๒๓๒๗

หลังจากปลดออกจากตำแหน่งต่างๆจนหมดแล้ว ก็นำตัวไปรับราชการที่กรุงเทพฯ ด้วยเหตุผลดังต่อไปนี้

๑. พระเจ้านครศรีธรรมราชได้รับการแต่งตั้งขึ้นเป็นเจ้าประเทศราช โดยมิชอบด้วยขนบธรรมเนียมประเพณีมาแต่โบราณ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงแต่งตั้งโดยโมหะ โทสะ เป็นการฉ้อโกงไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน

๒. พระเจ้านครศรีธรรมราช กระทำการบกพร่องในหน้าที่ กล่าวคือเมื่อคราวที่ทางกรุงเทพฯ ได้สั่งการให้เกณฑ์เลกเข้ามาร่อนทอง ก็เกณฑ์เข้ามาได้ไม่ครบ และเมื่อให้ข้าหลวงไปสักเลก ก็สักได้น้อยกว่าครั้งก่อนๆ

๓. ขัดขืนพระบรมราชโองการ กล่าวคือเมื่อมีคำสั่งให้เจ้านครเข้าไปเฝ้าถึง ๒ ครั้งได้ทำการบิดพลิ้วทั้ง ๒ ครั้ง มิได้เข้าไปเฝ้า

๔. พระเจ้านครศรีธรรมราชได้ชราภาพมากแล้ว เกรงจะเกิดความเสียหายต่อราชการแผ่นดิน โดยเฉพาะเมื่อมีราชการสงคราม พระเจ้านครศรีธรรมราชจะไม่สามารถออกรบได้อย่างเต็มที่ จึงได้เอาตัวไปไว้ที่กรุงเทพฯจนถึงวาระสุดท้ายแห่งชีวิต

๔๗. เจ้าพระยานครพัฒน์ (หรือพัด )

หลังจากที่สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ได้ปลดพระเจ้าขัตติยราชนิคม(ปลัดหนู)ออกจากทุกตำแหน่งทางการเมืองหมดแล้ว และได้นำตัวไปรับราชการณกรุงเทพฯนั้น ในปีเดียวกันนั่นเองทรงแต่งตั้งอุปราชพัฒน์ ซึ่งเดิมอุปราชพัฒน์เป็นอุปราชเมืองนครฯ ให้ดำรงตำแหน่งเป็นที่” เจ้าพระยาศรีธรรมโศกราช ชาติเดโชไชยมไหสุริยาธิบดี อภัยพิริยปรากรมพาหุ เจ้าพระยานครศรีธรรมราช “

เจ้าพระยานครศรีธรรมราชองค์นี้ เดิมเป็นหม่อมเจ้าในกรมหมื่นอินทร์พิทักษ์ ในรัชกาลที่ ๓๓ แห่งกรุงศรีอยุธยา ท่านเป็นบุตรเขยของพระเจ้าขัตติยราชนิคม(ปลัดหนู) และก่อนหน้านี้ท่านดำรงตำแหน่งอุปราชเมืองนครศรีธรรมราช โดยได้แต่งงานกับทูลกระหม่อมหญิงใหญ่(คุณชุ่ม) ซึ่งเป็นธิดาคนโตของพระเจ้าขัตติยราชนิคม(ปลัดหนู)ต่อมา คุณชุ่มได้เสียชีวิต สมเด็จพระเจ้าตากสินจึงพระราชทานทูลกระหม่อมหญิงเล็ก(คุณปราง)ซึ่งเป็นธิดาคนเล็กของพระเจ้าขัตติยราชนิคม(ปลัดหนู) ซึ่งคุณปรางในขณะนั้น ได้เข้าไปอยู่ในกรุงธนบุรีในฐานะเจ้าจอมพระสนมเอกบาทบริจาริกาของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี ด้วยเหตุที่อุปราชพัฒน์มีความดีความชอบในราชการ จึงได้พระราชทานคุณปรางให้กับอุปราชพัฒน์ไปแต่ท้าวนางได้กระซิบทูลว่าดูเหมือนพระนางนั้นขาดระดูอยู่ พระเจ้ากรุงธนบุรีตรัสว่า “ได้ออกปากให้เขาแล้วก็พากันไปเถิดให้ช่วยเลี้ยงลูก “ ซึ่งในขณะนั้นอุปราชพัฒน์ก็ทราบเรื่องนี้ดี

อุปราชพัฒน์ได้รับการแต่งตั้งจากสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ให้เป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช เมื่อ ปีมะโรง พ.ศ.๒๓๒๗ และในปีที่ท่านได้เป็นเจ้าเมืองนี้เองท่านได้สร้างวัดท่าโพธิ์ขึ้นมาใหม่ (วัดท่าโพธิ์ถูกทำลายในสมัยของพระรามราชท้ายน้ำ โดยพวกสลัดจากเกาะสิงคโปร์) เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งชื่อพัฒน์(พัด)ของท่าน จึงได้สั่งให้ทำรั้ววัดท่าโพธิ์เป็นรูปพัดดังปรากฎอยู่ทุกวันนี้

เมื่อพาตัวเจ้าจอมปรางมาที่นครศรีธรรมราชแล้ว อุปราชพัฒน์มิได้เกี่ยวข้องกับเจ้าจอมปรางในฐานะภรรยาแต่อย่างใดทั้งสิ้น เพราะมีความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณต่อสมเด็จพระเจ้าตากสิน และได้แต่งตั้งเจ้าจอมปรางให้เป็นประมุขสตรีแห่งเมืองนครศรีธรรมราช อยู่ในฐานะแม่วัง เมื่อเจ้าจอมปรางประสูติโอรส ได้ดำรงพระยศเป็นราชบุตรของพระมหาอุปราชพัฒน์มีชื่อว่า”เจ้าน้อย” และอุปราชพัฒน์ได้เลี้ยงดูเจ้าราชบุตรดียิ่งกว่าลูกของตนเสียอีก เพราะถือว่าเป็นลูกของพระมหากษัตริย์ผู้มีพระคุณ ซึ่งในขณะที่คุณปรางประสูตินั้น สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีโปรดให้เชิญเครื่องยศอย่างพระเจ้าลูกเธอ ไปพระราชทานถึงเมืองนครศรีธรรมราชทีเดียว

เจ้าพระยาศรีธรรมโศกราช(พัฒน์) มีบุตรธิดาหลายคน ที่สำคัญได้แก่

๑. เจ้าจอมมารดานุ้ยใหญ่ในรัชกาลที่ ๑ ซึ่งเป็นพระชนนีของสมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิพลเสพ กรมพระราชวังบวรในรัชกาลที่ ๓ (พระนามเดิมพระองค์เจ้าชายอรุโณทัยหรือพระองค์ช้าง) ในพระราชหัตถเลขาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเรียกว่า“ป้านุ้ยใหญ่”

๒. เจ้าจอมมารดานุ้ยเล็กในกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทในรัชกาลที่ ๑ เป็นจอมมารดาของพระองค์เจ้าหญิงปัทมราช ในหนังสือพระราชหัตถเลขาพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเรียกท่านว่า “หม่อมป้านุ้ย”

๓. พระยานครน้อย ซึ่งต่อมาเป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช ดำรงพระยศเป็นเจ้าราชบุตรของมหาอุปราชพัฒน์ เป็นบุตรแต่ในนาม

๔. พระยาภักดีภูธร (ฉิม ) รับราชการอยู่ฝ่ายพระราชวังบวร

๕. ท่านผู้หญิงหนู ภรรยาเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ (ขำ)

๖. นายจ่ายง(ขัน)

๗. พระราชภักดี(ร้าย) ยกกระบัตรเมืองนครศรีธรรมราช

๘. คุณสมใจมหาดเล็ก

๙. คุณเริกมหาดเล็ก

๑๐. คุณกุน

ในสมัยที่เจ้าพระยานครศรีธรรมราชพัฒน์เป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชนั้น ความสัมพันธ์ระหว่างนครฯกับกรุงเทพฯเป็นไปอย่างไม่ค่อยราบรื่นนัก ข้าราชการการเมืองในนครฯ ไม่ค่อยพอใจทางกรุงเทพฯนักอาจจะเนื่องมาจาก

๑. ทางกรุงเทพฯได้ปลดพระเจ้าขัตติยราชนิคม(ปลัดหนู)ออกหมดจากทุกตำแหน่ง และนำตัวไปรับราชการที่กรุงเทพฯ

๒. ลดอำนาจของเจ้าพระยาศรีธรรมโศกราช(พัฒน์)ลงไปอย่างมากมาย เช่น ยกเมืองขึ้นของนครฯบางเมือง คือสงขลา ปัตตานี ตรังกานู ให้ไปขึ้นกับเมืองสงขลา

๓. โอนอำนาจเมืองไปขึ้นที่ส่วนกลางคือกรุงเทพฯ และในขณะเดียวกันก็ส่งเสริมสนับสนุนให้เมืองสงขลามีอำนาจหน้าที่เช่นเดียวกับเมืองนครฯ เพื่อช่วยเหลือเมืองนครฯให้รักษาอาณาเขตทางใต้อีกเมืองหนึ่ง เพื่อถ่วงดุลย์อำนาจของนครฯไม่ให้มีมากจนเกินไป จนเป็นภัยต่อส่วนกลาง

เจ้าพระยานครศรีธรรมราช(พัฒน์) ได้รับราชการมาจนถึงรัชสมัยของรัชกาลที่ ๒ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ จึงได้กราบบังคมทูลลาออกจากตำแหน่งเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช ด้วยได้

พิจารณาเห็นว่าตนเองชราภาพมากแล้ว อาจจะทำให้เกิดผลเสียแก่การปกครองได้ แต่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อได้ถวายพระเพลิงพระบรมศพของสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกแล้ว ได้ทรงมีพระราชวินิจฉัยว่า เจ้าพระยานครศรีธรรมราช(พัฒน์) ได้เคยทำคุณให้แก่แผ่นดินจึงโปรดเกล้าให้ยกขึ้นเป็นที่ “ เจ้าพระยาสุธรรมมนตรีโศกราชวงศ์เชษฐพงศ์ฤาไชยอนุไทยธิบดี อภัยพิริยปรากรมพาหุ “ ในตำแหน่งจางวางเมืองนครศรีธรรมราช(ที่ปรึกษาผู้ช่วยราชการเมืองนครฯ) และอยู่ในตำแหน่งจางวางเมืองนครฯต่อมาอีกเป็นเวลา ๓ ปี ก็ถึงแก่กรรมอสัญกรรมในปี พ.ศ.๒๓๕๗ และในปีเดียวกันก็ได้แต่งตั้งให้ผู้ช่วยราชการ

เมืองนครศรีธรรมราช พระบริรักษ์ภูเบศร(เจ้าน้อย) เป็นพระยาศรีธรรมโศกราช ครองเมืองนครศรีธรรมราชแทนต่อไป

๔๗. เจ้าพระยานครน้อย

เจ้าพระยานครองค์นี้เป็นเจ้าพระยานครที่เก่งกล้าที่สุดหรือกล่าวได้ว่าเป็นมหาราชองค์หนึ่งของนครศรีธรรมราช ท่านเป็นโอรสลับของสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี เป็นเจ้าราชบุตรของมหาอุปราชพัฒน์แต่ในนามมีความเป็นมาดังนี้

ด้วยพระเจ้าขัตติยราชนิคม(พระปลัดหนู) เมื่อครั้งตั้งตนเป็นใหญ่ เป็นชุมนุมเจ้านครศรีธรรมราชเมื่อคราวกรุงศรีอยุธยาแตก และสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีได้ปราบจนราบคาบในเวลาต่อมา ท่านมีธิดาอยู่ ๓ คนคือ

๑. ทูลกระหม่อมหญิงใหญ่ (คุณชุ่ม) ได้เป็นภรรยาของมหาอุปราชพัฒน์ ซึ่งในขณะนั้นมหาอุปราชพัฒน์เป็นอุปราชของเมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งต่อมาได้เป็นเจ้าเมืองนครศรธรรมราช

๒. ทูลกระหม่อมหญิงกลาง(คุณฉิม) ได้ถูกพาตัวไปอยู่ณกรุงธนบุรีกับบิดาซึ่งอยู่ในฐานะเจ้าประเทศราช พระเจ้ากรุงธนบุรีได้สถาปนาเป็นพระมเหสีฝ่ายซ้าย ดำรงพระยศที่“กรมหลวงบริจาภักดีศรีสุดารักษ์เจ้าจอมมารดาในพระเจ้ากรุงธนบุรี

๓. ทูลกระหม่อมหญิงเล็ก(คุณปราง) ถูกพาตัวไปอยู่ณกรุงธนบุรีเช่นเดียวกับพี่สาวและอยู่ในฐานะพระสนมเอกบาทบริจาริกา เจ้าจอมมารดาในสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี

ต่อมาทูลกระหม่อมหญิงใหญ่คือคุณชุ่ม ซึ่งเป็นชายาของมหาอุปราชพัฒน์ได้ถึงแก่ชีวิต ในขณะที่ท่านกำลังดำรงตำแหน่งอุปราชเมืองนครศรีธรรมราช สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงบังเกิดความสงสารที่ภรรยาได้ถึงแก่ชีวิต จึงทรงพระราชทานคุณปรางพระสนมเอกบาทบริจาริกาให้เป็นชายาของพระมหาอุปราชพัฒน์ อุปราชพัฒน์ไม่ขัดข้อง และมาตั้งพระนางไว้ในที่แม่วังประมุขสตรีของนครศรีธรรมราช ท่านจึงเป็นโอรสของอุปราชพัฒน์แต่ในนาม ซึ่งความจริงท่านเป็นโอรสของสมเด็จพระเจ้าตากสิน

เจ้าพระยานครน้อยซึ่งเดิมเรียกว่าคุณชายน้อย เป็นมหาดเล็กในรัชกาลที่ ๑ ได้เป็นที่“นายศัลวิชัย” มหาดเล็กหุ้มแพร ได้รับใช้ใกล้ชิดรัชการที่ ๑ มาก และต่อมาท่านได้เป็นที่ “พระบริรักษ์ภูเบศร”ผู้ช่วยราชการเมืองนครศรีธรรมราช หลังจากได้ปลงพระบรมศพของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกแล้ว พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยได้ แต่งตั้งเจ้าพระยาศรีธรรมโศกราช(อุปราชพัฒน์) ให้เป็นที่”เจ้าพระยาสุธรรมมนตรี ศรีโศกราชวงศ์ เชษฐพงศ์ฤาไชย อนุไทยธิบดี อภัยพิริยปรากรมพาหุ” ให้อยู่ในตำแหน่งจางวางคือที่ปรึกษาของเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช และในขณะเดียวกันได้ทรงแต่งตั้งพระบริรักษ์ภูเบศร(เจ้าน้อย) ซึ่งเป็นผู้ช่วยราชการเมืองนครศรีธรรมราชในขณะนั้น ให้เป็นเจ้าเมืองนครศรี

ธรรมราชในที่ “ พระยาศรีธรรมโศกราช ชาติเดโชไชยมไหสุริยาธิบดี อภัยพิริยปรากรมพาหุ “พระยานครศรีธรรมราช “ และต่อมาพระยานครศรีธรรมราชองค์นี้ได้สถาปนาให้สูงขึ้นเป็นที่ “ เจ้าพระยานครศรีธรรมราช “ หลังจากที่ได้ไปปราบกบฎเมืองไทรบุรีเป็นครั้งแรกและได้ชัยชนะกลับมา เจ้าพระยานครน้อยได้รับราชการสนองพระเดชพระคุณในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและต่อราชการแผ่นดินมากมาย ภารกิจที่ท่านปฎิบัติในสมัยของท่านมีดังนี้

๑. ด้านการสงคราม ได้ทำสงครามหลายครั้งดังนี้

๑.๑ เมื่อครั้งดำรงพระยศเป็นพระบริรักษ์ภูเบศร ขณะที่เป็นผู้ช่วยราชการเมืองนครฯนั้น ท่านได้คุมกองทัพไปต่อเรือรบ เรือไล่ และยกทัพไปตีพม่าณเมืองถลาง จนเสร็จราชการ จับพม่าและปืนส่งไปยังกรุงเทพฯเป็นอันมาก ทำให้เป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยของสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยเป็นอย่างยิ่ง

๑.๒ เมื่อดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชแล้ว ได้ทำสงครามถึง ๔ ครั้งกับเมืองไทรบุรีคือ

ครั้งที่ ๑ ยกไปโจมตีไทรบุรีในปี พ.ศ.๒๓๖๔ เมืองไทรบุรีเป็นประเทศราชของไทยมาตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๓๒๘ คือในสมัยของสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ในสมัยของพระยาไทรบุรีชื่อ” โมกุรัมซะ “ ครั้นพระยาไทรบุรีองค์นี้ถึงแก่กรรม จึงมีพระบรมราชโองการแต่งตั้งให้” ตนกูปะแงรัน “ เป็นเจ้าเมืองไทรบุรีคนใหม่ที่ “ พระยารัตนสงครามรามภักดี ศรีซุลต่านมหะหมัด รัตนราชบดินทร์สุรินทรวังษา พระยาไทรบุรี “ สาเหตุที่ต้องไปทำสงครามในครั้งนี้ เนื่องจากพระยาไทรบุรีคนนี้สวามิภักดิ์ต่อไทยได้ไม่นาน ก็หันไปสวามิภักดิ์ต่อพม่าจนทำให้เจ้าพระยานครน้อยทราบเรื่องนี้เข้า ก็เริ่มสงสัยในพฤติกรรมของพระยาไทรบุรีปะแงรัน จึงว่าจ้างชาวจีนชื่อ “ถาไหล” ให้ไปสืบความพระยาไทรบุรีปะแงรันที่อยู่ที่เกาะปีนังและประกอบกับตนกูหม่อมน้องชายของปะแงรัน ไม่พอใจการปกครองของพี่ชายจึง ได้เข้ามาแจ้งถึงการกระทำของพี่ชายต่อพระยานครน้อย นอกจากนี้ยังมีพ่อค้าจีนชาวเมืองหลวงชื่อ”ลิมหอย”ซึ่งกลับมาจากการค้าที่เกาะปีนัง ได้ตรวจเรือพม่าลำหนึ่ง พบหนังสือลับของพระเจ้าปดุงกษัตริย์พม่าซึ่งแปลได้ความว่า “ ให้พระยาไทรบุรีปะแงรันเอาใจออกห่างจากไทย และชักชวนให้เมืองไทรบุรียกทัพมาตีไทยทางตอนใต้ร่วมกับพม่า “


เมื่อเจ้าพระยานครศรีธรรมราชทราบเป็นที่แน่ชัดดังนี้ จึงได้กราบบังคมทูลไปยังสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทางกรุงเทพฯจึงโปรดเกล้าให้เจ้าพระยานครน้อยยกทัพไปตีไทรบุรีความว่า “ เจ้าพระยาไทรบุรีเอาใจเผื่อแผ่ข้าศึกเป็นแน่แท้แล้ว ละไว้เมืองไทรบุรีเป็นไส้ศึกอีกทางใต้ ให้เจ้าพระยานครน้อยยกทัพหัวเมืองปักษ์ใต้ลงไปตีเมืองไทรบุรีไว้ในอำนาจ เสียให้สิทธิ์ขาด “

ในการไปตีไทรบุรีในครั้งนี้เจ้าพระยานครน้อยมิได้ไปโจมตีโดยทันทีอย่างผู้มีอำนาจแต่ ใช้กุสโลบายทางการเมืองโดยการมีใบบอกไปยังเจ้าเมืองไทรบุรีปะแงรัน ให้จัดเตรียมซื้อข้าวขึ้นฉางไว้เป็นเสบียงแก่ทางกองทัพในทันทีโดยจะรบกับพม่า ซึ่งจะยกทัพมาตีเมืองไทยทางใต้ ซึ่งแน่นอนพระยาไทรบุรีต้องปฏิเสธในทันทีตรงกับความคาดหมายของเจ้าพระยานครน้อย เจ้าพระยานครจึงอ้างเอาเป็นเหตุที่ไม่ทำตามคำสั่ง จึงได้ยกทัพมาตีในทันทีโดยเจ้าพระยานครน้อยได้นำทัพเมืองนครฯ สงขลาและพัทลุง เข้าโจมตีไทรบุรีพร้อมกัน มีพลทั้งหมด ๗,๐๐๐ คน ทั้งทัพบกและทัพเรือ ทางฝ่ายไทยเสียพลไป ๗๐๐ คนแต่ทางฝ่ายไทรบุรี เสียพลไป ๑,๕๐๐ คน ส่วนพระยาไทรบุรีปะแงรันได้พาสมัครพรรคพวก หลบหนีไปอาศัยอยู่กอังกฤษที่เกาะหมาก(ปีนัง) เป็นอันว่าเมืองไทรบุรีต้องตกอยู่ในอำนาจของเจ้าพระยานครน้อยตั้งแต่นั้นมา

เมื่อตีไทรบุรีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พระยานครน้อยก็มอบหมายให้”พระภักดีบริรักษ์” (แสง) บุตรชายของตนเองเป็นผู้รักษาเมืองไทรบุรี และให้บุตรอีกคนหนึ่งชื่อนายนุช เป็นปลัดเมืองไปพลางก่อน ส่วนตนเองได้กราบบังคมทูลไปยังพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระองค์จึงทรงโปรดเกล้าให้เลื่อนบรรดาศักดิ์ของพระภักดีบริรักษ์(แสง)ขึ้นเป็นที่ “พระยาอภัยธิเบศร มหาประเทศราชธิบดินทร์ อินทรไอสวรรย์ขัณฑเสมา มาตยานุชิตสิทธิสงครามรามภักดี พิริยา พาหะพระยาไทรบุรี” และโปรดให้เลื่อนนายนุชขึ้นเป็นที่ “พระเสนานุชิต” ในตำแหน่งปลัดเมืองไทรบุรี

ในปีเดียวกันนั่นเองพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงพระกรุณโปรดเกล้าให้เลื่อนบรรดาศักดิ์พระยานครศรีธรรมราช เป็นที่”เจ้าพระยานครศรีธรรมราช” และพระราชทานเมืองไทรบุรี เมืองเประ ให้อยู่ในสิทธิ์ขาดของเจ้าพระยานครศรีธรรมราชในฐานะ ผู้สำเร็จราชการปก

ครองดูแลเมืองทั้ง ๒ ตั้งแต่นั้นมา ทำให้ฐานะของเจ้าพระยานครน้อยเด่นและสูงขึ้นทางการเมืองเป็นอย่างมาก

ครั้งที่ ๒ ยกไปตีไทรบุรีใน พ.ศ.๒๓๖๕ ในปีดังกล่าวเกิดกบฎขึ้นในไทรบุรี โดยตนกูมหะหมัด ตนกูโยโส และรายาปัตตานีซินดรา ซึ่งเป็นญาติของพระยาไทรบุรีปะแงรัน ซึ่งได้อาศัยอยู่ในเมืองไทรบุรี ได้นำสมัครพรรคพวกประมาณ ๒,๐๐๐ คนคบคิดกันทำการกบฎ ในวันถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา แต่เจ้าพระนครศรีธรรมราชรู้เรื่องเสียก่อน จึงสามรถตีกบฎจนแตกพ่ายไปไม่ทันรู้ตัว

ครั้งที่ ๓ ยกไปตีไทรบุรีใน พ.ศ.๒๓๖๙ การตีไทรบุรีทุกครั้งที่ผ่านมา แม้ฝ่ายไทรบุรีพ่ายแพ้ทุกครั้งนั้นเป็นเพราะความจำยอม บ้านเมืองหาได้สงบอย่างแท้จริงไม่ คงมีคลื่นใต้น้ำอยู่ตลอดเวลา เพราะพระยาไทรบุรีปะแงรันถือว่าเมืองไทรบุรีเป็นของตน โดยได้สืบมรดกตกทอดมาแต่ปู่ย่าตาทวด และพยายามเอาคืนอยู่ตลอดเวลา จึงได้ไปขอความช่วยเหลือจากอังกฤษแต่ทางอังกฤษวางเฉย ดังนั้นพระยาไทรบุรีปะแงรันจึงมีหนังสือทักท้วงไปยังผู้ว่าราชการเกาะปีนังชื่อ”ฟูลเลอตัน”มีใจความว่า”ถ้าบริษัทอังกฤษไม่ช่วยเหลือตนแล้วก็จะขอไปตามโชคชะตาของตนเอง แต่ไม่สมารถที่จะปฏิบัติตามสนธิสัญญา”เบอร์นี่”ได้เพราะถือว่าเมืองไทรบุรีไม่ได้เป็นของกำนัลที่ตนได้รับมาจากไทย หรือได้รับการสถาปนาให้เป็นเจ้าเมืองจากไทยแต่ประการใดก็หาไม่ เมืองไทรบุรีเป็นสมบัติของพระยาไทรบุรีปะแงรัน โดยผ่านทางการเมืองสืบมรดกตกทอดมาจากปู่ย่าตาทวดต่างหาก ตนจะยอมตายเสียดีกว่าที่จะปฏิบัติตามสนธิสัญญา “

เกี่ยวกับเรื่องนี้เจ้าพระยานครน้อย ได้ทำการเจรจากับนายเฮนรี่เบอร์นี่(Henry Berney) ซึ่งเป็นตัวแทนของบริษัทอังกฤษที่นครศรีธรรมราช และมีการทำสัญญากันระหว่างรัฐบาลไทยกับตัวแทนบริษัทอังกฤษที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ ๒๐ มิถุนายน พ.ศ.๒๓๖๙ ทำให้ผู้ว่าราชการเกาะปีนังได้สั่งย้ายพระยาไทรบุรีปะแงรันออกไปจากเกาะปีนัง พระยาไทรบุรีปะแงรันจึงไม่สามารถใช้เกาะปีนังเป็นฐานในการก่อกบฎได้อีกต่อไป แต่หันมาสนับสนุนให้หลานชายของตนเองชื่อ”ตนกูเด่น”ซึ่งเป็นบุตรของตนกูรายาในเวลาต่อมา ในปี พ.ศ.๒๓๗๔

ในปี พ.ศ.๒๓๗๔ นี่เองตนกูเด่นได้นำสมัครพรรคพวกประมาณ ๓,๐๐๐ คน เข้ายึดเมืองไทรบุรีทางด้านโปรวินซ์ เวลสเล่ย์ พร้อมด้วยกองทัพเรือเข้าปิดปากน้ำไทรบุรี พระยาอภัยธิเบศร(แสง)เจ้าเมืองไทรบุรีในขณะนั้นสู้ไม่ได้ จึงพากันหนีไปอยู่ที่เมืองพัทลุง ทำให้ตนกูเด่นสามารถเข้าไปทำการยึดเมืองไว้ได้โดยง่าย.

เมื่อเจ้าพระยานครน้อยทราบข่าวศึกเช่นนี้ พิจารณาแล้วเห็นว่าศึกครั้งนี้เหลือกำลังของนครศรีธรรมราชแต่เพียงลำพังที่จะปราบได้ จึงได้ขอให้พระสุรินทร์ซึ่งเป็นข้าหลวงกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ซึ่งขณะนั้นมาช่วยเมืองนครศรีธรรรมราชอยู่ ไปเกณฑ์กองทัพเมืองสงขลา และเมืองแขกทั้งหมดมี ยะหริ่ง ยะลา สายบุรี หนองจิก ปัตตานี ระมันห์ ระแงะให้ไปช่วยศึกไทรบุรีด้วย แต่ปรากฎว่าเจ้าเมืองสงขลาไม่ยอมร่วมมือด้วย เพราะไม่พอใจกับเจ้าพระยานครน้อยมาก่อน และเมืองยะหริ่งก็ไม่ยอมร่วมมือด้วยเช่นกันซ้ำยังก่อกบฎขึ้นอีกเจ้าพระยานครน้อยจึงต้องเอาทหารจากนครฯจำนวน ๗,๐๐๐ คน พร้อมด้วยช้างศึก ๓๐๐ เชือกยกไปตีไทรบุรีใน พ.ศ.๒๓๗๔

การศึกในครั้งนี้เจ้าพระยานครน้อยสามารถตีไทรบุรีให้แตกได้อย่างง่ายดาย ตีป้อมไทรบุรีแตกยกเข้าเมืองได้ในปีเดียวกันนั่นเอง ตนกูเด่นหัวหน้ากบฎตายในที่รบ และถูกตัดหัวส่งไปยังกรุงเทพฯ หลังเสร็จศึกแล้วเจ้าพระยานครน้อยได้ยกทัพไปตีเมืองแขกที่เป็นกบฎโดยแยกกองทัพออกเป็น ๒ กอง คือทัพเรือยกไปปิดปากน้ำไทรบุรี ส่วนทัพบกยกไปสมทบกับกรุงเทพฯและสงขลา แยกย้ายกันเข้าไปตีหัวเมืองแขก ปรากฎว่าสามารถปราบกบฎได้อย่างราบคาบ ง่ายดายและรวดเร็วเกินคาด

อนึ่งในการศึกไทรบุรีในครั้งนี้ ทำให้เจ้าพระยานครน้อยมีความโกรธบุตรชายทั้ง ๒ ของตนเป็นอย่างมาก คือพระยาอภัยธิเบศร(แสง)ซึ่งเป็นเจ้าเมืองไทรบุรี และพระเสนานุชิต(นุช)ซึ่งพ่ายแพ้แก่ตนกูเด่นโดยมิได้แสดงฝีมือให้สมกับเป็นเจ้าเมืองซ้ำยังพากันหลบหนีไปเสียอีกจึงได้สั่งให้โบยบุตรชายของตนคนละ ๓๐ ทีทั้งๆที่บุตรชายของตนได้โดนอาวุธของข้าศึกมาแล้ว เพื่อมิให้ใครเอาเป็นเยี่ยงอย่างแก่ทหารในกองทัพสืบไป

ครั้งที่ ๔ ยกไปตีไทรบุรีใน พ.ศ.๒๓๘๑ พระยาไทรบุรีปะแงรันยังไม่ละความพยายามที่เอาไทรบุรีคืนไปจากไทย จึงได้เตรียมการกบฎอีกครั้งหนึ่ง โดยมีตนกูหมัดสอัด และมีตน กูอับดุลลาห์ ซึ่งเป็นโจรสลัดในทะเลฝ่ายตะวันตก เป็นหัวหน้าสมทบกับหวันมาลีหัวหน้าโจรสลัดแขกที่เกาะยาว(เขตจังหวัดพังงาในปัจจุบัน)อีกแรงหนึ่งเข้ายึดเมืองไทรบุรีทั้งทางบกและทางเรือ พระยาอภัยธิเบศร(แสง)เจ้าเมืองไทรบุรีพร้อมด้วยข้าราชการฝ่ายไทยได้หนีมายังเมืองพัทลุงอีกครั้งหนึ่ง พวกกบฎเข้ายึดเมืองไทรบุรีไว้ได้แล้ว ก็ยกทัพมาตีเมืองตรังและ อีกสายหนึ่งก็ยกเข้าตีเมืองสงขลา ปัตตานี และหัวเมืองแขกทั้ง ๗ หัวเมือง ในขณะนั้นเจ้าเมืองสงขลา(เซ่ง)และเจ้าพระยานครน้อย อยู่ในระหว่างการพระราชทานเพลิงศพสมเด็จพระศรีสุลาไลยสมเด็จพระพันปีหลวง เมื่อทราบข่าวกบฎ เจ้าพระยานครน้อยจึงเดินทางกลับมาเกณฑ์คนในนครศรีธรรมราชและพัทลุงจัดเป็นกองทัพ ได้มอบหมายให้พระยาอภัยธิเบศร(แสง) พระยาวิชิตสรไกร(กล่อม) พระเสนานุชิต(นุช) ซึ่งเป็นบุตรของท่านทั้ง ๓ คน คุมกำลังพลประมาณ ๔,๐๐๐ คน ยกไปตีไทรบุรีได้รับชัยชนะเป็นผลสำเร็จ ส่วนเจ้าพระยานครน้อยได้ป่วยเป็นโรคลมปัจุบันหลังจากตีไทรบุรีได้แล้ว และยังมิทันจะยกทัพกลับท่าน ก็ได้ถึงแก่อนิจกรรมในเวลาต่อมา

ทางกรุงเทพฯก็ได้ส่งพระวิชิตณรงค์(พัด)และพระราชวรินทร์ คุมทหารจากกรุงเทพฯประมาณ ๘๐๐ คน เดินทางมาช่วยรักษาเมืองสงขลาไว้ก่อน พวกกบฎที่ล้อมเมืองสงขลาอยู่พอทราบข่าวว่าไทรบุรีถูกตีแตกแล้ว และฝ่ายไทยกำลังยกพลบ่ายหน้ามาสู่สงขลาพร้อมกับทัพทางกรุงเทพฯ พวกกบฎเกิดความกลัวพากันแตกหนีไม่ยอมเข้าตีเมืองสงขลาแต่อย่างใด เป็นอันว่าทัพนครศรีธรรมราช สามารถปราบไทรบุรีลงได้อย่างง่ายดายอีกครั้งหนึ่ง แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าเจ้าพระยานครน้อยไม่มีโอกาสได้แสดงฝีมือในการรบในครั้งนี้เพราะท่านได้ถึงแก่อนิจกรรมเสียก่อนด้วยเป็นโรคลมปัจจุบัน

บทบาทของเจ้าพระยานครน้อยในฐานะผู้สำเร็จราชการเมืองไทรบุรีและเมืองเประที่สำคัญมี ๒ ประการคือ

๑. สามารถรักษาเมืองไทรบุรีไว้ได้โดยไม่เสียให้แก่พวกกบฎ ไทรบุรีจึงยังเป็นของไทย

๒. ทำการติดต่อและเจรจากับบริษัทอังกฤษ จนในที่สุดฝ่ายบริษัทอังกฤษยอมรับว่าเมืองไทรบุรีเป็นเมืองประเทศราชของไทย และไม่ยอมสนับสนุนให้พระยาไทรบุรีปะแงรันกลับมาครองเมืองไทรบุรีอีกต่อไป

นอกจากนั้นทางกรุงเทพฯได้มอบหมายให้เจ้าพระยานครน้อย ได้ขยายอำนาจลงไปยังเมืองเประอีกด้วย แต่สามารถควบคุมได้ในระยะหนึ่ง จึงจำต้องปล่อยเมืองเประให้ตกอยู่ในอิทธิพลของอังกฤษ ในราวปี พ.ศ.๒๓๖๙ เพื่อหลีกเลี่ยงการเป็นศัตรูกับบริษัทอังกฤษในเวลานั้น

๒. ด้านการฑูต

เจ้าพระยานครน้อยนับเป็นนักการฑูตที่สำคัญคนหนึ่งของประเทศ ท่านมีปฏิภาณไหวพริบในความเมืองที่ชาญฉลาด ทำให้เมืองนครศรีธรรมราช มีอิทธิพลต่อหัวเมืองมลายูและเป็นที่ยำเกรงแก่บริษัทอังกฤษ ซึ่งแผ่อิทธิพลทางการค้าและการเมืองมายังภาคพื้นเอเซียอาคเณย์ ผลงานทางการฑูตของท่านมีดังนี้

. ๑. การเจรจากับยอห์น ครอเฟิร์ด ( John Crwfurd ) ใน พ.ศ.๒๓๖๕

หลังจากเจ้าพระยานครน้อยยกทัพไปตีไทรบุรี ใน พ.ศ.๒๓๖๔ ในฐานะเอาใจออกห่างไปติดต่อกับทางพม่า และพระยาไทรบุรีปะแงรันได้หลบหนีไปพึ่งอังกฤษที่เกาะปีนัง เจ้าพระยานครน้อยได้ติดต่อขอตัว พระยาไทรบุรีปะแงรันต่อผู้ว่าราชการเกาะปีนัง(Robert Philipps ) แต่ฟิลลิปขัดขืนไม่ยอมส่งตัวพระยาไทรบุรีปะแงรัน เจ้าพระยานครแค้นเคืองมากและไปต่อว่าบริษัทอังกฤษ ฝ่ายผู้ว่าราชการอังกฤษประจำอินเดียทราบเหตุ จึงส่งตัวยอห์น ครอเฟิร์ดจากอินเดียมายังเกาะปีนัง โดยย้ำเรื่องการค้ามากกว่าเรื่องไทรบุรีและเประ

การเจรจาครั้งแรกเริ่มในวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๓๖๕ การเจรจาในครั้งนี้เจ้าพระ ยานครน้อยไม่ได้เข้าร่วมด้วยเพราะท่านทราบดีว่า ครอเฟิร์ดมีท่าทีโอนอ่อนยอมตามผู้ว่าราชการเกาะปีนัง ผลไปตามคาดหมาย ผู้ว่าราชการเกาะปีนังยอมให้พระยาไทรบุรีปะแงรันกลับไปครองไทรบุรีตามเดิม ฝ่ายไทยไม่ยินยอมทำให้การเจรจาล้มเหลว

๒. การเจรจากับบริษัทอังกฤษที่เกาะปีนัง พ.ศ.๒๓๖๕

ภายหลังที่ครอเฟิร์ดกลับไปแล้ว เจ้าพระยานครน้อยก็ได้รับคำสั่งจากทางกรุงเทพฯให้พยายามติดต่อกับผู้ว่าราชการเกาะปีนังอีกหลายครั้ง เพื่อขอตัวพระยาไทรบุรีปะแงรันซึ่งมีความผิดฐานกบฎ แต่ถูกปฏิเสธตลอดมา เจ้าพระยานครน้อยจึงหาทางโต้ตอบ โดยการให้เจ้าหน้าที่ไทยที่อยู่ในไทรบุรีเก็บภาษีสินค้าขาออก ที่อังกฤษซื้อจากไทรบุรี ทำให้อังกฤษได้รับความเดือดร้อน ได้มาขอให้ไทยคือเจ้าพระยานครน้อยงดเก็บภาษีสินค้าขาออกจากไทรบุรี โดยอ้างว่าเมื่อครั้งพระยาไทรบุรี(โมกุรัมซะ)ได้อนุญาตให้อังกฤษเช่าเกาะปีนังนั้น ได้สัญญาต่อกันว่า จะไม่เก็บภาษีสินค้าที่บริษัทอังกฤษซื้อจากไทรบุรีไปยังเกาะปีนัง เจ้าพระยานครน้อยเห็นท่าทีดังนั้น จึงตอบไปว่าเมืองไทรบุรีเป็นเมืองขึ้นของกรุงเทพฯ ไม่ได้เคยอนุญาตให้พระยาไทรบุรี(โมกุรัมซะ)ทำสัญญากับอังกฤษแต่อย่างใด แต่อังกฤษไปทำสัญญากับโมกุรัมซะเองโดยพลการ ตนจึงยอมตามสัญญานั้นไม่ได้ เป็นอันว่าอังกฤษต้องยอมรับความเดือดร้อนเอง เพราะไปสนับสนุนพระยาไทรบุรีปะแงรันโดยปริยาย การเจรจาครั้งนี้ทำให้สามารถลดอิทธิพลของอังกฤษลงไปได้มากพอสมควร

๓. การเจรจากับเฮนรี่ เบอร์นี่ที่นครศรีธรรมราช พ.ศ.๒๓๖๘

บริษัทอังกฤษที่เกาะปีนังได้พยายามติดต่อขอเจรจากับเจ้าพระยานครน้อยหลายครั้งด้วยได้รับความเดือดร้อนในเรื่องภาษีสินค้าขาออกจากไทรบุรี และต้องการให้ปะแงรันไปครองไทรบุรีอีก แต่ทางเจ้าพระยานครน้อยเฉยเสีย เมื่อติดต่อมาไม่ได้ผลข้าหลวงใหญ่ของบริษัทอังกฤษซึ่งประจำอยู่ที่เบ็งกอลในอินเดียได้แต่งตั้งนายเฮนรี่ เบอร์นี่เป็นฑูตเข้ามาเพื่อขอเจรจากับไทยซึ่งในเวลาเดียวกันนั้น จ้าพระยานครน้อยกำลังประชุมทัพเมืองตรัง และสตูล เพื่อยกไปตีเประและสลังงอ เพื่อเป็นการยับยั้งไม่ให้เจ้าพระยานครน้อยขยายอาณาเขตไปในดินแดนของมลายู บริษัทอังกฤษหาทางยับยั้งโดย ส่งเรือรบไปปิดปากอ่าวเมืองตรังไว้ทำให้เจ้าพระยานครน้อยชะงักในการไปตีเมืองทั้ง ๒ ไว้ก่อนทำให้ต้องมีการเจรจากันที่นครศรีธรรม

ราช ในเดือน กรกฎาคม ๒๓๖๘ ผลของการเจรจาทำไห้เกิดสัญญาเบื้องต้นซึ่งลงนามกันในวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๓๖๘ ที่นครศรีธรรมราช เพื่อเป็นแนวทางในการเจรจากับรัฐบาลไทยอีกครั้งหนึ่ง โดยมีความย่อๆว่า

๑. เจ้าพระยานครน้อยจะไม่ส่งทหารเข้าไปยังเประและสลังงออีก ส่วนอังกฤษก็จะไม่เข้ายึดครองหรือแทรกแซงเมืองทั้ง ๒ เข่นกัน

๒. บริษัทอังกฤษจะไม่แทรกแซงการปกครองของไทรบุรีเพื่อให้พระยาไทรบุรีปะแงรันได้กลับเข้ามาเป็นเจ้าเมืองไทรบุรีอีก บริษัทอังกฤษจะบังคับให้ทางไทรบุรี ส่งดอกไม้เงินดอกไม้ทองให้ไทยปีละ ๔,๐๐๐ ดอลล่าร์ และเจ้าพระยานครน้อยสัญญาว่า ถ้าพระมหากษัตริย์ไทยยินยอมให้ปะแงรันได้เข้ามาครองเมืองไทรบุรีได้อีก เจ้าพระยานครน้อยจะถอนเจ้าหน้าที่ไทยออกจากไทรบุรีทั้งหมดและจะไม่โจมตีไทรบุรีอีก

เหตุผลที่เจ้าพระยานครน้อยต้องยินยอมทำไปเช่นนี้ ก็เพราะต้องการใช้วิธีที่นุ่มนวลถ้าหากดื้อดึงไม่ผ่อนปรนกันบ้างก็จะทำให้เกิดความขัดแย้งกับบริษัทอังกฤษ และปัญหาเมืองแขกที่คาราคาซังมานานก็จะยุติลงได้โดยยาก ตรงกันข้ามยิ่งเพิ่มพูนปัญหาให้มากยิ่งขึ้น เพราะอยู่ในช่วงที่อังกฤษกำลังล่าเมืองขึ้นมาทางเอเซีย และถ้าหากดื้อดึงจนเกิดการรบกันขึ้นก็จะไม่พ้นไปจากความรับผิดชอบของเจ้าพระยานครน้อยอีกอย่างแน่นอน

๔. การเจรจากับคณะฑูตของ เฮนรี่ เบอร์นี่ ที่กรุงเทพฯใน พ.ศ.๒๓๖๘

เบอร์นี่ได้เดินทางไปอินเดียเพื่อขออนุมัติการเจรจากับรัฐบาลไทยที่กรุงเทพฯ ต่อข้าหลวงใหญ่ประจำรัฐเบ็งกอล และได้เดินทางกลับมาทางปีนัง สิงคโปร์ ตรังการนู และมาถึงนครศรีธรรมราชเมื่อวันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๓๖๘ พักอยู่ที่นครฯ ๘ วัน จึงได้เดินทางเข้ากรุงเทพโดยทางเรือ โดยให้บุตรชายของเจ้าพระยานครน้อยเป็นผู้นำทาง ส่วนเจ้าพระยานครน้อยได้เดินทางไปทางบกตามไปภายหลัง และถึงกรุง

เทพเมื่อวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๓๖๙ หลังจากที่เบอร์นี่ได้ถึงแล้วประมาณ ๒ เดือน


การเจรจาที่กรุงเทพฯ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้จัดให้มีคณะเจรจาที่สำคัญหลายคนคือ กรมหมื่นสุรินทรรักษ์ เจ้าพระยาอภัยภูเบศร เจ้าพระยามหาเสนา เจ้าพระยาพระคลัง (ดิศ) และที่ทรงไว้วางพระราชหฤทัยมากที่สุดคือเจ้าพระยานครน้อย ซึ่งต้องรับภาระหนักเป็นตัวกลางคอยประสานความเข้าใจ ระหว่างพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวกับคณะฑูตของเบอร์นี่ การเจรจาได้ดำเนินไปด้วยดีและได้ลงนามในสัญญากันเมื่อวันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๓๖๙ ข้อความสำคัญมีดังนี้

มาตรา ๑๒ ไทยจะไม่ทำการขัดขวางการค้าขายในเมืองตรังกานูและกลันตัน พ่อค้าและคนในบังคับอังกฤษสามารถไปมาค้าขายได้โดยสะดวกต่อไปในเมืองทั้งสอง อังกฤษจะไม่ไปรบกวนโจมตี หรือก่อความไม่สงบในเมืองทั้งสองแต่ประการใดทั้งสิ้น

มาตรา ๑๓ ไทยขอสัญญาต่ออังกฤษว่าจะปกครองเมืองไทรบุรีต่อไป จะให้ความคุ้มครองแก่เมืองไทรบุรีและประชาชนชาวเมืองทุกคนตามความเหมาะสม และไทยสัญญาว่าเมื่อเจ้าพระยานครน้อยออกไปจากกรุงเทพฯแล้ว ก็จะปล่อยครอบครัวทาสบ่าวไพร่ ของพระยาไทรบุรีคนเก่า ให้กลับคืนไปตามใจชอบ อังกฤษได้สัญญาต่อไทยว่าไม่ต้องการเอาเมืองไทรบุรีอีกต่อไป และไม่ให้พระยาไทรบุรีคนเก่ากับบ่าวไพร่ ไปรบกวนทำอันตรายต่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดในเมืองไทรบุรีและเมืองอื่นๆซึ่งขึ้นกับไทรบุรี และอังกฤษสัญญาว่าจะจัดแจงให้พระยาไทรบุรีคนเก่าปะแงรัน ไปอยู่ที่เมืองอื่น โดยไม่ให้ปะแงรันไปอยู่ที่ไทรบุรี ปีนัง เประ สลังงอ และเมืองพม่า ถ้าอังกฤษไม่ให้ปะแงรันไปอยู่เมืองอื่นตามสัญญาก็ให้ไทยเก็บภาษีข้าวเปลือก ข้าวสาร ที่ออกจากไทรบุรีเหมือนแต่ก่อน

มาตรา ๑๔ ไทยกับอังกฤษสัญญากันว่าให้พระยาเประครองเประ ให้พระยาเประถวายดอกไม้เงินดอกไม้ทองตามแต่ก่อนก็ตามใจปรารถนาของพระยาเประ อังกฤษไม่ห้ามปราม เจ้าพระยานครน้อยจะใช้ไทยแขกจีนคนฝ่ายไหนแต่โดยดีไปเมืองเประ๔๐–๕๐ คนอังกฤษไม่ห้ามไทย อังกฤษไม่ยกทัพไปรบกวนเมืองเประและไม่ให้เมืองสลังงอไปรบกวนเมืองเประ และไทยก็ไม่รบกวนเมืองเประ

ผลของสัญญาฉบับนี้ทำให้ทั้งไทยและอังกฤษมีความพอใจทั้ง ๒ ฝ่าย ซึ่งอังกฤษเองก็สามารถยับยั้งไม่ให้เจ้าพระยานครน้อย ขยายอาณาเขตไปทางเมืองมลายูอีก และรวมทั้งไม่ต้องเสียภาษีเช่นเดิมอีกต่อไป ทางฝ่ายไทยก็ทำให้อังกฤษยอมรับว่า เมืองไทรบุรีเป็นเมืองประเทศราชของไทยอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรได้สำเร็จ ทั้งยังสามารถยุติปัญหาความขัดแย้งที่สำคัญ ระหว่างไทยกับบริษัทอังกฤษที่เกาะปีนังลงไปได้อีกด้วย

ในระยะแรกของการเจรจากล่าวกันว่า ผู้แทนไทยหลายคนขัดและไม่เห็นด้วยกับเจ้าพระยานครน้อยด้วยเห็นว่าไทยเสียเปรียบมาก แต่ด้วยความชาญฉลาดของเจ้าพระยานครน้อย จึงทำให้ปัญหานี้ลุล่วงไปได้ ด้วยเห็นว่าหนทางออกที่จะแก้ปัญหาทางการเมืองระหว่างประเทศนั้น ไม่ใช่การทำสงครามแต่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่หากต้องนำวิธีทางการฑูตเข้าร่วมแก้ปัญหาด้วยการต่างๆก็จะยุติลงได้ด้วยดี

๓. ทางด้านการต่อเรือ เจ้าพระยานครน้อยมีความเชี่ยวชาญทางด้านการต่อเรือคือ

๓.๑ .ได้ต่อเรือกำปั่นหลวงสำหรับการบรรทุกช้างไปขายยังต่างประเทศ ทำให้ประเทศชาติมีรายได้จากการขายช้างเป็นอย่างมาก

๓.๒ ได้ต่อเรือรบขนาดย่อมไปจนถึงเรือรบขนาดใหญ่ ที่ต้องใช้กรรเชียง ๒ ชั้นเรือรบที่ต่อขึ้นในสมัยของท่านก็มีขนาดใหญ่กว่าที่เคยมีมาแต่ก่อน และได้ต่อเรือรบมากถึง ๑๕๐ ลำ และเจ้าพระยานครน้อยเองท่านมีเรือรบขนาดใหญ่มากอยู่ที่เมืองตรังถึง ๓๐๐ ลำซึ่งเข้าใจว่าเป็นกองทัพเรือที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในขณะนั้น แม้ทางกรุงเทพฯเองก็เพิ่งมาตื่นตัวในการสร้างกองทัพเรือในสมัยรัชกาลที่ ๓ พ.ศ.๒๓๗๑ เมื่อไทยเริ่มเป็นศัตรูกับญวน

๓.๓ ได้ต่อเรือรบที่ใช้ได้ทั้งในลำคลองและในทะเลหลวง

พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชประสงค์ให้เจ้าพระยานครน้อยต่อเรือโดยมีหัวเรือเป็นปากปลาและท้ายเรือเป็นกำปั่น แปลงให้มีพลแจว ๒ แคม มีเสาใบสำหรับแล่นในทะเล ปากเรือกว้าง ๙ ศอก ๑ คืบ ยาว ๑๑ วาขึ้นถวาย สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานนามว่า “เรือมหาพิไชยฤกษ์” และเรือลำนี้ได้เป็นต้นแบบเพื่อการต่อเรืออีก ๓๐ ลำ และได้ตรัสชมไว้ในคราวนั้นว่า “…บรรดาเจ้าเมืองปักษ์ใต้ฝ่ายตะวันตกไม่รู้ฃการพินิจเหมือนเจ้าพระยานครคนนี้ จะทำการสิ่งใดก็หมดจดเกลี้ยงเกลาเป็นช่าง และรู้พิ เคราะห์การดีและชั่ว…” พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงให้สมญานามท่านว่า”นาวีสถาปนิก”

๔. ทางด้านการปกครอง

เจ้าพระยานครน้อยได้รับความไว้วางพระราชหฤทัย จากทางเมืองหลวงเป็นอย่างมากและทางเมืองหลวงได้มอบหมายให้อำนาจดังนี้

๔.๑มีอำนาจในการปกครองหัวเมืองฝ่ายใต้ทั้งหมด ตลอดจนถึงตรังกานู ไทรบุรีเประ นับเป็นเจ้านครที่มีอำนาจมากกว่าเจ้าเมืองคนอื่นๆ

๔.๒ เป็นผู้สำเร็จราชการทัพศึกทางภาคใต้ฝ่ายตะวันตกอีกตำแหน่งหนึ่งด้วย

๔.๓ ได้รับมอบหมายให้เป็นคณะฑูตในการเจรจากับบริษัทอังกฤษ โดยท่านเองเป็นบุคคลที่มีความสำคัญที่สุดในคณะฑูตชุดนั้น และได้บรรลุผลดีเป็นอย่างยิ่ง

๔.๔ เป็นผู้สำเร็จราชการเมืองไทรบุรีและเประ ทำให้ท่านมีอำนาจเด็ดขาดในการปกครองเมืองนั้น โดยได้รับความไว้วางใจจากเมืองหลวงอย่างเต็มที่

๔.๕ เป็นนักการปกครองที่มีความเข้มแข็ง เด็ดขาดและไม่เห็นแก่หน้าใคร จะเห็นได้จากการสั่งให้โบยลูกชายทั้ง ๒ คน ในฐานะที่ละทิ้งเมืองโดยไม่ได้แสดงความสามารถในการการรบอย่างเต็มที่เสียก่อน แม้การกระทั่งคำอธิษฐานของคุณพุ่ม(บุษบาท่าเรือจ้าง)กวีหญิงสมัยรัตนโกสินทร์ได้กล่าวไว้ว่า “ ขออย่าให้เป็นพลพายของเจ้าพระยานคร.” เพราะเล่ากันว่า พลพายเรือนั้นต้องพายเรือได้เร็ว และอย่างพร้อมเพรียงกัน และรู้กระบวนการท่าทุกท่า ถ้าทำการบกพร่องอย่างใดอย่างหนึ่ง จะต้องหามเรือขึ้นบกโดยคว่ำเรือลง แล้วพลพายทุกคนจะต้องถองเรือพร้อมๆกัน อันเป็นการทำโทษอย่างหนึ่งแก่พลพายเรือ

เจ้าพระยานครน้อยเกิดเมื่อวันจันทร์ ขึ้น ๑๓ ค่ำ เดือน ๑๐ ปีจอ อัฐศก จ.ศ.๑๑๓๘ ตรงกับวันที่ ๒๗ สิงหาคม ๒๓๑๙ ณเมืองนครศรีธรรมราช และท่านได้ถึงแก่อสัญกรรมด้วยโรคลมปัจจุบันทันด่วน ภายหลังที่ได้เข้าโจมตีไทรบุรีได้รับชัยชนะและยังมิทันจะยกทัพกลับนครศรีธรรมราช โดยท่านมีอาการวิงเวียนอาเจียรเป็นน้ำลายเหนียวมีเสมหะปะทะหน้าอก โดยมีอาการตั้งแต่วัน แรม ๘ ค่ำเดือน ๖ ครั้นถึงวันแรม ๑๔ ค่ำเดือน ๖ จ.ศ.๑๒๑๐ปีเดียวกันเวลา ๕ ทุ่มเศษ ตรงกับวันอังคารที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๓๘๒ ก็ถึงแก่อสัญกรรม รวมอายุได้ ๖๔ ปี

เจ้าพระยานครน้อยมีบุตร ธิดารวมกันถึง ๓๔ คน ในจำนวนนั้นมีบุตรธิดาในเจ้าจอมมารดาอิน (หรือท่านผู้หญิงอินซึ่งมีเชื้อสาย พระราชวงศ์ทางกรุงเทพฯ ท่านผู้หญิงอินท่านเป็นราชนิกูลคือ เป็นธิดาของพระยาพินาศอัคคี ตระกูลทางบางช้าง พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเรียกท่านว่า พี่อิน ) รวมทั้งหมด ๕ คนคือ

๑. หญิงน้อยใหญ่ ภายหลังได้เป็นเจ้าจอมมารดาในรัชกาลที่ ๓ เป็นเจ้าจอมมารดาของพระองค์เจ้าชายเฉลิมวงศ์

๒. หญิงน้อยเล็ก ภายหลังได้เป็นเจ้าจอมมารดาในรัชกาลที่ ๓ ด้วย

๓. น้อยใหญ่ ภายหลังได้เป็นเจ้าพระยามหาศิริธรรม

๔ .น้อยกลาง ภายหลังได้เป็นพระยานครสรีธรรมราช

๕. น้อยเอียด ภายหลังได้เป็นพระยาบริรักษ์ภูเบศร เจ้าเมืองไทรบุรี แล้วย้ายมาเป็นผู้รักษาเมืองพังงา

เจ้าพระยานครน้อยนั้นมีสมญาอีกอย่างหนึ่งว่า “เจ้าพระยานครน้อยคืนเมือง” ที่เรียกอย่างนั้นเป็นสมญาที่เรียกกันตามที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเรียก ที่เรียกว่าคืนเมืองหมายถึงการกลับไปครองเมืองนครศรีธรรมราชอีกครั้งหนึ่ง ภายหลังที่บรรพบุรุษคือพระเจ้านครศรีธรรมราช(ปลัดหนู ) เคยครองเมืองนครศรีธรรมราชมาก่อนแล้วเจ้าพระยานครน้อยนับว่าเป็นเจ้าเมืองนครที่มีอำนาจและอนุภาพมากที่สุด มากกว่าเจ้านครคนอื่นๆ แม้จะไม่ได้ปกครองเมืองในฐานะเจ้าประเทศราช ก็ตาม แต่ในทางพฤตินัย เจ้าพระยานครน้อยคืนเมืองมีอำนาจในการปกครองหัวเมืองฝ่ายใต้ทั้งหมด ตลอดถึง ไทรบุรี ตรังกานู เประ

และยังเป็นผู้สำเร็จราชการทัพศึกภาคใต้ฝ่ายตะวันตกอีกด้วย นับได้ว่าท่านเป็นบุคคลที่สำคัญของนครศรีธรรมราชโดยแท้ ควรที่ลูกหลานชาวนครมีความภาคภูมิใจ และเอาเป็นแบบอย่างได้ดีที่สุดคนหนึ่ง

๔๘. เจ้าพระยานครน้อยกลาง

เจ้าพระยานครศรีธรรมราช(น้อยกลาง)องค์นี้ เป็นบุตรคนที่ ๔ ของเจ้าพระยานครน้อยกับท่านผู้หญิงอิน และได้ดำรงตำแหน่งเป็นพระเสน่หามนตรี ผู้ช่วยราชการเมืองนครศรีธรรมราชเมื่อ พ.ศ.๒๓๖๙ ในสมัยที่บิดาของท่านยังเป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชอยู่เมื่อบิดาของท่านได้ถึงแก่อสัญกรรมเมื่อ พ.ศ.๒๓๘๒ ในขณะที่ไปราชการทัพที่ไทรบุรี และยังมิทันจะยกทัพกลับนครฯ พระบาทสมเด็จพระพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงกรุณาโปรดเกล้าแต่งตั้งท่านให้เป็นที่ “พระเสน่หามนตรี” (น้อยกลาง) ในตำแหน่งเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชแทนบิดาเมื่อพ.ศ.๒๓๘๒ โดยมีนามปรากฎในตราตั้งว่า “ พระยานครศรีธรรมราช” แต่ชาวเมืองเรียกท่านว่า “พระยานครน้อยกลาง”

เป็นที่น่าสังเกตอยู่ประการหนึ่งเกี่ยวกับตัวบุคคลผู้ที่มาเป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น จะเป็นบุคคลในตระกูลเดียวกันคือตระกูลณนคร เกี่ยวกับเรื่องนี้คุณสงบ ส่งเมืองได้ให้ความเห็นไว้ว่า “….ตามพระอัยการพระราชกำหนดกฎหมาย ประเพณีที่ปฏิบัติกันมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ตำแหน่งเจ้าเมืองนครฯนั้น ไม่เป็นตำแหน่งที่สิบสกุล ดังนั้นการที่บุคคลในตระกูลดังกล่าวได้มาเป็นเจ้าเมืองนครฯหลายคนสืบตามมา จึงเป็นเพราะความสามารถส่วนตัวบุคคล ของบุคคลในตระกูลณนคร และอิทธิพลของตระกูลณนครที่มีอยู่ในขณะนั้นมากกว่าอย่างอื่น …”

ในสมัยของเจ้าพระยานครน้อยกลาง ทางกรุงเทพฯไม่ค่อยจะเชื่อในความสามารถของท่านมากนัก จึงได้โอนอำนาจของเจ้าเมืองนครฯมาไว้ทางราชธานี กล่าวคือแทนที่ราชธานีจะยินยอมให้เจ้าเมืองนครฯเป็นตัวแทนของราชธานี ในการดูแลรักษาราชอาณาจักรทางปักษ์ใต้ดังเดิม ทางราชธานีกลับเข้าไปเกี่ยวข้องกับปัญหาเสียเองโดยตรง คือปัญหาไทรบุรี และยกเมืองสตูลซึ่งขึ้นอยู่กับเมืองนครฯให้ไปขึ้นกับเมืองสงขลา ทั้งนี้สืบเนื่องมาจากปัญหาความขัดแย้งที่สำคัญระหว่างไทยกับบริษัทอังกฤษ ซึ่งทางหัวเมืองมลายูสามารถตกลงกันได้เรียบร้อย และทางราชธานีก็สามารถแก้ปัญหาไทรบุรีลงได้สำเร็จ เมื่อพ.ศ.๒๓๘๒ ทำให้หัวเมืองนครศรีธรรมราช ถูกลดความสำคัญลงไปในฐานะตัวแทนของราชธานี ในการดูแลรักษาราชอาณาจักรทางภาคใต้ลงไปอีกครั้งหนึ่ง

แต่อย่างไรก็ดีเจ้าพระยานครน้อยกลางก็ได้รับราชการสนองพระเดชพระคุณพระเจ้าอยู่หัวด้วยควาซื่อสัตย์จงรักภักดีตลอดมา แต่ทางราชธานีได้พยายามลดอำนาจของเมืองนครศรีธรรมราชลงไปเรื่อยๆ ทำให้เมืองนครฯอยู่ใกล้หูใกล้ตาเมืองหลวงมากยิ่งขึ้น ทำให้พอจะเชื่อได้ว่าเมืองนครฯไม่เป็นอันตรายต่อรัฐบาลกลางอีกต่อไป บทบาทของเจ้าพระยานครน้อยกลาง จึงถูกลดลงเหลือเพียงเจ้าเมืองเอกเมืองหนึ่ง และมีหน้าที่เพียงกำกับหัวเมืองทางภาคใต้อื่นๆตามคำสั่งของกรุงเทพฯเท่านั้น

ต่อมารัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้โปรดสถาปนาพระยานครศรีธรรมราชน้อยกลางขึ้นเป็นที่ “ เจ้าพระยานครศรีธรรมราช “ เมื่อวันพฤหัสบดี เดือน ๙ แรม ๑๒ ค่ำ จ.ศ.๑๒๑๔ ตรงกับ พ.ศ.๒๓๙๕ และต่อจากนั้นไปอีก ๑๕ ปี เจ้าพระยานครน้อยกลางก็ได้ถึงแก่อสัญกรรมใน พ.ศ.๒๔๑๐ รวมเวลาที่ท่านได้ปกครองนครศรีธรรมราชเป็นเวลา ๒๘ ปี

๔๙. เจ้าพระยาสุธรรมมนตรี ( พร้อม ณนคร )

เจ้าพระยาสุธรรมมนตรีเป็นบุตรคนโตของเจ้าพระยานครศรีธรรมราช(น้อยกลาง)ได้ ถือกำเนิดก่อนที่บิดาของท่านจะได้มาเป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งต่อมาท่านได้ดำรงตำแหน่ง”พระเสน่หามนตรี” และเมื่อบิดาของท่านได้ถึงแก่อสัญกรรม ในปี พ.ศ.๒๔๑๐ท่านได้รับการแต่งตั้งจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้เป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชเป็นที่ “พระยานครศรีธรรมราช” และอยู่ในตำแหน่งนี้นาน ๔๘ ปี และต่อมาในปี พ.ศ.๒๔๔๘ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้โปรดสถาปนาท่านให้ขึ้นเป็นที่ “ เจ้าพระยาสุธรรมมนตรีศรีธรรมราช “ และต่อมาอีก ๒ ปีคือในปี พ.ศ.๒๔๕๐ ท่านก็ได้ถึงแก่อสัญกรรม

เจ้าพระยาสุธรรมมนตรีได้ถือกำเนิดเมื่อวันพุธ เดือน ๔ ขึ้น ๑ ค่ำ ปีขาล ตรงกับวันที่ ๑ มีนาคม ๒๓๘๕ ท่านมีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน ๙ คนคือ

๑. พระศิริธรรมบริรักษ์ (ถัด) เป็นปลัดเมืองนครศรีธรรมราช

๒. พระยาภักดีดำรงฤทธิ์ (เอี่ยม) และได้เลื่อนเป็นพระยาบริรักษ์ภูเบศรในเวลาต่อมา

๓. อิ่ม

๔. กลาง

๕. สว่าง

๖. หลวงอนุสรสิทธิกรรม(บัว)

๗. เกษ

๘. นุ้ยขลิบ

๙. นุ้ยทิม

เจ้าพระยาสุธรรมมนตรีได้รับราชการในตำแหน่งต่างๆดังนี้

๑. พระเสน่หามนตรี

๒. พระยานครศรีธรรมราช ตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๑๐–๒๔๔๐ รวม ๓๐ปีที่เป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช

๓. ผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๔๐–๒๔๔๗ รวมเวลา ๘ปี

๔. เจ้าพระยาสุธรรมมนตรี ตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๔๘–๒๔๕๐ รวมเป็นเวลา ๒ ปี เป็นตำแหน่งปลอบใจท่านก่อนที่ท่านจะถึงแก่อสัญกรรม เมื่อวันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๔๕๐ ท่านมี อายุรวม ๖๕ ปี และรับราชการอยู่นาน ๓๘ ปี

ในสมัยที่ท่านปกครองนครศรีธรรมราชอยู่นั้น แม้ว่าแขกและพม่าจะไม่มารบกวนไทยแต่กลับต้องเผชิญกับอังกฤษและฝรั่งเศษ ซึ่งเข้ามาล่าเมืองขึ้นในแถบเอเซียอาคเณย์และเจ้าพระยานครศรีธรรมราชคนนี้ก็เป็นคนอ่อนแอ ทำให้อังกฤษได้พยายามแทรกแซงกิจการในไทรบุรีมากยิ่งขึ้น และเกิดกรณีกับไทยขึ้นหลายครั้งที่สำคัญคืออังกฤษได้ใช้เรือรบระดมยิงเมืองตรังกานูเมื่อวันที่๑๑พฤศจิกายน๒๔๑๔

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพิจารณาแล้วเห็นว่า ลักษณะเหตุการณ์ที่ เป็นเช่นนี้เป็นอันตรายต่อพระราชอาณาจักรเป็นอย่างยิ่ง จึงมีพระดำรัสให้กรมหมื่นดำรงราชานุภาพเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยในเวลานั้น ให้แก้ไขระบบการปกครองหัวเมืองปักษ์ใต้ โดยรีบด่วนเพื่อเป็นการรักษาพระราชอาณาเขตของไทยไว้ต่อไป
นครศรีธรรมราชสมัยการปฏิรูปการปกครอง

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและกรมหมื่นดำรงราชานุภาพเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ได้ตกลงดำเนินการปฏิรูปการปกครองหัวเมืองทางปักษ์ใต้เสียใหม่ โดยแบ่งเขตหัวเมืองทางปักษ์ใต้ออกเป็น ๓ มณฑลคือ

๑. มณฑลนครศรีธรรมราช โดยให้รวมหัวเมืองสงขลาและนครศรีธรรมราชเข้าด้วยกัน โดยมีศาลาว่าการมณฑลอยู่ที่สงขลา มีพระวิจิตรวรสาส์นเทศาภิบาลมณฑล และต่อมาได้เป็นที่ “พระยาสุขุมนัยวินิจ”

๒. มณฑลภูเก็ต รวบรวมเอาหัวเมืองชายทะเลทางฝั่งตะวันตก ให้อยู่ในมณฑลภูเก็ต

๓. มณฑลชุมพร รวบรวมเอาหัวเมืองที่อยู่เหนือนครศรีธรรมราชไปจนถึงชุมพร ให้อยู่ในมณฑลชุมพร สำหรับมณฑลชุมพรและมณฑลภูเก็ตให้พระยาทิพรักษาเป็นเทศาภิบาลมณฑลทั้ง ๒ นั้น

ต่อมาได้โปรดเกล้าให้แต่งตั้งข้าหลวงเทศาภิบาลให้ครบทุกมณฑลดังนี้

๑. มณฑลภูเก็ต ได้แต่งตั้งพระยาทิพโกษา(โต โชติกเสถียร) เป็นข้าหลวงเทศาภิบาลใน พ.ศ.๒๔๓๘ ( ร.ศ.๑๑๔ )

๒ .มณฑลนครศรีธรรมราช ได้โปรดแต่งตั้งให้พระยาสุขุมนัยวินิจ (ปั้น สุขุม) เป็นข้าหลวงเทศาภิบาลใน พ.ศ.๒๔๓๙ (ร.ศ.๑๑๕) แต่ที่ว่าการมณฑลยังคงอยู่ที่สงขลาเช่นเดิม และในปีเดียวกันนั่นเองได้โปรดเกล้าให้รวมเอาหัวเมืองแขก ได้แก่ปัตตานี ยะลา หนองจิก ยะหริ่ง สายบุรี ระแงะ และรามันห์ เข้ามาอยู่ในมณฑลนครศรีธรรมราชด้วย

๓. มณฑลชุมพร ได้แต่งตั้งให้พระยาสุจริตมหิศวรภักดี (คอซิมก้อง ณระนอง ) เป็นข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑล

พระยาสุขุมนัยวินิจได้ดำรงตำแหน่งข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลนครศรีธรรมราช ได้จัดการปกครองหัวเมือง นครศรีธรรมราช สงขลา พัทลุง เข้าสู่ระเบียบแบบแผนสมัยใหม่ ตามนโยบายของรัฐบาลทุกประการดังนี้

๑. การจัดการปกครองเมือง ตามข้อบังคับลักษณะการปกครองหัวเมือง ร.ศ.๑๑๗ตำแหน่งเจ้าเมืองที่เรียกกันมาแต่เดิมนั้น ให้เปลี่ยนเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด จากการเป็นเจ้าเมืองมาเป็นเพียงข้าราชการคนหนึ่ง ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเท่านั้น

๒. การปกครองส่วนท้องถิ่น โดยแต่งตั้งกรมการอำเภอ และจัดให้มีการเลือกตั้งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ทั่วทุกตำบลทั่วทุกหมู่บ้าน ตาม พ.ร.บ. ลักษณะการปกครองท้องถิ่น ร.ศ.๑๑๖ .

ผลงานที่พระยาสุขุมนัยวินิจ ข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลนครศรีธรรมราชได้ทำให้แก่ชาวนครศรีธรรมราช มีดังนี้

๑. ตั้งกองพลตระเวณ ( ตำรวจ ) ประจำทุกเมือง

๒. ตั้งศาลเมืองนครฯและศาลอำเภอปากพนัง ให้กรมการอำเภอและกำนัน เป็นผู้รับผิดชอบในการพิจารณาความตามควรแก่หน้าที่ ซึ่งจะช่วยให้การพิจารณาคดี เกิดความรวดเร็ว และเกิดความเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น

๓. เก็บภาษีอากรอย่างรัดกุมและถูกต้อง ทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้นจากภาษีอากรมากกว่าเดิมหลายเท่าตัว ทำให้การปฏิรูปและการสร้างสาธารณูปโภค สำเร็จลงได้อย่างรวดเร็ว

๔. ได้ดำเนินการตัดถนนหลายสาย มีดังนี้

๑. ตัดถนนสายยาวกลางเมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งปัจจุบันคือถนนราชดำเนิน ยาว๒๗๘ เส้น กว้าง ๘ วา ๒ ศอก

๒. ตัดถนนสายรอบกำแพงเมือง และตัดตรอกจากสายกลางไปบรรจบกับถนนสายรอบกำแพงเมือง ทางตะวันตก ๕ ตรอก ทางตะวันออก ๕ ตรอก

๓. ตัดถนนสายเลียบแม่น้ำปากพนังฝั่งตะวันออก โดยห่างจากแม่น้ำ ๑ เส้น พร้อมกับตัดตรอกอีก ๑๑ ตรอก

๔. ตัดถนนจากลายสายเขตอำเภอกลาย(ปัจจุบันคืออำเภอท่าศาลา)ผ่านทุ่งนามา ทางตะวันออกถึงท่าศาลาจดกับคลองท่าสูง

๕. ได้ดำเนินการขุดคลองสายต่างๆดังนี้ .

๑.ขุดคลองจากลำน้ำปากพญาไปถึงลำน้ำปากนคร ตั้งชื่อว่า”คลองนครพญา”ปัจจุบันอยู่ในเขตอำเภอเมือง

๒. ขุดคลองที่อำเภอปากพนัง ๑ สาย โดยเริ่มจากบ้านบางจากไปออกที่แม่น้ำปากพนัง มีความยาว ๓๔๔ เส้น ๙ วา ลึก ๕ ศอก กว้าง ๑๐ ศอก มีถนนสองข้างคลองเมื่อขุดคลองเสร็จเรียบร้อยได้จัดให้มีการฉลอง และสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ประทานชื่อคลองนี้ว่า”คลองสุขุม” และยังเรียกชื่อนี้มาจนทุกวันนี้

๖. ได้จัดตั้งโรงเรียนโดยขอความร่วมมือจาก พระรัตนธัชมุนี หรือที่เรียกว่าท่านม่วง เจ้าคุณวัดท่าโพธิ์ โดยใน ร.ศ.๑๑๘ ได้เปิดโรงเรียนขึ้นที่นครศรีธรรมราช ถึง ๑๘ โรงแต่ที่เป็นที่รู้จักดี จำนวน ๒ โรงคือ

๑. โรงเรียนสุขุมาภิบาลวิทยา ตั้งอยู่ในวัดท่าโพธิ์ อำเภอเมืองนครศรีธรรมราชในระยะเวลาต่อมาได้ย้ายไปตั้งณที่อื่น ปัจจุบันคือโรงเรียนเบญจมราชูทิศ

๒.โรงเรียนนิตยาภิรมย์ ตั้งอยู่ที่วัดโคกหม้อ อำเภอทุ่งสง ปัจจุบันคือ โรงเรียนเทศบาลวัดชัยชุมพล

ในระยะต่อมาในปี พ.ศ.๒๔๕๘ ได้มีการเปลี่ยนแปลงระบบการบริหารราชการแผ่นดินทางด้านการปกครองหัวเมืองอีกครั้งหนึ่ง กล่าวคือพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าให้มีตำแหน่ง อุปราชปักษ์ใต้ขึ้น เพื่อปกครองหัวเมืองปักษ์ใต้ทั้งหมด โดยได้โปรดเกล้าแต่งตั้งให้”สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ายุคลฑิคัมพร กรมหลวงลพบุรีราเมศร”ซึ่งเป็นพระเจ้าน้องยาเธอในรัชกาลที่๖ มาดำรงตำแหน่งอุปราชปักษ์ใต้เป็นองค์แรก และก็มี เพียงองค์เดียว และพร้อมกันนั้นได้มีการแต่งตั้งทหารรักษาวังอุปราชขึ้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราชหนึ่งกองทัพด้วย มีอนุสรณ์ที่ระลึกถึงอุปราชองค์นี้อยู่อย่างหนึ่งที่นครฯคือ “สะพานราเมศร”อยู่ ที่หน้าเมืองตามชื่อของพระองค์ท่านนั่นเอง

ต่อมาในปี พ.ศ.๒๔๖๙ ในรัชสมัยของสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงยุบตำแหน่งอุปราชปักษ์ใต้ พร้อมกับยุบกองทหารรักษาวังอุปราชด้วย หัวเมืองทางปักษ์ใต้จึงไม่มีกองทหารประจำการอยู่หลายปี แม้ว่าจะยุบตำแหน่งอุปราชปักษ์ใต้แล้ว แต่นครศรีธรรมราชก็ยังคงเป็นมณฑลนครศรีธรรมราชเช่นเดิม

ต่อมาในปี พ.ศ.๒๔๗๕ ได้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองครั้งใหญ่ มณฑลทั้ง ๓ มณฑลทางปักษ์ใต้ก็ได้ถูกยุบทั้งหมด ทำให้หัวเมืองทางปักษ์ใต้ทั้งหมดรวมทั้งเมืองนครศรีธรรมราช ต่างก็เป็นจังหวัดหนึ่งของราชอาณาจักรไทยมาจนถึงยุคปัจจุบันนี้

กษัตริย์มหาราชแห่งนครศรีธรรมราช

กษัตริย์ที่ครองนครศรีธรรมราช มีด้วยกันหลายองค์ซึ่งทั้งมีตัวตนอยู่ทั้งในตำนาน ประวัติศาสตร์ตลอดจนในจดหมายเหตุของชนต่างชาติ และในคัมภีร์ในทางพระพุทธศาสนา ซึ่งแน่นอนรับรองไม่ได้ว่าจะมีตัวตนอยู่จริงๆในยุคนั้นหรือไม่

แต่ก็มีชื่อปรากฎอยู่ตามหลักฐานดังที่กล่าวมาแล้ว จำนวนกษัตริย์ตามที่ได้นำมาเสนอนี้จะมีจำนวนเท่าไดไม่สามารถจะทราบได้ แต่ปรากฎชื่อตามหลักฐานดังกล่าวแล้ว ในจำนวนนี้มีกษัตริย์ที่กล่าวได้ว่าเป็นกษัตริย์มหาราชตามความคิดของผู้เรียบรวมอยู่ด้วยหลายองค์ ซึ่งน่าจะได้แก่กษัตริย์ดังต่อไปนี้

๑. พระยาอนุรุธธรรมิกราช กษัตริย์องค์นี้ได้ขยายอิทธิพลของนครศรีธรรม

ราช ไปจนถึงกรุงละโว้ และอาจจะขยายไปจนถึงอาณาจักรล้านนาด้วย

๒. พระยาวรราช กษัตริย์องค์นี้ได้ขยายและแผ่อิทธิพลไปจนถึงกรุงละโว้เช่นกัน และมีเชื้อสายของพระองค์ได้ปกครองละโว้อยู่ชั่วระยะหนึ่ง และเชื้อสายของพระองค์นั่นแหละได้แผ่อิทธิพลมารุกรานไทยในเวลาต่อมา เพราะมันเป็นคน

ละยุค ต่างยุคต่างวาระกันแล้ว

๓.พระเจ้ากรมเต็งชคตศรีธรรมาโศกราช กษัตริย์องค์นี้ได้แผ่อิทธิพลไปจนถึง ปากน้ำโพ ( ธานยปุระ ) และอาจจะแผ่อิทธิพลไปถึงอาณาจักรล้านนาด้วย

๔. พระเจ้าจันทรภาณุ กษัตริย์องค์นี้เป็นที่รู้จักดีของชาวนครศรีธรรมราช

ท่านได้ยกทัพไปตีลังกาถึง ๒ ครั้ง ตลอดจนเป็นผู้ที่มีอิทธิพลต่อการนำพระพุทธ สิหิงค์มาสู่ประเทศไทย และนอกจากนั้นยังเป็นผู้ที่ประกาศอิสระภาพจากอาณาจักรศรีวิชัย ทำให้นครศรีธรรมราชเป็นอิสระได้ในชั่วระยะเวลาหนึ่ง

๕. เจ้าพระยานครน้อย กษัตริย์องค์นี้นับได้ว่าเก่งกล้าในการรบเป็นอย่างยิ่ง โดยได้ยกทัพไปตีไทรบุรีหลายครั้ง และสามารถรักษาพระราชอาณาเขตเอาไว้ได้ และนอกจากนั้นท่านยังเป็นนัการฑูตที่เก่งและสามารถแก้ปัญหาให้บ้านเมืองได้อย่างถูกทิศทาง สามารถยุติกรณีพิพาทต่างๆลงได้โดยไม่เสียเลือดเนื้อ

ทางราชการโดยเฉพาะหน่วยงานต่างๆในนครศรีธรรมราช น่าจะหยิบมา

ศึกษาและส่งเสริมให้ เยาวชนชาวนครได้เรียนรู้ถึงความเป็นมาถึงประวัติของนคร

ศรีธรรมราช ตลอดจนกรณีกิจต่างๆของกษัตริย์แต่ละองค์ ให้มีความเข้าใจที่ถูกต้อง มีความภาคถูมิใจและรักแผ่นดินอันเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของตนให้มากยิ่งๆขึ้นไป

นครศรีธรรมราชสมัยสงครามเอเซียบูรพา

ในสมัย พ.ศ.๒๔๘๗ ประเทศญี่ปุ่นได้ก่อสงครามเอเซียบูรพา และได้ยกพลขึ้นบกเพื่อบุกรุกทางภาคใต้ของประเทศไทยพร้อมๆกันหลายๆจุดคือ ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร สงขลา ปัตตานี ทุกจุดที่ญี่ป่นขึ้นบกจะได้รับการต่อต้านจากทหารไทยอย่างหนัก ในบรรดาวีรกรรมที่มีการต่อต้านญี่ปุ่นนั้น ไม่มีจุดใดที่ห้าวหาญเด็ดเดี่ยวและทรหดไปกว่าวีรกรรมของทหาร ในสังกัดมณฑลทหารบกที่ ๖ จังหวัดนครศรีธรรมราช นับเป็นวีรกรรมที่จารึกในจิตใจของชาวนครที่ไม่มีวันลืมเลือน ลำดับของการเกิดวีรกรรมดังกล่าวมีดังนี้





๑. การทราบข่าวศึก

ในวันที่ ๘ ธันวาคม ๒๔๘๔ เวลา ๐๘.๓๐ น. พลตรีหลวงเสนาณรงค์ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ ๖ ค่ายวชิราวุธนครศรีธรรมราช ได้รับโทรเลขซึ่งไปรษณีย์นครฯ ได้นำมาส่งให้ที่บ้านพักความว่าญี่ปุ่นได้ส่งเรือรบประมาณ ๑๕ ลำมาที่ชายหาดสงขลาและได้ลำเลียงพลขึ้นบกเมื่อเวลา๐๔.๐๐น.โทรเลขฉบับนี้นายไปรษณีย์
สงขลาได้แจ้งให้นายไปรษณีย์นครศรีธรรมราชทราบตั้งแต่เวลา ๐๒.๓๐น.ภายหลังที่ได้รับข่าวทางโทรศัพท์จากหลวงอรรถโกวิทวาที อัยการจังหวัดสงขลาแลเห็นเรือรบจำนวนมาก มาจอดรออยู่นอกฝั่งสงขลา และเตรียมยกพลขึ้นบกที่บ้านสำโรงและเขารูปช้าง อำเภอเมืองจังหวัดสงขลา

๒. การเตรียมรับมือเพื่อต่อต้านข้าศึก
ภายหลังที่ได้รับโทรเลข ผู้บัญชาการมณฑลทหารบกที่ ๖ ได้สั่งการให้แตรเดี่ยวณกองรักษาการประจำกองบัญชาการ เป่าสัญญาณบอกเหตุสำคัญ และเรียกหัวหน้าหน่วยที่ขึ้นตรงต่อผู้บัญชาการมณฑลมาประชุม ที่กองบัญชาการมณฑลเพื่อเตรียมรับศึก ซึ่งคาดว่าน่าจะยกพลขึ้นบกที่นครศรีธรรมราชด้วยฑล ขณะที่ผู้บัญชาการมณฑลกำลังสั่งการและมอบหมายหน้าที่อยู่อย่างรีบเร่งนั้น ก็ได้รับข่าวจากพลฯจ้อน ใจซื่อ และพลฯเติม ลูกเสือ ซึ่งสังกัดหน่วย ป.พัน ๑๕ซึ่งเป็นเวรตรวจเหตุการณ์อยู่ที่บ้านท่าแพ (ใกล้ค่ายวชิราวุธ)ว่าได้พบกองทหารของญี่ปุ่นกำลังยกพลขึ้นบกแต่ไม่ทราบจำนวนเท่าใด และได้ลำเลียงกำลังพลด้วยเรือท้องแบนมาตามคลองท่าแพ ในขณะที่จะกลับไปรายงานผู้บังคับบัญชา ก็ถูกทหารญี่ปุ่นคุมตัวไว้ แต่พลจ้อนฯ ใจซื่อ ได้พยายามหลบหนีออกมารายงานต่อผู้บังคับบัญชาได้ในเวลา ๐๗.๐๐น. และในเวลาเดียวกัน สิบโทประศาสน์ สิทธิ์วิลัย ได้วิ่งกระหอบกระหืดมารายงานต่อผู้บัญชาการมณฑลด้วยอีกคนหนึ่ง ผู้บัญชาการมณฑลได้สั่งให้เปิดคลังแสงและให้แจกจ่ายอาวุธ มีปืนเล็กและกระสุนให้แก่ทุกคนที่ยังไม่มีอาวุธประจำกาย และประกาศว่าให้ทุกคนต่อสู้อย่างเต็มสติกำลัง มิให้ทหารญี่ปุ่นเข้ามายึดโรงทหารได้ ผู้ที่ไม่มีผู้บังคับบัญชาที่แน่นอนก็ให้เข้ามาสมทบกับหน่วยหนึ่งหน่วยใด ที่ประจำการอยู่ตามแนวต่างๆในหน่วย ร.๑๗

๓.ประจำการทำการรบ

๓.๑ หน่วย ป.พัน ๕ หน่วยนี้ได้กำหนดหน้าที่ดังนี้

- ส่งทหารเข้ายึดแนวรั้วไร่กสิกรรมของ ป.พัน ๑๕ รั้วสองด้านใต้เพื่อยิงต่อต้าน และเมื่อมีกำลังมาเสริม ก็ให้ต่อแนวไปทางทิศตะวันตก สักครู่ปรากฎว่ามีกระสุนของฝ่ายญี่ปุ่น ปลิวเข้ามาทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของโรงทหาร ผบ.ร้อย ๑ จึงนำปืนใหญ่ ๒ กระบอกยิงสวนไป

- กองร้อย ๑ ใช้ปืน ปกบ.๑๐๕ จำวน ๔ กระบอก ปืน ป.๖๓ จำนวน ๒ กระบอก จากโรงเก็บออกมาตั้งยิงบริเวณหน้าและข้างโรงเก็บ ส่วนทหารในกองรักษาการณ์ภายใน ใช้ปืนเล็กทำการต่อสู้

- กองร้อย ๒ ลากปืนใหญ่ ป.๑๐๕ จำนวน ๑ กระบอก ซึ่งนำคืนมาจรงานฉลองรัฐธรรมนูญณสนามหน้าเมืองในตอนเช้าตรู่ มาตั้งยิงใกล้คลังกระสุน แต่เนื่องจากกองร้อยต้องไปรักษาการณ์อยู่ภายนอกจึงมีทหารเหลืออยู่น้อยไม่พอที่จะทำหน้าที่พลประจำปืน และกองร้อยกองนี้อยู่ใกล้ท่าแพมาก พอฝ่ายญี่ปุ่นเริ่มที่จะเคลื่อนที่และยิงมา ก็ทำให้ไม่สามารถที่เข้าไปลากปืนใหญ่มาตั้งยิงเสียแล้ว จึงจำเป็นต้องใช้ปืนเล็กยิงต่อสู้

๓.๒ หน่วย ร.พัน ๓๙ หน่วยนี้ได้ทำหน้าที่ดังนี้

- ร้อย ๑ และหมวด ส.เป็นกองรบที่ยกไปต้านทหารญี่ปุ่นที่ตลาดท่าแพ โดยวางแนวรบออกเป็น ๒ แนวๆแรกคือแนวบ้านพักนายทหาร ป.พัน ๑๕ กับที่พักของทหาร ป.พัน ๑๕ ส่วนแนวที่ ๒ คือแนวตลาดท่าแพ

- รอง ผบ.ร.พัน๓๙ นำกำลังทหารบางส่วน คือทหารของ ร.๑๗ ที่ฝากฝึกในหมวด สภ.นายสิบกองหนุนที่เข้ารับการอบรมกับ ปกน.๑ หมวดที่เหลือไปยึดภูมิประเทศทางทิศตะวันออกของที่ตั้ง ร.พัน ๓๙ เพื่อป้องกันมิให้ญี่ปุ่นบุกเข้ายึดโรงทหารทางทิศตะวันออกได้ เข้าเสริมแนวรบโดยต่อแนวไปทางปีกขวาบ้างทางปีกซ้ายบ้าง ยึดภูมิประเทศข้างหลังแนวรบเพื่อทำหน้าที่เป็นกองหนุนบ้าง และเมื่อฝ่ายญี่ปุ่นได้ส่งกำลังส่วนหนึ่งเข้าโอบทางปีกขวา หน่วยนี้ก็ได้ส่งกำลังเข้าทำการต่อต้านไว้

๓.๓ หน่วย พ.มณฑล ๖ หน่วยนี้ทำหน้าที่ดังนี้

นำทหารขึ้นรถยนต์มายังหน้าที่ตั้งกองรักษาการณ์ของ ป.พัน ๑๕ แล้วให้ทำการขยายแถวเข้ายึดแนวไร่กสิกรรมของ ป.พัน ๑๕ ร้อย ๒ โดยสมทบกับทหารของ ป.พัน ๑๕ และกองรักษาการณ์ภายนอกประจำ จว.ทบ.นศ.บ้างและเข้าต่อแนวไปทางขวาบ้าง ทหารหน่วยนี้แบ่งกำลังออกเป็น ๒ ส่วน ส่วนแรกเข้าประจำแนวยิงแรก อีกส่วนหนึ่งยึดภูมิประเทศอยู่ในแนวที่ ๒ ห่างจากแนวแรกประมาณ

๒๐๐ เมตร แต่ยังมิได้ทำการยิงก็ได้เวลาสงบศึกเสียก่อน

๓.๔ หน่วย ส.พัน ๖ ทำหน้าที่ดังนี้

จัดทหารถือปืนเล็กยึดภูมิประเทศบริเวณที่พักของทหารใน พ.มณฑล ๖ และที่พักของทหารใน ส.พัน ๖ เพื่อไว้เป็นกำลังหนุนในโอกาสต่อไป แต่ยังมิได้ทำการยิงก็ได้เวลาสงบศึกเสียก่อน

๓.๕ หน่วย สร.มณฑล ๖ ให้ทำหน้าที่ดังนี้

. จัดเปลออกไปรับคนเจ็บออกจากแนวยิงและขนเวชภัณฑ์และสัมภาระที่ มีค่าออกมาจากแนวยิง

นอกจากนี้ยังมีหน่วยยุวชนทหาร จากหน่วยฝึกยุวชนที่ ๕๕ จังหวัดนคร ศรีธรรมราช จำนวนประมาณ ๓๐คนมีปืนเล็กประจำกายมาสมทบ เมื่อเวลาประ

มาณ ๐๙.๐๐น และได้รับคำสั่งให้ยึดภูมิประเทศในแนวเดียวกับ ส.พัน ๖ แต่ยังมิได้ทำการยิง ก็ได้เวลาสงบศึกเสียก่อน .

ในการรบครั้งนี้ตามรายงานของพลตรีหลวงเสนาณรงค์ ผบ.มณฑลทหารบกที่ ๖ นครศรีธรรมราชกล่าวว่า “…การอำนวยการรบทำไม่ได้สะดวกนักเพราะตลอดเวลาตั้งแต่ ๐๗.๐๐–๑๑.๐๐ น.ฝนได้ตกลงมาอย่างหนัก จริงอยู่ก่อนที่หน่วยทหารจะเข้ายึดแนวรบนั้น ถึงหากได้มีการเตรียมตัวไว้พร้อมแล้ว แต่ด้วยเหตุ

การณ์ที่ไม่แจ่มแจ้งพอ คือไม่ทราบว่าทางทหารญี่ปุ่นมีกำลังเท่าใด และมาขึ้นบกจริงที่ใดบ้างแนวศึกจึงสับสนอยู่บ้าง แต่ถึงกระนั้นก็นับได้ว่าได้ปฏิบัติการทันเหตุการณ์ กล่าวคือพวกกระผมสังเกตการต่อสู้ต้านทาน เจ้าหน้าที่ต่างๆก็เริ่มดำเนินการตามหน้าที่ของตน หน่วยทหารก็เคลื่อนที่เข้าประจำแนวรบตามลำดับ อนึ่งเมื่อได้รับคำสั่งจากผู้บังคับบัญชาแล้วก็ได้ปฎิบัติการอย่างรวดเร็ว และกล้าหาญ เป็นที่น่าชมเชยเป็นอย่างยิ่ง ไม่มีแม้แต่คนเดียวที่แสดงความกลัว บางคนที่ไม่มีหน้าที่รบโดยตรง เช่นพลทหารประจำตัวเป็นต้น ก็ได้มารับจ่ายอาวุธกระสุนและอาสาเข้าทำการรบด้วย…”

นอกจากนี้ในรายงานฉบับนี้ยังกล่าวต่อไปอีกว่า “….การต่อสู้ได้ดำเนินไปอย่างรุนแรงตลอดเวลา ฝ่ายเราได้บุกรุกเข้าไปข้างหน้าตามลำดับ บางส่วนได้เข้าถึงฝ่ายตรงกันข้ามและแทงด้วยดาบปลายปืน และปรากฎว่าเมื่อ เสธ.มณฑลได้ไป

เห็นในขณะที่ไปเจรจาขอยุติการรบนั้น ทางฝ่ายญี่ปุ่นได้แสดงท่าทีว่าล่าถอยไปอยู่แล้ว….”

๔.ยุติการรบ

ในวันเดียวกันเวลาประมาณ ๑๐.๐๐น. มณฑลได้รับสำเนาโทรเลขของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งส่งผ่านมาทางข้าหลวงประจำจังหวัดความว่า

“…ให้หยุดรบหลีกทางให้ญี่ปุ่นผ่านไปแล้วให้รอฟังคำสั่ง…”

ผบ.มณฑลจึงได้สั่งให้เสนาธิการมณฑลที่ ๖ พร้อมด้วย ร.อ.สะอาด ขมะสุนทร และ จ.ส.ท.กุญชร พรสิงห์ เป็นผู้ติดตามไปเจรจาสงบการสู้รบ แต่ระหว่างที่เจรจานั้นทหารบางส่วนยังทำการต่อสู้อยู่เป็นพักๆ อาจจะเป็นเพราะไม่ทราบคำสั่งให้หยุดอีกประการ หนึ่งยังไม่ไว้วางใจญี่ปุ่น จนเมื่อเสนาธิการมณฑลที่ ๖ ได้กลับมาและไปเจรจาอีกเป็นครั้งที่ ๒ การยิงโต้ตอบจึงสงบลงอย่างเด็ดขาด ซึ่งขณะนั้นเป็นเวลาประมาณ ๑๒.๐๐น.ครั้นเวลาประมาณ ๑๓.๐๐น.ได้มีการเจรจากันอีกครั้งหนึ่ง โดย ผบ.มณฑลเป็นประธานในที่ประชุม

ผลการเจรจายุติการรบได้ความดังนี้

๑.ญี่ปุ่นได้ขอให้ฝ่ายเราถอนทหารออกจากที่ตั้งปรกติ ไปให้พ้นแนวคลองที่สะพานราเมศร ให้เสร็จสิ้นภายในเวลา ๓ ชั่วโมง เพราะญี่ปุ่นต้องการใช้สนามบินโดยด่วน

๒. ฝ่ายเรายินยอมให้ทหารญี่ปุ่นเข้ามาพักในโรงทหารได้ทั้งหมด โดยฝ่ายเรารวมทั้งครอบครัวนายทหาร นายสิบ จะเข้าไปพักในบริเวณตัวเมือง เช่นตามโรงเรียน เป็นต้น

๓. เราขอขนอาวุธสัมภาระติดตัวไปด้วย ยกเว้นอาวุธชนิดหนัก กระสุนวัตถุระเบิด

และน้ำมันเชื้อเพลิงบางส่วน รวมทั้งเครื่องบินซึ่งญี่ปุ่นไม่ยอมให้ขนไปด้วย

๔. ฝ่ายญี่ปุ่นแสดงความเสียใจที่ได้มีการปะทะกัน เห็นใจและยกย่องในวีรกรรมของทหารไทยในครั้งนี้

๕. ผลการรบ

ผลการรบในครั้งนั้นปรากฎว่า ข้าศึกได้เสียกำลังไปมากแต่ไม่ปรากฎหลักฐานว่ามีจำนวนเท่าใด และในบันทึกของพลตรีหลวงเสนาณรงค์ตอนหนึ่งกล่าวว่า “…. การรบได้เป็นไปโดยกระชั้นชิดในเวลาอันรวดเร็ว ฝ่ายเราได้บุกรุกเข้าไปจนถึงท่าเรือ ห่างจากข้าศึกเพียง ๑๐๐ เมตร ส่วนย่อยของเราได้เข้าตะลุมบอน เสียงไชโยดังสนั่นทุกแนวที่เรายึดคืนได้

ข้าศึกถอยแล้ว เราร้องบอกกันดังนี้ ….”

ในโทรเลขฉบับหนึ่งของ พลตรีหลวงเสนาณรงค์ได้กล่าวถึงผลการรบในครั้งนี้ว่า “…

ไม่มีครั้งใดที่จะได้เห็นการต่อสู้อย่างทรหด จนถึงตะลุมบอนเหมือนอย่างในครั้งนี้ ฝ่ายเขาเข้าใจว่าจะเสียหายมากกว่าฝ่ายเรา …”และอีกตอนหนึ่งกล่าวว่า “….ผลการรบในวันนั้น

ฝ่ายข้าศึกตายมาก ผู้บังคับบัญชาคนหนึ่งของข้าศึกตายในที่รบ ….”

ในการต่อสู้ครั้งนี้ฝ่ายเราได้สูญเสียเสียทหารผู้กล้าหาญไปดังนี้

๑. นายทหารชั้นสัญญาบัตร ๓ นาย

๒. นายทหารชั้นประทวน ๔ นาย

๓ .พลทหาร จำนวน ๓๒ นาย

๔. พลทหารที่ได้รับการบาดเจ็บ .ประมาณ ๑๐๐ คน

วีรกรรมของทหารไทยแห่งค่ายวชิราวุธมณฑลทหารบกที่ ๖ จังหวันครศรีธรรมราชในขณะนั้น นับเป็นเรื่องที่ควรแก่การสรรเสริญยิ่งนัก เกียรติประวัติของนักรบไทยในวันนั้น ( ๘ ธันวาคม ๒๔๘๔ ) ได้ปรากฎแก่อนุชนสืบมา และหลังจากวันสิ้นสุดสงครามมหาเอเซียบูรพาแล้ว ประชาชนและทางราชการได้ร่วมกันสร้างอนุสาวรีย์ ไว้ตรงจุดที่ได้ปะทะกับทหารญี่ปุ่นเรียกว่า “อนุสาวรีย์วีรไทย “ แต่ชาวเมืองนครฯเรียกกันว่า “อนุสาวรีย์พ่อดำบ้าง อนุสาวรีย์จ่าดำบ้าง “ ตามลักษณะสีสันของรูปปั้นดังที่ปรากฎอยู่ในปัจุบันระยะเวลาความเป็นมาของนครศรีธรรมราช ตั้งแต่สมัยเป็นชุมชนเล็กๆซึ่งตั้งอยู่บนสันทรายบนแหลมมลายู ได้คลี่คลายขยายตัวมาจนปัจจุบัน นับเป็นเวาลาร่วมราว ๒,๐๐๐ ปี ในช่วงระยะเวลาอันยาวนานนั้น ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางด้านสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองตลอดเวลาอยู่หลายครั้งหลายครา ดังจะเห็นได้ในบางยุคของนครศรีธรรมราช มีฐานะเป็นอาณาจักร บางยุคก็มีฐานะเป็นเพียงรัฐ บางยุคก็มีฐานะเป็นประเทศราช จนในที่สุดก็มาเป็นจังหวัดๆหนึ่งของราชอาณาจักรไทยอยู่จนปัจจุบันนี้ขอจบเรื่องราวของนครศรีธรรมราชไว้เพียงนี้ และขอฝากไว้เพื่อเป็นอนุสติเตือนในท่านผู้อ่านทุกท่านว่า บ้านเกิดเมืองนอนของเราทุกคนมีความเป็นมาเป็นไปอย่างไร และเรื่องนี้ จะถือเป็นเรื่องจริงย่อมไม่ได้ และก็เช่นเดียวกันจะถือเป็นเรื่องไม่จริงย่อมไม่ได้เช่นกัน ที่สำคัญคือเรื่องราวทั้งหมดนี้ในวันนี้ น่าจะมีทั้งเรื่องจริงและเรื่องไม่จริงก็ได้ พอถึงวันพรุ่งนี้หรือในอนาคต หากมีหลักฐานต่างๆที่เชื่อถือได้ ย่อมทำให้ประวัติศาสตร์ของนครศรีธรรมราชมี ความกระจ่างและชัดเจนยิ่งขึ้น ขอให้เชื่อถือในสิ่งนั้นเถิดจงสลัดสิ่งนี้ออกไป รับเอาสิ่งที่ถูกต้องเพราะนั่นคือความเป็นอนิจจังของสิ่งทั้งหลายบนโลกใบนี้ และจงถือเสียว่าอ่านหนังสือเล่มนี้เพื่อความเป็นผู้มีความคิดอันกว้างไกล โดยยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นบ้างแม้ว่า

หนังสือเล่มนี้ชื่อว่า”ตำนานเมืองนครศรีธรรมราช ประวัติศาสตร์ในสายหมอก” ซึ่งจะมองอะไรจะเห็นเพียงรางๆ ก็ดีเสียกว่าจะมองอะไรไม่เห็นเสียมิใช่หรือ

*****อวสาน*******








เอกสารที่ใช้ในการเรียบเรียง

วิเชียร ณนครและคณะ นครศรีธรรมราช ห้างหุ้นส่วนจำกัดโรงพิมพ์อักษรสัมพันธ์

พ.ศ.๒๕๒๑ , ๖๐๕ หน้า

วิเชียร ณนครและคณะ นครศรีธรรมราชของเรา โรงพิมพ์แม่บ้านการเรือน กุมภาพันธ์ ๒๕๒๑ ๑๔๘ หน้า

เปลื้อง ณนคร ประวัติวรรณคดีไทยสำหรับนักศึกษา โรงพิมพ์ห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล ไทยวัฒนาพานิช พ.ศ. ๒๕๐๖ ,๕๘๑ หน้า

มานิต วัลลิโภดม ตำนานหริภุญไชยในพุทธานุสรณ์ ๒๕๐๐ น.๕๑–๕๘

มานิต วัลลิโภดม กัมโพชนคร-อโยธยา-ตามพรลิงค์ สามทหาร ปีที่ ๑ เล่มที่ ๗,๑๑,๑๒

ปรีชา นุ่นสุข,ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ประวัติศาสตร์นครศรีธรรมราช โรงพิมพ์ ที.พี.พริ้นท์จำกัด กรุงเทพมหานคร ๒๕๔๐ , ๔๐๘ หน้า

ขจร สุขพานิช,ศาสตราจารย์ บันทึกการสัมมนาทางประวัติศาสตร์ราชวงศ์ศรีธรรมาโศกราช ตามจารึกคงแม่นางเมือง จังหวัดนครสวรรค์เป็นราชวงศ์แรกของไทยหรือไม่

แถลงงานประวัติศาสตร์ เอกสารโบราณคดีปีที่ ๑๐ เล่มที่ ๑–๓ , ๒๕๑๙

ธรรมทาส พานิช ประวัติศาสตร์พุทธศาสนาสมัยศรีวิชัยยุคสัมโพธิไชยา-นครศรีธรรมราช พ.ศ.๑๔๐๐–๑๙๕๕ ,๒๕๑๕

น้อม อุปรมัย ประวัติวัดท่าโพธิ์ ๒๕๑๙

ถนอม อานามวัฒน์แลคณะ ประวัติศาสตร์ไทยยุคก่อนประวัติศาสตร์ถึงสิ้นอยุธยา

อมรการพิมพ์ กรุงเทพฯ ๒๕๒๘ ,๓๖๓ หน้า

ประหยัด ศ.นาคะนาท และจำรัส ดวงธิสาร ความเมืองเรื่องเขาพระวิหาร ป.พิศนาคะการพิมพ์ ธนบุรี ๒๕๐๕ , ๑๐๒๔ หน้า

จ.กิตติปุญโญ สังข์ทอง ประวัติเมืองนครศรีธรรมราชและประวัติพระเดชพระคุณท่านเจ้าพระคุณสมเด็จพระพุทธาจารย์(โสม ฉันนะมหาเถระ) คณะศิษย์พิมพ์เป็นอนุสรณ์

ในคราวฉลองสมณศักดิ์พระครูใบฎีกาเจริญสุข ๓ ตุลาคม ๒๕๐๒

วีระ ถาวโร,พระมหา เรื่องจริงอิงนิทาน(พิเศษ) ห้างหุ้นส่วนจำกัดโรงพิมพ์ชวนพิมพ์

พ.ศ. ๒๕๒๔ ,๒๓๐ หน้า

หอสมุดแห่งชาติ นำชมนครศรีธรรมราชเมืองประวัติศาสตร์กว่า ๑๐๐ ปี โรงพิมพ์

ดี แอล เอส กรุงเทพฯ ๒๕๓๔ ,๒๖๔ หน้า

วิทยาลัยครูนครศรีธรรมราช การประชุมสัมมนา ๒๕๒๑ เรื่องประวัติศาสตร์นครศรีธรรมราช เอกสารโรเนียวหมายเลข ๑–๑๑ , ๒๕–๒๘ มกราคม ๒๕๒๑ , ๒๓๐ หน้า

 



โดย Tambralinga ดูบทความของฉันทั้งหมดที่นี่
วันที่ 8 ก.พ. 51 00:39 น.
เนื้อหานี้เปิดอ่านแล้ว 60,823 ครั้ง


ความคิดเห็นทั้งหมด (เปิดดู 60,823 ครั้ง ตอบ 3 ครั้ง)

ลบ แจ้งลบ
โดย ชายไทย ไม่เปิดนาม
IP : 111.84.182.***
ประเทศไทยหนีความเป็นจริงลบล้างเมืองนคร สร้างประวัติศาสตร์สำหรับตนเอง ผมในฐานะประชาชน อยากเห็นความเป็น ไม่ใช่มาบิดเบือนประวัติศาสตร์ อำนาจคุณมันก็เสื่อมลงไปเรื่อยๆๆๆคับ พอใจผลงานที่อาจารย์เขียน
ลบ แจ้งลบ
โดย sw_2546@hotmail.com
IP : 222.123.146.***

ศักราชตามตำนานในสมัยโบราณใช้มหาศักราช ยังไม่ใช้พุทธศักราช

ดังนั้นถ้าบวก 621 เข้าไปก็น่าจะใกล้กับหลักฐานทางโบราณคดีและหลักฐานทางประวัติศาสตร์อื่ๆ คือมีการสร้างพระธาตุทรงลังกาครอบเจดีย์องค์เดิมในราวพุทธศตวรรษที่ 17

ลบ แจ้งลบ
โดย wertyu-uytrew@hotmail.com
IP : 118.173.41.***

ประวัติมากไม่เเพ้ใคร

แสดงความคิดเห็นของท่านที่นี่



ร่วมเป็นเพื่อน
Eduzones Social Network ที่นี่
Facebook Twitter Youtube

SUBSCRIBE TO EDUZONES.COM

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

TOP OF THE WEEK


คำฮิต

โรงเรียน7 วิชาสามัญ , enn gat pat 57 , open house ,Asean , twitter , เด็ก กยศ , กสพท , เกมคณิตศาสตร์ , เกมคิดเลข , อาเซียน , เกมส์คิดเลข , ขยายเวลา , ข่าวการศึกษาต่างประเทศ , ม.ต้น ,ข่าวอาเซียน , ค้นหาตัวเอง , ค่าย , คำขวัญวันเด็ก , เคล็ดลับเรียนเก่ง , ของเล่นเคลียริ่งเฮ้าส์ , โควตา , จุฬาฯ , ทุนการศึกษา , แท๊บเล็ต คาถาชินบัญชร ประชาคมอาเซียน , ประโยชน์ของอินเตอร์เน็ต , ประวัติวันครู , เฟสบุ๊ค , ม.ทักษิณ , อาเซียน 10 ประเทศ , ม.รังสิต 57 , มมส 57 มศว. , มหาวิทยาลัยนเรศวร , มหาวิทยาลัยพะเยา , รับตรง เกษตรศาสตร์ 57 , รับตรง มข 57 , ประกาศผลสอบ Admissions 57ประถมศึกษารับตรงศิลปากร , เรียนต่อ , เรียนฟรี , ลาดกระบังฯ , เก็งคะแนน Admission 57 ,  เลื่อนเปิดเทอม ,อนุบาลวันตรุษจีน , สทศ , สมัคร clearing house , สอบตรง , อ.วิริยะ , เว็บโรงเรียนตัวอย่างงานวิจัย,ความคิดสร้างสรรค์ , เว็บสำเร็จรูป , เว็บหน่วยงาน , ทำเว็บฟรี , เว็บไซต์หน่วยงานราชการ , รายชื่อโรงเรียนทั่วประเทศ , โครงงานวิทยาศาสตร์ , สารสนเทศโทษของอินเตอร์เน็ต , GAT , PAT  , วันช้างไทย , วันสตรีสากล , MH370 , เครื่องบินตก  , ประกาศผลเภสัช ม.ศิลปากร , วันสงกรานต์GAT/PAT ครั้งที่ 2/2557 , บัตรสอบ , เอเชียศึกษา , วันโกหก , April fool's day , วันจักรี , วันเลิกทาส , ประกาศผล GAT/PAT 57 , สทศ.Admission 57 , วันคุ้มครองโลก

คำค้นหา

สอบตรง , อาเซียน , มหาวิทยาลัย ,โรงเรียน , ศึกษาต่อ , asean , ศึกษาต่อต่างประเทศ , ทุนการศึกษา , เรียนต่อ , ประชาคมอาเซียน, ข่าวบันเทิง, คำราชาศัพท์, สพฐ, กยศ, ความรู้ ประถมศึกษา , ข่าวอาเซียน วิชาการ, portfolio แฟ้มผลงาน , ความรู้ มัธยมปลาย , โครงงานวิทย์ , ประวัติอาเซียน , ความรู้ , วิชาการ , อาจารย์วิริยะ , สาขาแห่งอนาคต , ดูหนัง หนังใหม่ ดูหนังออนไลน์ movie , ฟังเพลง เพลงใหม่ ฟังเพลงออนไลน์ เพลงฮิต , ดูทีวีย้อนหลัง ดูทีวี ดูทีวีออนไลน์ , ดูดวง ดวง ทำนายฝัน ดูดวงรายวัน , รถยนต์มือสอง เครื่องเสียงรถยนต์ รถยนต์ , การ์ตูน รูปการ์ตูน ภาพการ์ตูน คลิปการ์ตูน , ข่าวบันเทิง ข่าวกีฬา ข่าวไทยรัฐ , ทวิสเตอร์ twitter วิธีเล่น twitter , เฟสบุ๊ค facebook คือ facebook วิธีเล่น facebook , ร้านอาหาร ร้านอาหารในกรุงเทพ ร้านอาหารแนะนำ ร้านอาหารเกาหลี , การ์ตูน , ซุปซิป ดารา , ผลบอล, ข่าว IT, หาเพื่อน , ข่าว, AEC, รถ, แบบทดสอบ, รูปภาพ , เกมส์รถแข่ง, เกมส์แต่งตัว หนังสือพิมพ์ , ข่าวประชาสัมพันธ์, วาเลนไทน์ , wallpaper , wallpaper น่ารัก , รับทำเว็บไซต์ , Hosting , รถมือสอง , รูปดารา , ภาพเคลื่อนไหว , ดูดวง , นิยาย , เกม , หางาน , แม่เหล็ก , เกมส์, สถานที่ท่องเที่ยว , สถานที่ท่องเที่ยวในประเทศไทย , Thailand Travel โหลดเพลง , งานราชการ , งาน , เกมส์จับคู่ , เกมส์จับคู่ผลไม้ , เกมส์ปลูกผัก , เกมขุดทอง , เกมส์แข่งรถ , เกมส์ทำอาหาร , ประกาศผลสอบ Admissions 57 , เว็บไซต์โรงเรียน,ความคิดสร้างสรรค์ , เว็บไซต์หน่วยงานราชการ , เก็งคะแนน Admission 57 ,  สารสนเทศ , วันวาเลนไทน์ , นิทาน , กสพท , วันศิลปินแห่งชาติ , รับตรง ม.เกษตร 57โทษของอินเตอร์เน็ต , GAT , PAT , วันช้างไทย , วันสตรีสากล , MH370 , เครื่องบินตก , ประกาศผล O-NET ม.6 , เภสัช ม.ศิลปากร , วันสงกรานต์ , บัตรสอบ , GAT/PAT ครั้งที่ 2/2557เอเชียศึกษา , อักษร ศิลปากร , วันโกหก , April fool's dayวันออมสินวันข้าราชการพลเรือนวันจักรีวันอนุรักษ์มรดกไทย , วันเลิกทาส , ประกาศผล GAT/PAT 57 , สทศ. , Admission 57

เรื่องมาใหม่